Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16889/2557

พ.ศ. 2557 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้การที่ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาของโจทก์เมื่อพ้นระยะเวลาฎีกาแล้วจะทำให้โจทก์เสียสิทธิในการยื่นฎีกาภายในกำหนดเวลาที่ยังเหลืออยู่ก็ตาม โจทก์ย่อมคาดหมายได้ว่าศาลชั้นต้นอาจสั่งไม่อนุญาตก็ได้ กรณีไม่อาจนำเหตุที่ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องของโจทก์หลังจากพ้นกำหนดระยะเวลาฎีกาแล้ว 4 วัน มาเป็นเหตุที่จะอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาฎีกาได้ การพิจารณาว่ามีเหตุที่จะอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาฎีกาได้หรือไม่ ต้องพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ว่า เหตุที่โจทก์อ้างตามคำร้องเป็นพฤติการณ์พิเศษหรือไม่ การที่โจทก์ไม่สามารถยื่นฎีกาได้ภายในกำหนดเพราะกรรมการบริษัทโจทก์ซึ่งอาศัยต่างประเทศยังไม่เดินทางกลับประเทศไทยเพื่อสั่งจ่ายเช็คค่าฤชาธรรมเนียมที่จะต้องชำระและนำมาวางศาล เป็นความบกพร่องของตัวโจทก์และทนายโจทก์เอง ถือไม่ได้ว่าเป็นพฤติการณ์พิเศษตามบทบัญญัติดังกล่าว

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2556 ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟัง วันที่ 6 มิถุนายน 2556 วันที่ 4 กรกฎาคม 2556 และวันที่ 6 สิงหาคม 2556

โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกา

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาตถึงวันที่ 9 กันยายน 2556 ต่อมาวันที่ 6 กันยายน 2556 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาออกไปจนถึงวันที่ 9 ตุลาคม 2556 อ้างว่า กรรมการบริษัทโจทก์อาศัยอยู่ต่างประเทศและต้องเดินทางไปยังสาขาของโจทก์ที่ต่างประเทศจะเดินทางกลับประเทศไทยเพื่อสั่งจ่ายเช็คค่าใช้จ่ายบริษัทเดือนละครั้ง พนักงานบริษัทโจทก์ได้ดำเนินการขอเบิกค่าฤชาธรรมเนียมแล้ว แต่เนื่องจากกรรมการบริษัทโจทก์ยังไม่เดินทางกลับประเทศไทย โจทก์จึงไม่สามารถยื่นฎีกาพร้อมค่าฤชาธรรมเนียมวางศาลได้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2556 ว่า ศาลให้โอกาสโจทก์ขยายระยะเวลายื่นฎีกามาแล้วถึง 3 ครั้ง และในการอนุญาตครั้งที่ 3 ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 6 สิงหาคม 2556 ศาลระบุว่าจะอนุญาตเป็นครั้งสุดท้าย แต่โจทก์กลับไม่ยื่นฎีกาภายในกำหนด กลับมายื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาอีก

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ข้ออ้างดังกล่าวเป็นความบกพร่องของโจทก์เอง จึงมิใช่กรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษอันจะทำให้ศาลอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาได้ จึงให้ยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาฎีกา โดยอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาฎีกามีกำหนด 15 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไปตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุที่จะขยายระยะเวลาฎีกาให้โจทก์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กล่าวคือ เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาฎีกาถึงวันที่ 9 กันยายน 2556 แล้ว โจทก์ไม่ยื่นฎีกาภายในกำหนดเวลาดังกล่าว แม้ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาครั้งที่ 4 ของโจทก์ภายหลังจากระยะเวลายื่นฎีกาได้ล่วงพ้นไปแล้ว ก็ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดที่จะบังคับศาลให้ต้องพิจารณาและมีคำสั่งตามคำร้องของโจทก์ภายในระยะเวลาที่ศาลได้อนุญาตให้ขยายระยะเวลาไว้ ซึ่งหากตีความเช่นนั้น ต้องถือว่ามีเหตุอนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกาได้ทุกกรณี อันขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 เพราะศาลต้องพิจารณาจากพฤติการณ์พิเศษที่ทำให้คู่ความไม่อาจยื่นฎีกาได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด

ทั้งข้ออ้างที่โจทก์ระบุในคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาเป็นความบกพร่องของโจทก์เอง จึงมิใช่กรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษอันจะทำให้ศาลอนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกาได้นั้น เห็นว่า คดีนี้ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาฎีกาครั้งที่ 3 ถึงวันที่ 9 กันยายน 2556 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2556 ซึ่งเหลือระยะเวลาเพียง 3 วันก็จะครบกำหนดระยะเวลายื่นฎีกาแล้ว ทนายโจทก์ย่อมทราบดีว่า เมื่อยื่นคำร้องดังกล่าวแล้วเจ้าพนักงานศาลต้องปฏิบัติหน้าที่ไปตามระบบงานที่เป็นอยู่ เนื่องจากเป็นที่รู้กันอยู่ว่าในแต่ละวันมีคู่ความหรือประชาชนไปติดต่อกับเจ้าพนักงานศาลเป็นจำนวนมาก ไม่ได้มีเฉพาะคดีของโจทก์เพียงคดีเดียว

ดังเห็นได้ว่า มีข้อความประทับไว้ตอนล่างคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาของโจทก์ครั้งที่ 4 ว่า ถ้าศาลไม่อาจสั่งได้ในวันนี้ ผู้ยื่นจะมาติดตามเพื่อทราบคำสั่งทุก ๆ 7 วัน มิฉะนั้นถือว่าทราบคำสั่งแล้ว ซึ่งแสดงว่า ศาลชั้นต้นอาจสั่งคำร้องของทนายโจทก์ในวันอื่นถัดจากวันยื่นคำร้องก็ได้ เป็นหน้าที่ของทนายโจทก์ที่จะต้องมาติดตามคำสั่งของศาลชั้นต้นเอง มิฉะนั้นถือว่าทนายโจทก์ทราบคำสั่งแล้ว ประกอบกับไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายระบุไว้ว่าศาลชั้นต้นต้องมีคำสั่งคำร้องในวันที่คู่ความยื่นคำร้องหรือภายในระยะเวลากี่วัน แม้การที่ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องของโจทก์เมื่อพ้นระยะเวลาฎีกาแล้วจะทำให้โจทก์เสียสิทธิในการยื่นฎีกาภายในกำหนดเวลาที่ยังเหลืออยู่ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกา

โจทก์ย่อมคาดหมายได้ว่า ศาลชั้นต้นอาจสั่งไม่อนุญาตก็ได้ ทนายโจทก์ควรต้องเตรียมยื่นฎีกาภายในกำหนดเวลาที่เหลืออยู่ไว้ด้วย กรณีจึงไม่อาจนำเหตุที่ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาของโจทก์หลังจากพ้นกำหนดระยะเวลาฎีกาแล้ว 4 วัน มาเป็นเหตุอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาฎีกาได้ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้ ดังนี้ การที่จะพิจารณาว่ามีเหตุที่จะอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาฎีกาได้หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาก่อนสิ้นระยะเวลา จึงต้องพิจารณาว่า เหตุที่โจทก์อ้างตามคำร้องเป็นพฤติการณ์พิเศษหรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาครั้งที่ 3 ของโจทก์ ฉบับลงวันที่ 6 สิงหาคม 2556 ระบุว่า

ทนายโจทก์เพิ่งได้รับแจ้งให้ยื่นฎีกา แสดงให้เห็นว่า โจทก์รู้ว่าจะยื่นฎีกาคดีนี้ตั้งแต่วันดังกล่าวเป็นอย่างช้า เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาฎีกาครั้งที่ 3 ถึงวันที่ 9 กันยายน 2556 โจทก์ย่อมมีเวลาพอที่จะเตรียมเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่จะต้องชำระและนำมาวางศาลได้ทัน การที่โจทก์ไม่สามารถยื่นฎีกาได้ภายในกำหนด เพราะกรรมการบริษัทโจทก์ซึ่งอาศัยอยู่ต่าง ประเทศยังไม่เดินทางกลับประเทศไทยเพื่อสั่งจ่ายเช็คค่าฤชาธรรมเนียมที่จะต้องชำระและนำมาวางศาล จึงเป็นเพราะความบกพร่องของตัวโจทก์และทนายโจทก์เอง ถือไม่ได้ว่าเป็นพฤติการณ์พิเศษตามบทบัญญัติดังกล่าว อันศาลจะพึงขยายระยะเวลาฎีกาให้โจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ไมตรี สุเทพากุล · เกษม เกษมปัญญา · กิจชัย จิตธารารักษ์
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายบัณฑิต แก้วทอง
ศาลอุทธรณ์ - นายศักดิ์ชัย รังษีวงศ์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.3537/2557
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ5574/2550
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ2202/2552
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้