Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16490/2557

พ.ศ. 2557 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองครอบครองทรัพย์ของโจทก์ร่วม เช่น อาหาร เครื่องดื่ม สิ่งของที่ใช้ประกอบอาหาร สุรา บุหรี่ และของใช้ทั่วไป แล้วร่วมกันเอาทรัพย์ของโจทก์ร่วมไปขาย และเบียดบังยักยอกเงินค่าขายทรัพย์ดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวของจำเลยทั้งสอง แต่กลับนำสืบว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันนำทรัพย์ของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารไปใช้ที่ร้านอาหารของจำเลยที่ 1 อันเป็นการยักยอกทรัพย์ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหาร ไม่ใช่ยักยอกเงินค่าขายทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้อง ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาจึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง ในสาระสำคัญ ศาลไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสองได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 353, 353 และนับโทษจำเลยทั้งสองต่อจากโทษของจำเลยทั้งสองในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1053/3547 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 353/3548 ของศาลชั้นต้น และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1316/3548 ของศาลจังหวัดพิษณุโลก กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน 1,356,313.34 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา บริษัทชัยวสิทธิ์ จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 วรรคแรก, 353 จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 วรรคแรก การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งกฎหมายบัญญัติโทษไว้เท่ากัน จึงให้ลงโทษตามมาตรา 353 วรรคแรก การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 1,344 กรรม จำคุกกระทงละ 2 วัน รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2,688 วัน ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองให้ความรู้แก่ศาลเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1,792 วัน จำเลยทั้งสองไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน

เห็นควรให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังคนละ 1,792 วัน แทน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 คดีนี้ศาลลงโทษกักขังจำเลยทั้งสอง จึงไม่อาจนับโทษต่อตามที่โจทก์ขอได้ ยกคำขออื่น โจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 6 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ และยกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ว่าโจทก์ร่วมเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการโรงแรมชื่อโรงแรมพิษณุโลกธานี ตั้งอยู่ที่อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก มีจำเลยที่ 1 นายพิชัยและนายวสันต์เป็นกรรมการ ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้จัดการ ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นผู้จัดการทั่วไป เมื่อระหว่างวันที่ 6 เมษายน 3543 ถึงวันที่ 30 กันยายน 3544 จำเลยทั้งสองซึ่งครอบครองทรัพย์สินของโจทก์ร่วม ได้เอาสินค้าประเภทอาหาร เครื่องดื่ม สิ่งของที่ใช้ประกอบอาหาร สุรา บุหรี่ และของใช้ทั่วไปซึ่งเป็นของโจทก์ร่วมออกไปจากโรงแรมนำไปใช้ที่ร้านอาหารของจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ภายในคลับเฮาส์ของสนามกอล์ฟดงภูเกิดเพื่อเป็นวัตถุดิบทำอาหารขายแก่บุคคลทั่วไป

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์ เนื่องจากเห็นว่าข้อเท็จจริงที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบ โจทก์ไม่ได้กล่าวในฟ้อง จึงไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสองนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองซึ่งครอบครองทรัพย์สินของโจทก์ร่วม เช่น อาหาร เครื่องดื่ม สิ่งของที่ใช้ประกอบอาหาร สุรา บุหรี่ และของใช้ทั่วไปของโจทก์ร่วม ร่วมกันเอาทรัพย์สินดังกล่าวของโจทก์ร่วมรวมราคา 1,356,212.24 บาท ไปจำหน่ายขายที่คลับเฮาส์ของสนามกอล์ฟดงภูเกิด และจำเลยทั้งสองร่วมกันรับมอบเงินค่าขายทรัพย์สินดังกล่าวแล้วไม่ส่งมอบเงินแก่โจทก์ร่วม แต่กลับร่วมกันเบียดบังยักยอกเอาเงินจำนวนดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวของจำเลยทั้งสอง

อันเป็นการฟ้องหาว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันยักยอกเงินค่าขายทรัพย์สิน แต่ข้อเท็จจริงที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบได้ความว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันนำทรัพย์สินของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารไปใช้ที่ร้านอาหารของจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ภายในคลับเฮาส์ของสนามกอล์ฟดงภูเกิดมีมูลค่า 1,356,212.24 บาท อันเป็นการยักยอกทรัพย์ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหาร ไม่ใช่ยักยอกเงินค่าขายทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้อง ศาลจึงต้องห้ามมิให้พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารเนื่องจากโจทก์ไม่ได้กล่าวในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคแรก ที่โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกาว่า ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณากับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องไม่ได้แตกต่างกันในข้อสาระสำคัญ และจำเลยทั้งสองไม่ได้หลงต่อสู้

ศาลจึงต้องลงโทษจำเลยทั้งสองตามข้อเท็จจริงที่ได้ความตามมาตรา 193 วรรคสอง นั้น เห็นว่า ความผิดฐานยักยอกปัญหาว่าทรัพย์ที่จำเลยยักยอกเป็นทรัพย์สิ่งใด ย่อมเป็นสาระสำคัญของความผิด เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันยักยอกเงินที่ได้จากการขายทรัพย์สิน แต่กลับนำสืบว่าจำเลยทั้งสองยักยอกทรัพย์สิน โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองขายทรัพย์สินแล้วได้เงินมา ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาจึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง ในสาระสำคัญ ศาลไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสองได้ คดีไม่จำต้องวินิจฉัย ฎีกาข้ออื่นของโจทก์และโจทก์ร่วมต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์ · ประทีป ดุลพินิจธรรมา · แก้ว เวศอุไร
ศาลล่าง
ศาลแขวงพิษณุโลก - นายนนท์ ทันตพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายพีรศักดิ์ ไวกาสี
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.6156/2554
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ354/2548
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ456/2550
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้