Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1673/2523

พ.ศ. 2523 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่ศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยทำฎีกามายื่นใหม่ พร้อมกับชำระค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาภายในกำหนด 7 วัน และสั่งรับฎีกาจำเลยไว้เป็นการสั่งตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา18 ศาลชอบที่จะกำหนดระยะเวลาให้ได้ ก. ทำนาพิพาทที่จำเลยมีส่วนเป็นเจ้าของครอบครองอยู่ด้วยไปขอรับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ แล้วทำนิติกรรมขายให้โจทก์ที่อำเภอโดยจำเลยมิได้ยินยอมให้ ก. ขายที่นาพิพาทส่วนของจำเลยการที่ ก. ได้รับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าว จึงไม่ก่อให้เกิดสิทธิครอบครองในที่นาพิพาทส่วนของจำเลยแม้โจทก์รับซื้อไว้โดยสุจริตเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนแล้ว ก็ไม่มีสิทธิแต่อย่างใดเพราะผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน จะนำมาตรา1299,1300 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาใช้แก่กรณีมิได้

คำฟ้องและคำให้การ

ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 4,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยคำแก้ฎีกาของโจทก์ที่ว่า ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งไม่รับฎีกาของจำเลย ไม่ควรจะสั่งขยายระยะเวลายื่นฎีกาให้จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 23 เพราะไม่มีพฤติการณ์พิเศษเสียก่อน ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ความว่า จำเลยยื่นฎีกาก่อนวันครบกำหนดที่อาจจะยื่นได้ พนักงานรับฟ้องของศาลชั้นต้นตรวจแล้วแจ้งให้จำเลยทราบว่า ฎีกาจำเลยไม่ได้คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยยืนยันให้นำเสนอศาลเพื่อสั่ง แต่พนักงานรับฟ้องของศาลชั้นต้นไม่ได้เรียกค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาจากจำเลยในทันทีและไม่ได้เสนอฎีกาของจำเลยให้ศาลชั้นต้นสั่งในวันนั้น อีกทั้งไม่ได้รายงานเรื่องนี้ให้ศาลชั้นต้นทราบในวันนั้นหรือวันสุดท้ายที่จำเลยอาจจะยื่นฎีกาได้แต่รายงานเรื่องดังกล่าวให้ศาลชั้นต้นทราบเมื่อพ้นกำหนดเวลาที่จะยื่นฎีกาได้แล้ว

ดังนี้จึงเห็นว่าการตรวจฎีกาว่าจะถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่นั้นอยู่ในอำนาจหน้าที่ของศาลชั้นต้น มิใช่พนักงานรับฟ้อง ถ้าหากพนักงานรับฟ้องของศาลชั้นต้นเรียกให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมในทันที และเสนอฎีกาจำเลยให้ศาลชั้นต้นสั่งในวันนั้น เมื่อศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาจำเลยยังมีโอกาสจัดทำฎีกามายื่นใหม่ในวันรุ่งขึ้นได้ ตามรูปเรื่องที่เกิดขึ้นยังปรับเป็นความผิดของจำเลยไม่ถนัด จำเลยอาจเข้าใจผิดว่าศาลชั้นต้นรับฎีกาจำเลยแล้ว จึงกลับไปก่อน ฉะนั้นที่ศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยทำฎีกามายื่นใหม่ พร้อมกับชำระค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาภายในกำหนด 7 วัน และสั่งรับฎีกาจำเลยไว้จึงเป็นการชอบแล้ว คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นการสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ศาลชอบที่จะกำหนดระยะเวลาให้ได้

คำแก้ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" ฯลฯ"ที่โจทก์อ้างว่าโจทก์ซื้อที่นาพิพาทจากนายแก้ว นครพัฒน์ โดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยชอบแล้ว โจทก์ย่อมได้สิทธิในที่นาพิพาททั้งแปลงนั้น เห็นว่าการที่นายแก้ว นครพัฒน์ นำที่นาพิพาททั้งแปลงไปขอรับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) แล้วทำนิติกรรมขายให้โจทก์ที่อำเภอดังกล่าวข้างต้นนั้น เมื่อฟังว่าจำเลยมีส่วนเป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่นาพิพาทอยู่ด้วยและไม่ได้ยินยอมให้นายแก้ว นครพัฒน์ ขายที่นาพิพาทส่วนของจำเลยด้วย การที่นายแก้ว นครพัฒน์ ได้รับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ตามเอกสารหมาย จ.1 จึงไม่ก่อให้เกิดสิทธิครอบครองในที่นาพิพาทส่วนที่เป็นของจำเลยแต่ประการใด เพราะนายแก้ว

นครพัฒน์ ไม่ใช่เจ้าของที่นาพิพาทส่วนนี้ แม้โจทก์ได้รับซื้อไว้โดยสุจริตเสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนแล้วก็ไม่มีสิทธิอย่างใด เพราะผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน จะนำมาตรา 1299, 1300 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้แต่กรณีนี้ไม่ได้ ฎีกาจำเลยฟังขึ้นพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมสามศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ 800 บาท ส่วนชั้นฎีกาจำเลยเป็นผู้เรียงฎีกาเองจึงไม่กำหนดค่าทนายความให้"

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เพียร ศรีอรุณ · ประสม ศรีเจริญ · สง่า อำพันแสง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้