Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16512/2557

พ.ศ. 2557 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 3 มีพฤติการณ์เป็นนายหน้าชี้ช่องให้ทำการซื้อขายที่ดินพิพาท โดยจำเลยที่ 3 รับราชการอยู่ที่สำนักงานเขตมีนบุรีโดยทำหน้าที่เกี่ยวกับภาษีบำรุงท้องที่ อีกทั้งมีหลักฐานสำเนาโฉนดที่ดินพิพาทย่อมสามารถตรวจสอบสภาพที่ดินได้ตลอดเวลาว่าที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นบ่อดิน ป่ารก มีน้ำท่วมขังซึ่งความนี้จำเลยที่ 1 เองก็ทราบจากผู้รับมอบอำนาจของตนที่ไปขอรังวัดสอบเขตที่ดิน เมื่อจำเลยที่ 3 พาจำเลยที่ 4 ไปดูที่ดินของ ส. แต่กลับอ้างว่าเป็นที่ดินพิพาท จึงถือว่าจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นนายหน้าของจำเลยที่ 1 ไม่แจ้งความจริงให้จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นนายหน้าฝ่ายโจทก์ทราบ ครั้นจำเลยที่ 4 พาโจทก์ที่ 1 ไปดูที่ดินตามที่จำเลยที่ 3 เคยนำชี้ไว้ ทำให้ฝ่ายโจทก์หลงเข้าใจผิดว่าที่ดินที่ต้องการซื้อเป็นที่ดินนา มิใช่ที่ดินมีสภาพน้ำท่วมขังอันเป็นสภาพแท้จริง นอกจากนี้แล้วในวันเจรจาจะซื้อจะขายครั้งแรก โจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 4 สอบถามสภาพที่ดิน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็บอกเป็นที่ดินนา เมื่อโจทก์ที่ 1 แจ้งว่ามีคนทำนาอยู่ จำเลยที่ 2 ก็รับว่าจะจัดการให้ออกไปเสียจากที่ดิน พฤติการณ์ดังกล่าวสนับสนุนได้ว่า ฝ่ายโจทก์ประสงค์ซื้อที่ดินนามิใช่ที่ดินที่มีสภาพน้ำท่วมขัง จำเลยที่ 1 เอง ขายที่ดินต่ำกว่าราคาที่ซื้อมาในปี 2535 เกือบ 3,000,000 บาท แล้วยังยอมออกค่าธรรมเนียมการโอน ค่าภาษีที่ดิน ค่านายหน้าแทนฝ่ายโจทก์อันทำให้ขาดทุนจำนวนมาก และจงใจนิ่งเสียไม่แจ้งข้อความจริงให้ฝ่ายโจทก์ทราบ นอกจากนี้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นนายหน้าของจำเลยที่ 1 เป็นคนนำชี้ที่ดิน อีกทั้งตามสภาพที่ดิน แม้โจทก์ที่ 1 จะมีสำเนาโฉนดที่ดินพิพาทก็ไม่อาจตรวจสอบได้โดยง่ายยังไม่ถือว่าเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นกลฉ้อฉล อันเป็นทางให้โจทก์ทั้งหกเสียเปรียบ เมื่อโจทก์ทั้งหกส่งมอบที่ดินนาคืนแก่ ส. และมีหนังสือบอกเลิกสัญญาพร้อมทวงถามให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าซื้อขายที่ดินโดยชอบแล้ว ถือว่าโจทก์ทั้งหกซึ่งถูกกลฉ้อฉลได้บอกล้างสัญญาซื้อขายอันเป็นโมฆียะกรรม แต่จำเลยที่ 1 กลับเพิกเฉย โจทก์ทั้งหกมีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินเพื่อให้คู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิม จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดคืนเงินค่าซื้อขายพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันครบกำหนดทวงถามเป็นต้นไป

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งหกฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมสัญญาขายที่ดินเฉพาะส่วนและบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวม ของที่ดินโฉนดเลขที่ 1809 ตำบลทรายกองดิน อำเภอมีนบุรี กรุงเทพมหานคร ระหว่างโจทก์ทั้งหกกับจำเลยที่ 1 และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงิน 9,635,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งหกและร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวน 7,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งหก

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนเงิน 9,635,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งหก กับให้เพิกถอนสัญญาขายที่ดินเฉพาะส่วนและบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวม (มีค่าตอบแทน) ของที่ดินโฉนดเลขที่ 1809 ตำบลทรายกองดิน อำเภอมีนบุรี (เมือง) กรุงเทพมหานคร ระหว่างโจทก์ทั้งหกกับจำเลยที่ 1 กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ (ที่ถูก โจทก์ทั้งหก) โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ทั้งหกสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งหกกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหกสำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย ให้โจทก์ทั้งหกใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความ รวม 100,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ทั้งหกฎีกา ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 1 ถึงแก่กรรม นางศิริพร ผู้จัดการมรดกของโจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1809 ตำบลทรายกองดิน อำเภอมีนบุรี (เมือง) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 19 ไร่ 1 งาน 8 ตารางวา ในที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นบ่อดิน ป่ารก บางแห่งมีน้ำท่วมขัง ส่วนนายสุเชาว์ เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 1810 ตำบลทรายของดิน อำเภอมีนบุรี (เมือง) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 19 ไร่ 2 งาน 36 ตารางวา มีสภาพเป็นที่ดินนาที่ดินทั้งสองแปลง มีขนาดกว้างยาวเกือบเท่ากันและอยู่ติดกัน โดยทิศตะวันตกของที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1809 อยู่ติดกับทิศตะวันออกของโฉนดเลขที่ 1810 ยาวตลอดแนวเดียวกัน ฝ่ายโจทก์ทำสัญญาจะซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ในราคาไร่ละ 500,000 บาท

รวมเป็นเงิน 9,635,000 บาท วันทำสัญญาฝ่ายโจทก์ชำระค่าที่ดินเป็นเงิน 3,000,000 บาท ส่วนที่เหลือตกลงชำระ 2 งวด และฝ่ายโจทก์ชำระราคาครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งหก แต่ฝ่ายโจทก์ได้เข้าครอบครองทำนาในที่ดินโฉนดเลขที่ 1810 มาตั้งแต่ต้น ต่อมานายสุเชาว์ทักท้วงว่า ที่ดินนั้นเป็นของตน ฝ่ายโจทก์จึงแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลนิมิตรใหม่กล่าวหาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฉ้อโกง จำเลยที่ 3 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความตกลงชดใช้ค่าสินไหมทดแทนบางส่วนเป็นเงิน 450,000 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งหกในประการแรกว่า การที่ฝ่ายโจทก์แสดงเจตนาซื้อที่ดินพิพาทเป็นเพราะถูกกลฉ้อฉลของจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า ก่อนซื้อขายที่ดินพิพาทนั้น จำเลยที่ 3 มาติดต่อเจรจากับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพี่สาวจำเลยที่ 1 เจ้าของที่ดินพิพาท จนสามารถตกลงซื้อขายในราคาที่เหมาะสมกันได้แล้ว จำเลยที่ 3 ก็พาฝ่ายโจทก์ ซึ่งเป็นผู้ซื้อมาตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายกับจำเลยที่ 1 พฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 เป็นการชี้ช่องให้ผู้ซื้อผู้ขายเข้าทำสัญญากัน อีกทั้งยังได้ความจากจำเลยที่ 2 ว่า ในการซื้อขายที่ดินพิพาทนี้ จำเลยที่ 2 ให้รางวัลแก่จำเลยที่ 3 จำนวน ร้อยละ 2 ของราคาซื้อขาย โดยบอกให้ฝ่ายผู้ซื้อหักเงินดังกล่าวเพื่อมอบให้จำเลยที่ 3 ก่อน

จำเลยที่ 3 จึงตกลงเป็นนายหน้าให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในการขายที่ดินพิพาทในครั้งนี้ ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า ไม่เคยให้จำเลยที่ 3 เป็นนายหน้าขายที่ดินพิพาทจึงไม่น่าเชื่อถือ จำเลยที่ 3 รับราชการอยู่ที่สำนักงานเขตมีนบุรี โดยทำหน้าที่เกี่ยวกับภาษีบำรุงท้องที่และยังเป็นนายหน้าซื้อขายที่ดิน จำเลยที่ 3 มีหลักฐานสำเนาโฉนดที่ดินพิพาทซึ่งสามารถตรวจสอบสภาพที่ดินได้ตลอดเวลา จำเลยที่ 3 จึงทราบแน่ชัดอยู่ก่อนแล้วว่า ที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นบ่อดิน ป่ารก มีน้ำท่วมขัง สอดคล้องกับหลักฐานที่จำเลยที่ 1 เคยมอบอำนาจให้นายอรุณ ไปขอรังวัดสอบเขตที่ดินเมื่อเดือนมกราคม 2539 แต่นายอรุณไม่สามารถนำช่างทำการรังวัดได้ เพราะที่ดินรกยังไม่ได้แผ้วถางเป็นอุปสรรคต่อการรังวัด

ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงทราบความจริงเกี่ยวกับสภาพที่ดินของตนในขณะนั้นว่าเป็นป่ารก มิใช่ที่ดินทำนาเช่นกัน สภาพที่ดินพิพาทกับที่ดินของนายสุเชาว์ซึ่งอยู่ติดกันจึงแตกต่างกันมองเห็นได้อย่างชัดเจน เมื่อจำเลยที่ 3 พาจำเลยที่ 4 ไปดูที่ดินโดยนำชี้ที่ดินของนายสุเชาว์โดยอ้างว่า เป็นที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินของจำเลยที่ 1 เช่นนี้ ถือว่าจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นนายหน้าของจำเลยที่ 1 ไม่แจ้งความจริงให้จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นนายหน้าฝ่ายโจทก์ทราบ เมื่อจำเลยที่ 4 พาโจทก์ที่ 1 ไปดูที่ดินตามที่จำเลยที่ 3 เคยนำชี้ไว้ ทำให้ฝ่ายโจทก์หลงเข้าใจผิดว่าที่ดินที่ฝ่ายโจทก์ต้องการซื้อคือที่ดินนานั่นเอง ในวันเจรจาจะซื้อขายครั้งแรกโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 4 ได้สอบถามสภาพที่ดินที่ซื้อขายกัน

จำเลยที่ 2 และที่ 3 บอกว่าเป็นที่ดินนา เมื่อโจทก์ที่ 1 บอกว่ามีคนอื่นทำนาอยู่จำเลยที่ 2 ก็รับว่าจะจัดการให้ออกจากที่ดินไป เป็นการยืนยันว่าฝ่ายโจทก์ต้องการซื้อที่ดินนา สอดคล้องกับหนังสือสัญญาขายที่ดิน ข้อ 4 ซึ่งระบุว่า ที่ดินที่ซื้อขายกันเป็นที่นา นอกจากนี้หลังจากทำสัญญาเสร็จเรียบร้อย ฝ่ายโจทก์ก็เข้าครอบครองใช้ที่ดินทำนาโดยทันที เป็นหลักฐานสนับสนุนว่าฝ่ายโจทก์ต้องการซื้อที่ดินแปลงที่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นนายหน้าของจำเลยที่ 1 นำชี้เพื่อใช้ทำนา มิใช่ต้องการซื้อที่ดินของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบ่อดิน ป่ารก มีน้ำท่วมขังอยู่ในขณะนั้น ในการซื้อขายที่ดินพิพาทนี้จำเลยที่ 1 ยอมขายในราคาต่ำกว่าที่ซื้อมาเมื่อปี 2535 เป็นเงินเกือบ 3,000,000 บาท

อีกทั้งได้ความว่า จำเลยที่ 1 ได้ออกค่าธรรมเนียมการโอน ค่าภาษีที่ดิน ค่านายหน้าแทนฝ่ายโจทก์ มูลเหตุสำคัญที่จำเลยที่ 1 ยอมขายที่ดินพิพาทในราคาขาดทุนจำนวนมาก จึงเป็นเพราะจำเลยที่ 1 ทราบดีอยู่ก่อนทำสัญญาซื้อขายว่าที่ดินของตนมีสภาพเป็นบ่อดิน ป่ารก มีน้ำท่วมขัง แต่จำเลยที่ 1 กลับจงใจนิ่งเสียไม่แจ้งข้อความจริงให้ฝ่ายโจทก์ทราบ ซึ่งโจทก์ที่ 1 เบิกความยืนยันว่า ที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 หากซื้อมาเพื่อพัฒนาลงทุนต้องเสียค่าใช้จ่ายกว่า 10,000,0000 บาท ไม่คุ้มกับการลงทุน ดังนั้นหากจำเลยที่ 1 บอกความจริงให้ฝ่ายโจทก์ทราบตั้งแต่แรกว่า ที่ดินของจำเลยที่ 1 ไม่ใช่ที่ดินนา แต่เป็นที่ดินซึ่งอยู่ติดกันแล้ว สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทจะไม่เกิดขึ้น

แม้จะได้ความว่า โจทก์ที่ 1 มีสำเนาโฉนดที่ดินพิพาทจึงสามารถตรวจสอบที่ตั้งและสภาพที่ดินได้ก่อนที่จะทำสัญญาซื้อขายกันก็ตาม แต่ตามสภาพที่ดินไม่อาจตรวจสอบได้โดยง่าย อีกทั้งจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นนายหน้าของจำเลยที่ 1 เป็นคนนำชี้ที่ดินด้วยตนเอง เป็นการยืนยันถึงตัวทรัพย์ที่จะซื้อขายกันชัดเจน หากจำเลยที่ 3 นำชี้ที่ดินผิดแปลง จำเลยที่ 1 หรือที่ 3 ก็ต้องบอกความจริงให้ฝ่ายโจทก์ตัดสินใจก่อนมิใช่จงใจนิ่งเสีย การที่ฝ่ายโจทก์ไม่นำโฉนดที่ดินพิพาทไปตรวจสอบถึงที่ตั้งก่อน ยังถือไม่ได้ว่าเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นกลฉ้อฉลอันเป็นทางให้โจทก์ทั้งหกเสียเปรียบ เมื่อโจทก์ทั้งหกได้ส่งมอบที่ดินนาคืนแก่นายสุเชาว์และฝ่ายโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญา

พร้อมทวงถามให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าซื้อขายที่ดินโดยชอบแล้ว ถือว่าโจทก์ทั้งหกซึ่งถูกกลฉ้อฉลได้บอกล้างสัญญาซื้อขายที่ดินอันเป็นโมฆียะกรรม แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เพิกเฉย โจทก์ทั้งหกจึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทเพื่อให้คู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิม จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดคืนเงินค่าซื้อขายพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนดทวงถามเป็นต้นไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งหกฟังขึ้น สำหรับฎีกาของโจทก์ทั้งหกที่ขอให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกันรับผิดกับจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์ไม่เพียงพอให้รับฟังว่า

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ฉ้อฉลโจทก์ทั้งหก ซึ่งโจทก์ทั้งหกมิได้อุทธรณ์โต้แย้งถึงข้อเท็จจริงนี้ไว้เพื่อให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมรับผิดด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งหกในข้อนี้ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ดังนั้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ทั้งหก โดยกำหนดค่าทนายความรวม 120,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิจิตร วิสุชาติ · อนันต์ วงษ์ประภารัตน์ · ประพาฬ อนมาน
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดมีนบุรี - นายสุชาติ ชาติปัญญาวุฒิ
ศาลอุทธรณ์ - นายอรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.90/2554
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ3291/2541
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ249/2547
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้