Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1671/2517

พ.ศ. 2517 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งให้ทำการขนส่งเดินรถยนต์โดยสารประจำทางตามพระราชบัญญัติการขนส่งพ.ศ.2497 ในเส้นทางสายที่ 1343 จากชัยภูมิ - ห้วยชันต่อมาจำเลยได้รับอนุญาตจากทางจังหวัดชัยภูมิให้เดินรถยนต์โดยสารในเส้นทางสายชัยภูมิ - หนองบัวแดง ทับเส้นทางเดินรถยนต์ประจำทางของโจทก์ตั้งแต่ตัวเมืองจังหวัดชัยภูมิถึงทางแยกหน่วยขยายพันธุ์พืชชัยภูมิ เป็นระยะทาง 6 กิโลเมตร รองอธิบดีกรมการขนส่งยืนยันว่าเส้นทางที่อนุญาตให้ผู้รับสัมปทานเดินรถยนต์ประจำทางนั้นอาจจะทับกันเป็นบางตอนหรือทับกันตลอดสายก็ได้. เส้นทางที่โจทก์จำเลยเดินรถยนต์ประจำทางทับกันบางตอนจึงเป็นทางร่วม ต่างมีสิทธิที่จะเดินทางเดียวกันได้. เมื่อทางจังหวัดตั้งกรรมการพิจารณาเรื่องราวให้สัมปทานเดินรถยนต์ประจำทางสายชัยภูมิ - หนองบัวแดงโจทก์เองก็ยื่นเรื่องราวขออนุญาตพร้อมกับจำเลยและบริษัทอื่น แต่คณะกรรมการพิจารณาอนุญาตให้จำเลยผู้เดียวเป็นผู้ได้รับสัมปทาน ทั้งเส้นทางสายนี้ก็เป็นทางหลวงจังหวัด อยู่ในความควบคุมดูแลของจังหวัดชัยภูมิ มิใช่ทางที่กรมการขนส่งประกาศเป็นเส้นทางของกรมการขนส่ง ดังนั้น เมื่อจำเลยได้รับอนุญาตจากทางจังหวัดชัยภูมิให้เดินรถยนต์ประจำทางในเส้นทางสายนี้ได้ แม้จะทับเส้นทางซึ่งโจทก์ได้รับอนุญาตเป็นบางตอน ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการแข่งขันกับโจทก์การที่จำเลยนำรถยนต์โดยสารเข้าวิ่งรับส่งคนโดยสารตามที่ได้รับอนุญาตจึงไม่เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้รับโอนสิทธิและหน้าที่ทั้งหมดจากห้างหุ้นส่วนจำกัดสุรชัยเดินรถ ซึ่งได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งให้ประกอบการขนส่งในเส้นทางสายชัยภูมิ-ห้วยชัน และโจทก์ได้ยื่นคำขอประกอบการขนส่งในเส้นทางสายชัยภูมิ-ห้วยชีลอง แต่ยังไม่ได้รับอนุญาต จำเลยได้นำรถยนต์โดยสารไปแล่นทับเส้นทางสายชัยภูมิ - ห้วยชัน เป็นระยะทาง 6 กิโลเมตร และทับเส้นทางสายชัยภูมิ - ห้วยชีลองตลอดสาย เป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ ขอให้ห้ามจำเลยไม่ให้นำรถยนต์โดยสารวิ่งทับเส้นทาง 2 สายของโจทก์ กับให้ใช้ค่าเสียหาย จำเลยต่อสู้ว่า จำเลยมิได้ทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยได้รับอนุญาตจากทางราชการให้ประกอบการขนส่งโดยรถยนต์โดยสารวิ่งจากชัยภูมิถึงบ้านหนองบัวแดง จะหาว่าจำเลยวิ่งทับเส้นทางมิได้ และเส้นทางสายชัยภูมิ - ห้วยชีลอง โจทก์ยังไม่ได้รับอนุญาต

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยมิได้ละเมิดสิทธิโจทก์ในเส้นทางสายชัยภูมิ - ห้วยชีลอง แต่จำเลยเดิมรถยนต์ทับเส้นทางของโจทก์ในเส้นทางสายชัยภูมิ - หนองบัวแดง เป็นการละเมิดสิทธิโจทก์พิพากษาแก้ ห้ามจำเลยเดินรถโดยสารจากตัวเมืองจังหวัดชัยภูมิถึงทางแยกหน่วยขยายพันธุ์พืชทับเส้นทางแข่งขันกับโจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้โจทก์วันละ 40 บาท นับแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2513 เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะเลิกแข่งขัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา คดีมีปัญหามาสู่ศาลฎีกาว่า การที่จำเลยเดินรถยนต์โดยสารประจำทางสายชัยภูมิ - หนองบัวแดง ทับเส้นทางสายชัยภูมิ - ห้วยชัน เป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ได้รับอนุญาตให้ทำการขนส่งเดินรถยนต์โดยสารประจำทางตามพระราชบัญญัติการขนส่ง พ.ศ. 2497 ในเส้นทางสายที่ 1343 จากชัยภูมิ - ห้วยชัน ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2508 ถึงวันที่ 4 กรกฎาคม 2513 ต่อมาเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2513 จำเลยซึ่งได้รับอนุญาตจากทางจังหวัดชัยภูมิ ให้เดินรถยนต์โดยสารในเส้นทางสายชัยภูมิ - หนองบัวแดง ได้นำรถยนต์โดยสารเข้าวิ่งรับส่งคนโดยสารตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2513 เป็นต้นมาแต่เส้นทางนี้ทับเส้นทางเดินรถยนต์ประจำทางของโจทก์ตั้งแต่ตัวเมืองจังหวัดชัยภูมิถึงทางแยกหน่วยขยายพันธุ์พืชชัยภูมิ ปรากฎตามแผนที่สังเขปท้ายคำให้การ ระยะทางที่ทับกัน 6 กิโลเมตรทำให้โจทก์เสียหาย เพราะรายได้ลดต่ำลง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เส้นทางที่จำเลยเดินรถยนต์ประจำทางทับเส้นทางของโจทก์นั้น นายกัญจน์ นาคามดี รองอธิบดีกรมการขนส่งพยานโจทก์เบิกความว่า เส้นทางที่อนุญาตให้ผู้รับสัมปทานเดินรถยนต์ประจำทางนั้นอาจจะทับกันเป็นบางตอนหรือทับกันตลอดสายก็ได้ และนายสุระ ชัยวิรัตน์ กรรมการผู้จัดการของบริษัทโจทก์ก็เบิกความรับว่าโจทก์ได้รับสัมปทานเดินรถสายชัยภูมิ - หนองบัวโคก ทับเส้นทางของจำเลยซึ่งเดินรถยนต์ประจำทางสายชัยภูมิ - โคราชและทับกันเป็นระยะทางถึง 60 กิโลเมตร ฉะนั้น เส้นทางที่โจทก์จำเลยเดินรถยนต์ประจำทางทับกันบางตอนจึงเป็นทางร่วม ต่างก็มีสิทธิที่จะเดินทางเดียวกันได้ทั้งเป็นทางร่วมที่จะเข้าตัวเมืองจังหวัดชัยภูมิ นายชัชวาลย์

สุวรรณพงศ์ นายอำเภอเมืองชัยภูมิ นายวัฒนา สุจริตจิตร นายอำเภอหนองบัวแดง และพันตำรวจตรีขยาย อุรุวงษ์ ผู้บังคับกองสถานีตำรวจภูธร อำเภอเมืองชัยภูมิพยานจำเลย เบิกความว่าพยานทั้งสาม เป็นกรรมการพิจารณาเรื่องราวให้สัมปทานเดินรถยนต์ประจำทางสายชัยภูมิ - หนองบัวแดง โจทก์เองก็ยื่นเรื่องราวขออนุญาตเดินรถยนต์ประจำทางสายนี้พร้อมกับจำเลยและบริษัทอื่น แต่ทางคณะกรรมการพิจารณาอนุญาตให้จำเลยผู้เดียวเป็นผู้ได้รับสัมปทาน นอกจากนี้ นายประมูล ศรัทธาทิพย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ พยานจำเลยยังเบิกความสนับสนุนอีกว่าทางสายชัยภูมิ - หนองบัวแดง เป็นทางหลวงจังหวัดอยู่ในความควบคุมดูแลของจังหวัดชัยภูมิ มิใช่ทางที่กรมการขนส่งประกาศเป็นเส้นทางของกรมการขนส่ง จึงเห็นได้ว่าเมื่อจำเลยได้รับอนุญาตจากทางจังหวัดชัยภูมิให้เดินรถยนต์ประจำทางในเส้นทางสายนี้ได้ แม้จะทับเส้นทางซึ่งโจทก์ได้รับอนุญาตเป็นบางตอน ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการแข่งขันกับโจทก์ การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงไม่เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมคิด มงคลชาติ · ประพจน์ ถิระวัฒน์ · ไพโรจน์ ไวกาสี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4684/2568

จำเลยและบุตรสาวโจทก์ได้อยู่กินฉันสามีภริยากันมาประมาณ 4 ปี 8 เดือน ซึ่งญาติทั้งฝ่ายจำเลยและฝ่ายบุตรสาวโจทก์ต่างก็รับรู้ เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงกันให้โจทก์เป็นผู้จัดงานพิธีแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณีท้องถ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2008/2567

โจทก์บรรยายฟ้องว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้บริเวณลานจอดรถชั้นใต้ดินอันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 กล่าวคือ จำเลยที่ 1 ปล่อยปละละเลยไม่ดำเนินการหรือจัดให้มีการดับเพลิงอย่างทันท่วงทีจนเป็นเหตุให้ไฟล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1953/2567

จำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองรถที่โจทก์รับประกันภัยยินยอมให้จำเลยที่ 1 ขับรถในขณะเกิดเหตุ ทั้งที่ทราบดีว่าจำเลยที่ 1 เมาสุราซึ่งจากผลการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์จำเลยที่ 1 มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสูงถึง 102…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1765/2567

แม้ในคดีก่อนศาลพิพากษาให้รื้อถอนกำแพงคอนกรีตอิฐบล็อกที่ปิดทางภาระจำยอมออก มิได้ระบุให้รื้อถอนหลังคาคอนกรีตเสริมเหล็กและเสาปูนด้วย แต่ก่อนทำการรื้อถอนเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งข้อเท็จจริงต่อศาลช…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 907/2567

จำเลยรื้อรั้วกำแพงที่พิพาทซึ่งเป็นสาธารณูปโภคของโครงการจัดสรรที่ดินของโจทก์ จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ แม้จำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 6170 ,6171 ซึ่งเป็นที่ตั้งของรั้วกำแพงที่พิพาทไปให้แก่ผู้อื่นก่อนท…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้