คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 289, 340, 340 ตรี, 358, 364, 365 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบแกนลูกกระสุนปืนของกลาง และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงิน 4,000 บาท แก่ผู้เสียหาย
จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 358, 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และจำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (8) วรรคสอง อีกกระทงหนึ่ง การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ จำคุกคนละ 3 เดือน ฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานโดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีอาวุธโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปในเวลากลางคืน
จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 4 เดือน และลงโทษจำเลยที่ 4 ฐานลักทรัพย์ในเคหสถานในเวลากลางคืน จำคุก 2 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 คนละ 1 ปี 19 เดือน จำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 3 ปี 19 เดือน ริบของกลาง (ที่ถูก ริบแกนลูกกระสุนปืนของกลาง) และให้จำเลยที่ 4 คืนเงิน 4,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ข้อหาและคำขออื่นให้ยก
จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุกจำเลยที่ 1 รวม 1 ปี 19 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 1 ปี 9 เดือน จำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 3 ปี 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยทั้งสี่ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง นายนิรุตน์ ผู้เสียหาย ถูกทำร้ายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย สำหรับความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โจทก์ไม่ได้ฎีกา
ความผิดทั้งสองฐานนี้สำหรับจำเลยดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ประการแรกว่า จำเลยทั้งสี่กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า วันเกิดเหตุ เวลา 0.30 นาฬิกา ขณะที่ผู้เสียหาย นางสาวแพรวพรรณ ภริยาของผู้เสียหาย นายวิสุตร น้องชายของผู้เสียหาย และภริยาของนายวิสุตรอยู่ที่บ้านเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ขับรถเก๋งโดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และนายเมรวัฒน์หรือต้วย ซึ่งเป็นเยาวชนนั่งโดยสารมาด้วย แล่นมาจอดที่หน้าบ้านดังกล่าว จำเลยทั้งสี่กับพวกซึ่งมีอาการเมาสุราลงจากรถเก๋ง และเรียกนายวิสุตรหลายครั้ง แต่นายวิสุตรไม่ออกไป
ผู้เสียหายเชื่อว่าฝ่ายจำเลยทั้งสี่ไม่พอใจนายวิสุตรในเรื่องการปลูกสร้างขนำหน้าบ้าน ผู้เสียหายบอกให้นายวิสุตรหลบหนีออกไปทางหลังบ้าน จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนพกชนิดลูกโม่สีดำยิงขึ้นฟ้า 1 นัด จากนั้นจำเลยทั้งสี่กับพวกช่วยกันดึงตาข่ายประตูเหล็กหน้าบ้านและเข้ามาบริเวณหน้าบ้าน แล้วจำเลยทั้งสี่กับพวกผลักประตูไม้เข้ามาภายในบ้าน จำเลยที่ 1 ถามหานายวิสุตร ผู้เสียหายตอบว่า ไม่ทราบ จำเลยที่ 1 พูดว่า "มึงเหมือนกัน" แล้วใช้อาวุธปืนพกตีผู้เสียหายที่ขมับซ้าย 1 ครั้ง จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เข้ารุมทำร้ายผู้เสียหายโดยการเตะและต่อย ผู้เสียหายล้มลงกับพื้น จำเลยทั้งสี่จับศีรษะของผู้เสียหายไว้ จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนจี้ผู้เสียหายและถามว่า
นายวิสุตรไปไหน ระหว่างที่จำเลยทั้งสี่รุมทำร้ายผู้เสียหาย จำเลยที่ 4 ล้วงเอาเงิน 4,000 บาทเศษ ในกระเป๋ากางเกงข้างขวาของผู้เสียหายไป จำเลยที่ 1 พูดว่า บ้านหลังนี้ไม่ให้ผู้เสียหายอยู่ ให้ไปอยู่ที่อื่น เมื่อจำเลยทั้งสี่ปล่อยตัวผู้เสียหาย มีจำเลยคนหนึ่งพูดว่า "ยิงมันเลย" จำเลยที่ 1 จ้องเล็งอาวุธปืนมาที่ศีรษะของผู้เสียหาย ผู้เสียหายจึงวิ่งเข้าไปหาจำเลยที่ 1 และจับมือของจำเลยที่ 1 เพื่อแย่งอาวุธปืนเป็นเหตุให้อาวุธปืนลั่นขึ้น 1 นัด กระสุนปืนถูกกระเบื้องมุงหลังคาซึ่งวางไว้ที่พื้น ต่อมามีญาติของจำเลยที่ 1 มายังที่เกิดเหตุ และให้จำเลยทั้งสี่กลับไป ส่วนจำเลยทั้งสี่นำสืบต่อสู้ประกอบกันว่า บ้านเกิดเหตุเดิมเป็นของนางจบ ซึ่งเป็นพี่ของนางสาว
มารดาของจำเลยที่ 1 และนางเนี่ยม มารดาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 นางจบเคยฟ้องนางสาวกับพวกเกี่ยวกับที่ดินที่ปลูกสร้างบ้านเกิดเหตุ ศาลมีคำพิพากษาว่า ที่ดินดังกล่าวไม่ใช่ของนางจบ นางจบจึงย้ายไปอยู่ที่จังหวัดปัตตานี บ้านเกิดเหตุมักมีกลุ่มวัยรุ่นเข้าไปมั่วสุมเสพยาเสพติด วันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 20 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ขับรถเก๋งโดยมีจำเลยที่ 3 ที่ 4 และนายเมรวัฒน์ นั่งโดยสารมาด้วยกลับมาจากงานเลี้ยงน้ำชา เมื่อไปถึงบ้านเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 เห็นรถจักรยานยนต์จอดที่หน้าบ้านประมาณ 4 ถึง 5 คัน และมีแสงเทียนส่องสว่างในบ้าน จำเลยที่ 1 จึงเรียกบุคคลในบ้านให้ออกมาพูดคุยกัน ผู้เสียหาย นายเสรี และนายนิว ไม่ปรากฏชื่อจริงและชื่อสกุลออกมา
จำเลยที่ 1 บอกผู้เสียหายกับพวกว่า ห้ามมิให้เข้าไปมั่วสุมในบ้านเกิดเหตุ ผู้เสียหายกับพวกด่าจำเลยที่ 1 และมีการโต้เถียงกัน จำเลยที่ 1 จึงชกผู้เสียหายที่ใบหน้า 1 ครั้ง ผู้เสียหายกับพวกเข้ารุมชกต่อยจำเลยที่ 1 บริเวณหน้าบ้านเกิดเหตุ จำเลยที่ 3 และที่ 4 รวมทั้งจำเลยที่ 2 ซึ่งขับรถจักรยานยนต์กลับบ้านที่อยู่บริเวณที่เกิดเหตุเห็นเหตุการณ์จึงช่วยกันห้ามปราม ต่อมานางสาวและนางเนี่ยมมายังที่เกิดเหตุและช่วยห้ามปรามด้วย จำเลยทั้งสี่จึงแยกย้ายกันกลับ เห็นว่า แม้โจทก์มีผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียวที่ยืนยันถึงการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสี่ แต่ผู้เสียหายก็เบิกความถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันเกิดเหตุตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุจนภายหลังเกิดเหตุไปตามลำดับขั้นตอนของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ปราศจากพิรุธสงสัย และแม้เหตุเกิดในเวลากลางคืน แต่ผู้เสียหายเบิกความว่า บริเวณที่เกิดเหตุมีแสงไฟจากหลอดไฟซึ่งติดไว้ที่บริเวณถนนสาธารณะ และมีแสงไฟจากหลอดไฟซึ่งติดอยู่ในบ้านเกิดเหตุเป็นหลอดไฟขนาด 20 วัตต์ สามารถมองเห็นกันได้ชัดเจน เชื่อว่าบริเวณที่เกิดเหตุมีแสงสว่างเพียงพอให้ผู้เสียหายมองเห็นเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นและมองเห็นการกระทำของจำเลยทั้งสี่ได้ นอกจากนี้ได้ความจากคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายว่า วันเกิดเหตุจำเลยทั้งสี่กับพวกร่วมกันดึงตาข่ายหน้าบ้านเกิดเหตุจนฉีกขาดเสียหาย คิดเป็นค่าเสียหายประมาณ 1,000 บาท ร่วมกันกระชากประตูเหล็กหน้าบ้านจนนอตหลุดออกจากเสา คิดเป็นค่าเสียหายประมาณ 1,000 บาท
ร่วมกันเตะพัดลมตั้งพื้นจนหัก คิดเป็นค่าเสียหายประมาณ 600 บาท ร่วมกันรื้อค้นเสื้อผ้าจนกระจัดกระจายและบางตัวมีการดึงฉีกจนขาด คิดเป็นค่าเสียหายประมาณ 5,000 บาท และร่วมกันกระทืบรถจักรยานยนต์ 2 คัน จนอุปกรณ์ชำรุดและแตก คิดเป็นค่าเสียหายประมาณ 1,200 บาท รวมราคาทรัพย์ที่ได้รับความเสียหายประมาณ 8,800 บาท ซึ่งผู้เสียหายให้การไว้ในชั้นสอบสวน เชื่อว่ายังจดจำรายละเอียดของเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในขณะเกิดเหตุได้เป็นอย่างดี แม้คำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายเป็นพยานบอกเล่า แต่เมื่อพิจารณาจากสภาพ ลักษณะ