Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1681/2531

พ.ศ. 2531 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เจ้าพนักงานประเมินวิเคราะห์แบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีของโจทก์แล้ว ปรากฏว่ากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นทุกปีแต่กำไรสุทธิกลับลดลง เพียงเท่านี้ก็พอมีเหตุสมควรที่จะให้เจ้าพนักงานประเมินเชื่อว่าการยื่นแบบแสดงรายการของโจทก์น่าจะไม่ถูกต้อง เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจหมายเรียกโจทก์มาทำการตรวจสอบไต่สวนดังที่มาตรา 19 ประมวลรัษฎากรบัญญัติไว้ได้ ส่วนโจทก์จะมีรายจ่ายที่จะนำมา หักค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิจริงหรือไม่ เป็นเรื่องในชั้น ไต่สวนตรวจสอบคนละขั้นตอนกับในชั้นหมายเรียกมาทำการไต่สวนตรวจสอบ ตามมาตรา 19 จึงไม่ทำให้อำนาจการออกหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมิน เสียไปแต่ประการใด และการที่เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกใน กรณีนี้ แม้เจ้าพนักงานประเมินได้ระบุมาตรา 19,23 มาด้วยกัน ในหมายเรียกก็หาเป็นเรื่องที่ขัดกันไม่ แต่เป็นการอ้างมาตรา 23 เกินเลยมาเท่านั้น ไม่ทำให้หมายเรียกที่มีเหตุที่จะเรียกได้ตาม มาตรา 19 ตามที่กล่าวแล้วไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ประกอบกิจการนำสินค้าประเภทกระติกน้ำและเครื่องแก้วเข้ามาจำหน่าย อันเป็นธุรกิจที่จะต้องจัดทำบัญชีตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 285 เรื่องการบัญชี โจทก์ผู้มีหน้าที่จัดทำ บัญชีจึงต้องเก็บรักษาบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีไว้ ณ สถานที่ประกอบธุรกิจนั้นจะเก็บรักษา ณ สถานที่อื่น โจทก์ผู้มีหน้าที่ จัดทำบัญชีจะต้องขออนุญาตต่อสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกำหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาดังที่กำหนดไว้ในข้อ 13 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนั้น มิฉะนั้นมีความผิดต้องรับโทษตามข้อ 23 ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับเดียวกันการที่อธิบดีกรมการค้ายังมิได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ก็มีผลเท่ากับว่า ในขณะนั้นยังไม่อนุญาตให้เก็บรักษาบัญชีไว้ ณ สถานที่อื่น นอกสถานที่ประกอบธุรกิจ การที่โจทก์นำบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีไปเก็บรักษาไว้ ณ สถานที่อื่นจึงเป็นเรื่องที่โจทก์กระทำการฝ่าฝืนข้อห้ามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับดังกล่าว เมื่อเกิดเพลิงไหม้เป็นเหตุให้บัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีที่นำไปไว้ถูกไฟไหม้ไปด้วย โจทก์จะอ้างเอาเหตุนั้นอันเนื่องจากการฝ่าฝืนกฎหมายของโจทก์มาเป็นเหตุสุดวิสัยที่ไม่อาจส่งบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีให้เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบตามหมายเรียกหาได้ไม่ ตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ. 2498 มาตรา 11(2)พนักงานอัยการมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินคดีแพ่งแทนรัฐบาลในศาลทั้งปวง กรณีเช่นนี้พนักงานอัยการจึงมีฐานะอย่างเดียวกับทนายความตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 ที่มีอำนาจดำเนินคดีในศาลให้แก่ผู้อื่น จึงชอบที่ศาลจะมีคำสั่งในคำพิพากษาให้โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีชดใช้ค่าทนายความแทนจำเลยตามที่เห็นสมควรดังที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 บัญญัติไว้ได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.พ. มาตรา 161 ป.รัษฎากร มาตรา 19 ป.รัษฎากร มาตรา 23 ป.รัษฎากร มาตรา 83 พ.ร.บ.พนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 285 มาตรา 13 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 285 มาตรา 23

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4ที่ให้โจทก์รับผิดชำระภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของรายรับหรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายใด ๆ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชี ปี พ.ศ. 2520-2522รวมเป็นเงิน 913,522.32 บาท

จำเลยทั้งสี่ให้การต่อสู้หลายประการและว่าการที่เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินเรียกเก็บภาษีจากโจทก์ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ที่โจทก์ฎีกาว่าเจ้าพนักงานประเมินได้รับข้อมูลจากศูนย์กรรมวิธีแบบแสดงรายการภาษีของจำเลยที่ 1 ไม่ถูกต้อง กล่าวคือ จำเลยที่ 1 ประสงค์จะตรวจสอบการเสียภาษีของผู้ประกอบกิจการนำเข้าสินค้าประเภทเครื่องมือก่อสร้าง แต่กลับระบุชื่อโจทก์ที่นำเข้าสินค้าประเภทกระติกน้ำและเครื่องแก้วเพราะความผิดพลาด ทั้งการวิเคราะห์แบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีก็ถูกต้อง เพราะแม้กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นทุกปี แต่อัตรากำไรสุทธิปี 2521 กลับลดต่ำลง เพราะมีรายจ่ายค่าเบี้ยปรับภาษีศุลกากรซึ่งเป็นรายจ่ายที่นำมาคำนวณกำไรสุทธิได้ จึงไม่มีเหตุอันควรเชื่อว่าโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการไม่ถูกต้อง ที่จะหมายเรียกมาไต่สวนตรวจสอบตามประมวลรัษฎากร มาตรา 19 นั้น

ศาลฎีกาเห็นว่า การระบุชื่อโจทก์เพราะความผิดพลาดหรือไม่ ไม่ใช่ข้อสำคัญ ปัญหาสำคัญอยู่ที่ว่ามีเหตุเชื่อว่าโจทก์แสดงรายการตามแบบที่ยื่นไว้ไม่ถูกต้องใช่หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า เจ้าพนักงานประเมินวิเคราะห์แบบแล้วปรากฏว่ากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นทุกปี แต่กำไรสุทธิกลับลดลงเพียงเท่านี้ก็พอมีเหตุสมควรที่จะให้เจ้าพนักงานประเมินเชื่อว่าการยื่นแบบแสดงรายการของโจทก์น่าจะไม่ถูกต้อง เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจหมายเรียกโจทก์มาทำการตรวจสอบไต่สวน ดังที่มาตรา 19ประมวลรัษฎากรบัญญัติไว้ได้ ที่โจทก์กล่าวในฎีกาว่า ความจริงโจทก์มีรายจ่ายค่าเบี้ยปรับที่จะนำมาหักค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ การยื่นแบบแสดงรายการของโจทก์เป็นการถูกต้องไม่น่าที่เจ้าพนักงานประเมินจะมีเหตุอันควรสงสัยนั้น

เห็นว่า โจทก์มีรายจ่ายเช่นนั้นจริงหรือไม่ เป็นเรื่องในชั้นไต่สวนตรวจสอบคนละขั้นตอนกับในชั้นหมายเรียกมาทำการไต่สวนตรวจสอบตามมาตรา 19จึงไม่ทำให้อำนาจการออกหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมินเสียไปแต่ประการใด ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นส่วนฎีกาของโจทก์ที่ว่า การที่เจ้าพนักงานประเมินระบุมาตรา 23ในหมายเรียกทำให้เป็นการออกหมายเรียกที่ขัดกันเองในตัว เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ศาลฎีกาเห็นว่า ตามทางนำสืบของจำเลยทั้งสี่ไม่ได้ความว่าที่เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกในคดีนี้เพราะโจทก์ไม่ยื่นรายการ ฉะนั้น การอ้างมาตรา 19 และ 23 มาด้วยกันจึงหาได้เป็นเรื่องที่ขัดกันไม่ แต่เป็นการอ้างมาตรา 23เกินเลยมาเท่านั้น ไม่ทำให้หมายเรียกที่มีเหตุที่จะเรียกได้ตามมาตรา 19 ตามที่กล่าวแล้ว ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังที่โจทก์ฎีกาแต่อย่างใด ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นที่โจทก์ฎีกาต่อไปว่า เจ้าพนักงานประเมินไม่มีอำนาจประเมินให้โจทก์เสียภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร มาตรา 71(1) เพราะโจทก์ไม่สามารถส่งบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีไปให้เจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบได้ เนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยนั้น ปัญหานี้โจทก์นำสืบว่า

เมื่อโจทก์ได้รับหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมินให้หุ้นส่วนผู้จัดการของโจทก์ไปให้ถ้อยคำชี้แจงประกอบการไต่สวนตรวจสอบ พร้อมทั้งให้นำบัญชีที่ต้องจัดทำตามกฎหมายว่าด้วยการบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีไปส่งมอบให้เจ้าพนักงานเพื่อทำการตรวจสอบนายธีระศักดิ์ชนินทรวนิช หุ้นส่วนผู้จัดการ ได้นำงบดุลแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีตามเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.6 และ จ.17 ไปมอบให้เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ทำการตรวจสอบแล้ว ส่วนบัญชีและเอกสารนอกนั้น เดิมเก็บไว้ที่ทำการของห้างโจทก์ แต่เกิดน้ำท่วม และมีปลวกกัดกิน ต่อมาที่ดินติดต่อกับห้างโจทก์ทำการก่อสร้าง วัสดุจากที่ก่อสร้างตกลงมาเป็นเหตุให้หลังคาที่ทำการห้างโจทก์รั่วโจทก์จึงขนย้ายเอกสารที่เป็นสมุดบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีไปเก็บที่คลังสินค้าทรานสแพค

หลังจากนั้นไฟไหม้คลังสินค้าและไหม้บัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีของโจทก์ที่กล่าวมาแล้ว โจทก์จึงไม่อาจส่งมอบสมุดบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีตามหมายเรียกได้นั้น ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงได้ความตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ประกอบกิจการนำสินค้าประเภทกระติกน้ำและเครื่องแก้วเข้ามาจำหน่าย อันเป็นธุรกิจที่จะต้องจัดทำบัญชีตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 285 เรื่องการบัญชี โจทก์ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีจึงต้องเก็บรักษาบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีไว้ ณ สถานที่ประกอบธุรกิจนั้น จะเก็บรักษา ณ สถานที่อื่น โจทก์ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีจะต้องขออนุญาตต่อสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกำหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาดังที่กำหนดไว้ในข้อ 13 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนั้น

มิฉะนั้นมีความผิดต้องรับโทษตามข้อ 23 ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับเดียวกันที่โจทก์ฎีกาทำนองว่า ขณะที่โจทก์ขนย้ายบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีไปเก็บที่อื่น กรมทะเบียนการค้ายังมิได้กำหนดหลักเกณฑ์วิธีการขออนุญาตในการเก็บรักษาบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีไปไว้ ณ สถานที่อื่นตามเอกสารหมาย จ.7 โจทก์ชอบที่กระทำได้โดยไม่ต้องขออนุญาตนั้น

ศาลฎีกาเห็นว่า การที่อธิบดีกรมการค้ายังมิได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ก็มีผลเท่ากับว่า ในขณะนั้นยังไม่อนุญาตให้เก็บรักษาบัญชีไว้ ณ สถานที่อื่น นอกสถานที่ประกอบธุรกิจ เมื่อข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบปรากฏว่าคลังสินค้าทรานสแพคมิใช่สถานที่ประกอบธุรกิจของโจทก์การที่โจทก์นำบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีไปเก็บรักษาไว้ที่นั่น ก็เป็นเรื่องที่โจทก์กระทำการฝ่าฝืนข้อห้ามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับดังกล่าว เมื่อเกิดเพลิงไหม้เป็นเหตุให้บัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีที่นำไปเก็บไว้ถูกไฟไหม้ไปด้วย โจทก์จะอ้างเอาเหตุนั้นอันเนื่องจากการฝ่าฝืนกฎหมายของโจทก์มาเป็นเหตุสุดวิสัยที่ไม่อาจส่งบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีให้เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบตามหมายเรียกหาได้ไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยโดยอาศัยมาตรา 83 ตรีแห่งประมวลรัษฎากรว่า

โจทก์จะยกเหตุนี้ขึ้นมาอ้างเพื่อไม่ส่งบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีตามหมายเรียกไม่ได้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาโจทก์ในปัญหานี้ฟังไม่ขึ้นข้อที่โจทก์ฎีกาว่า กิจการค้าของโจทก์สามารถหาหลักฐานมาคำนวณกำไรสุทธิได้โดยง่าย ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.5/2527เอกสารหมาย จ.25 เจ้าพนักงานประเมินไม่ควรใช้วิธีประเมินตามมาตรา71(1) แห่งประมวลรัษฎากรนั้น

ศาลฎีกาเห็นว่า คำสั่งดังกล่าวกรมสรรพากรสั่งเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2527 แต่การประเมินที่โจทก์นำมาฟ้องปรากฏตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลตามเอกสารท้ายฟ้องว่า เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินเมื่อวันที่16 กันยายน 2526 ก่อนกรมสรรพากรออกคำสั่งที่กล่าวแล้ว ทั้งกิจการที่คำนวณกำไรสุทธิได้โดยง่าย ที่กรมสรรพากรให้ตัวอย่างไว้ในคำสั่งนั้น มีกิจการขายส่งสุรา เบียร์ ยาสูบ เป็นต้น ซึ่งเห็นได้ว่าหมายถึงกิจการที่ราคาซื้อขายสินค้าคงที่ไม่เปลี่ยนแปลงแต่กิจการของโจทก์ราคาซื้อขายคงที่หรือไม่ ไม่ปรากฏการที่เจ้าพนักงานประเมินใช้วิธีประเมินตามมาตรา 71(1) แห่งประมวลรัษฎากร จึงหาได้ฝ่าฝืนคำสั่งกรมสรรพากรข้างต้นไม่ ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกันที่โจทก์ฎีกาว่า พนักงานอัยการผู้ว่าคดีแก้ต่างให้จำเลยทั้งสี่เป็นข้าราชการผู้มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินคดีเท่านั้นมิใช่ทนายความโจทก์จึงไม่ต้องชำระค่าทนายความให้จำเลยทั้งสี่นั้น

ศาลฎีกาเห็นว่าตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ. 2498มาตรา 11(2) พนักงานอัยการมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินคดีแพ่งแทนรัฐบาลในศาลทั้งปวง กรณีเช่นนี้พนักงานอัยการจึงมีฐานะอย่างเดียวกับทนายความตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 ที่มีอำนาจดำเนินคดีในศาลให้แก่ผู้อื่น จึงชอบที่ศาลจะมีคำสั่งในคำพิพากษาให้โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีชดใช้ค่าทนายความแทนจำเลยทั้งสี่ ตามที่เห็นสมควรดังที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161บัญญัติไว้ได้ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ในปัญหานี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เดชา สุวรรณโณ · วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์ · ปิ่นทิพย์ สุจริตกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9150/2560

บทบัญญัติแห่ง ป.รัษฎากร มิได้ห้ามเจ้าพนักงานประเมินแก้ไขการออกหมายเรียกที่ผิดพลาดให้ถูกต้องได้ เจ้าพนักงานประเมินยกเลิกหมายเรียกฉบับเดิมและออกหมายเรียกฉบับใหม่ เพราะเห็นว่าหมายเรียกฉบับเดิมมีข้อบกพร่อ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8829/2550

ปัญหาเรื่องการออกหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมินเป็นไปโดยชอบด้วย ป.รัษฎากร มาตรา 19 หรือไม่ เป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจในการประเมินภาษีอากรว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6620/2550

ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ทางราชการได้สงวนไว้ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (3) จำเลยจึงไม่อาจอ้างการครอบครองใช้ยันกระทรวงการคลังโจทก์ได้ จำเลยมิได้ยก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1480/2549

ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าไม่สามารถแสดงใบกำกับภาษีได้ เนื่องจาก อ. ไม่ยอมส่งมอบบัญชีและเอกสารคืนโจทก์ และโจทก์ไม่สามารถขอใบแทนใบกำกับภาษีจากผู้ออกใบกำกับภาษีได้เพราะโจทก์ไม่ทราบว่ามีใบกำกับภาษีอะไรบ้างนั้น…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2278/2548

ขณะที่เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกโจทก์ โจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 แต่ไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบั…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้