คำฟ้องและคำให้การ
ปัญหาที่ขึ้นมาสู่ศาลฎีกา มีเฉพาะที่เกี่ยวกับทรัพย์อันดับที่ ๑,๖,๗ ตามบัญชีท้ายฟ้อง ซึ่งโจทก์ฟ้องว่า เดิมเป็นของนายแดง สามีนางฝ่ายและบิดาโจทก์อีก ๕ คน นายแดงได้ยกให้โจทก์ก่อนตาย เมื่อนายแดงตายแล้ว จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นบุตรนายแดง เกิดจากภิริยาอื่น ได้บุกรุกแย่งกรรมสิทธิ จึงขอให้ศาลสั่งห้ามจำเลยและบริวารมิให้เกี่ยวข้อง จำเลยต่อสู้ว่า เป็นทรัพย์ของจำเลยซึ่งตายายจำเลยยกให้ และตัดฟ้องว่าฟ้องเกิน ๑ ปี ขาดอายุความมฤดกแล้ว ศาลชั้นต้นฟังว่าทรัพย์ที่ฟ้องเป็นมฤดกของนายแดง จึงให้แบ่งกันระหว่างโจทก์จำเลย ศาลอุทธรณ์ฟังว่าเป็นทรัพย์ของโจทก์ จึงพิพากษาแก้ ห้ามมิให้จำเลยและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้อง
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา ศาลฎีกา ฟังข้อเท็จจริงว่า ทรัพย์พิพาทเป็นของนายแดงอยู่จนนายแดงตาย จึงเป็นมฤดกตกทอดแก่โจทก์ จำเลย แต่ปรากฏว่าจำเลยได้ครอบครองที่ดินพิพาทเว้นแต่ที่นา ตำบลชายเขา หมายเลย ๑ ฉะเพาะกะบิ้งที่ ๑,๒ เท่านั้นที่โจทก์ได้ทำเกิน ๑ ปีแล้ว โจทก์จำเลยจึงควรได้สิทธิเท่าที่ตนครอบครองมา
ผลคำพิพากษา
จึงพิพากษาแก้ว่า ที่นาตำบลชายเขาหมายเลข ๑ กะบิ้ง ๑,๒ เป็นของโจทก์ ห้ามมิให้จำเลยเกี่ยวข้อง กับให้นายชื่น จำเลย คืนข้าว ๖๕ เลียง หรือให้ใช้ราคาเป็นเงิน ๓๒ บาท ๕๐ สตางค์ ให้แก่โจทก์