Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1689/2522

พ.ศ. 2522 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีที่จำเลยทำไว้กับโจทก์และบังคับจำนอง โดยฟ้องกล่าวถึงจำเลยทำสัญญาจำนองที่ดินเพื่อประกันหนี้ที่จำเลยมีต่อโจทก์ และจำเลยทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีไว้กับโจทก์เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2514 จำนวนเงินไม่เกิน 20,000 บาท กำหนดชำระภายใน 6 เดือนนับแต่วันทำสัญญากำหนดส่งดอกเบี้ยภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน หากผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยตามกำหนด ยอมให้คิดดอกเบี้ยที่ค้างชำระทบต้นเข้ากับเงินที่เบิกเกินบัญชีโดยเสียดอกเบี้ยตามวิธีและอัตราดังกล่าวตามสำเนาสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี เอกสารท้ายฟ้อง ซึ่งในเอกสารดังกล่าวมีข้อความว่าจำเลยยอมให้ดอกเบี้ยโจทก์ร้อยละสิบสี่ต่อปี และบรรยายต่อไปว่าเมื่อจำเลยนำสัญญาจำนองและเบิกเงินเกินบัญชีแล้ว จำเลยผิดสัญญาไม่ชำระดอกเบี้ยและต้นเงินแก่โจทก์รวมทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์คิดเพียงวันที่ 7 กันยายน 2520 เป็นเงิน 63,256.29 บาท ซึ่งเป็นที่เข้าใจได้ว่าโจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีนับแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2514 ตลอดมาจนถึงวันที่ 7 กันยายน 2520 โดยคิดดอกเบี้ยร้อยละสิบสี่ต่อปี และคิดดอกเบี้ยที่ผิดนัดทบเข้ากับต้นเงินเมื่อรวมกันทั้งหมดแล้วจำเลยเป็นหนี้โจทก์รวม 63,256.29 บาท ฟ้องของโจทก์ดังกล่าวได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 แล้ว ส่วนที่ว่าจำเลยเบิกเงินจากโจทก์เมื่อไร จำนวนเท่าใด คิดดอกเบี้ยจากยอดต้นเงินเท่าใด คิดจากวันไหนถึงวันไหนนั้นเป็นรายละเอียดที่จะต้องนำสืบ เมื่อมีประเด็นโต้เถียงกัน แม้โจทก์ไม่บรรยายข้อความดังกล่าวในคำฟ้องและไม่แสดงบัญชีเดินสะพัด ฟ้องโจทก์ก็ไม่เคลือบคลุม

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า ธนาคารกรุงเทพ จำกัด โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด และธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาสมุทรสงคราม เป็นสาขาของโจทก์ เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2514 จำเลยจำนองที่ดินโฉนดที่ 7539ตำบลแม่กลอง (บางแก้ว) อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงครามไว้กับโจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยไม่ว่าลักษณะใดที่มีต่อโจทก์เป็นจำนวนเงิน 20,000 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยเดือนละครั้งในอัตราร้อยละสิบสี่ต่อปี และยอมให้คำนวณดอกเบี้ยที่ค้างชำระทบต้นในบัญชีของจำเลยถ้าขายทอดตลาดจำนองได้เงินน้อยกว่าเงินที่ค้างชำระกับอุปกรณ์ต่าง ๆ แล้วจำเลยยอมรับใช้เงินจำนวนที่ขาดแต่โจทก์จนครบ ตามสำเนาสัญญาจำนองและข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนอง

เอกสารท้ายฟ้องหมาย 3 และ 4ในวันที่ทำสัญญาจำนองที่ดินดังกล่าว จำเลยทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีไว้กับโจทก์จำนวนเงินไม่เกิน 20,000 บาท กำหนดชำระภายใน 6 เดือน และส่งดอกเบี้ยภายในวันที่ 5 ของทุกเดือนหากผิดนัดยอมให้คิดดอกเบี้ยทบต้นโดยเสียดอกเบี้ยตามวิธีและอัตราดังกล่าวตามสำเนาสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเอกสารท้ายฟ้องหมาย 5 แล้วจำเลยไม่ชำระดอกเบี้ยและต้นเงิน โจทก์ทวงถามจำเลยขอผัดเรื่อยมาโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยแล้วรวมต้นเงินและดอกเบี้ยที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์คิดเพียงวันที่ 7 กันยายน 2520เป็นเงิน 63,256.29 บาท ขอให้พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 63,256.29 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 14 ต่อปีโดยวิธีคิดดอกเบี้ยทบต้นนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

หากจำเลยไม่ชำระขอให้ยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบและให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์จำเลยให้การว่าไม่รับว่าผู้รับมอบอำนาจจะได้รับมอบอำนาจจากโจทก์โดยชอบและไม่รับรองหนังสือมอบอำนาจ โจทก์ไม่เคยทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ ฟ้องโจทก์ว่าจำเลยทำสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ที่จำเลยมีต่อโจทก์ทุกลักษณะเป็นจำนวนเงินไม่เกิน 20,000 บาท แต่ให้จำเลยชำระหนี้ 63,266บาท จำเลยไม่ทราบว่าได้กู้เงินโจทก์ไปเมื่อใด จำนวนเท่าใด โจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นจากวัน เดือน ปีใด เป็นจำนวนเงินเท่าใด จำเลยไม่มีทางทราบและให้การต่อสู้คดีได้ เป็นฟ้องเคลือบคลุมไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยเกิน 5 ปี ขอให้พิพากษายกฟ้องโจทก์จำเลยขอให้ศาลวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่เป็นข้อแพ้ชนะศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม พิพากษากลับให้จำเลยแพ้คดีจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีที่จำเลยทำไว้กับโจทก์และบังคับจำนอง โดยฟ้องข้อ 2 กล่าวถึงจำเลยทำสัญญาจำนองที่ดินเพื่อประกันหนี้ที่จำเลยมีต่อโจทก์ ฟ้องข้อ 3 มีข้อความว่าวันที่ 7 ธันวาคม 2514 จำเลยทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีไว้กับโจทก์จำนวนเงินไม่เกิน 20,000 บาท กำหนดชำระภายใน 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญากำหนดส่งดอกเบี้ยภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน หากผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยตามกำหนดยอมให้คิดดอกเบี้ยที่ค้างชำระทบเข้ากับต้นเงินที่เบิกเกินบัญชีโดยเสียดอกเบี้ยตามวิธีและอัตราดังกล่าว ตามสำเนาสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเอกสารท้ายฟ้องหมาย 5 ซึ่งในเอกสารดังกล่าวมีข้อความว่าจำเลยยอมให้ดอกเบี้ยโจทก์ร้อยละ 14 ต่อปี และฟ้องข้อ 4 มีใจความว่า

เมื่อจำเลยทำสัญญาจำนองและเบิกเงินเกินบัญชีแล้ว จำเลยผิดสัญญาไม่ชำระดอกเบี้ยและต้นเงินแก่โจทก์รวมยอดหนี้ตั้งต้นเงินและดอกเบี้ยที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์คิดเพียงวันที่ 7 กันยายน 2520 เป็นเงิน 63,256.29 บาท ซึ่งเป็นที่เข้าใจได้ว่าโจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีนับแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2514 ตลอดจนถึงวันที่ 7 กันยายน 2520 โดยคิดดอกเบี้ยร้อยละ 14 ต่อปี และคิดดอกเบี้ยที่ผิดนัดทบเข้ากับต้นเงินเมื่อรวมกันทั้งหมดแล้วจำเลยเป็นหนี้โจทก์รวม 63,256.29 บาท ฟ้องโจทก์ดังกล่าวได้แสดง โดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 แล้ว ไม่เคลือบคลุม

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ไม่ได้ฟ้องว่าจำเลยรับเงินในวันทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและวันทำสัญญาจำนองกับไม่ได้กล่าวว่าจำเลยเบิกเงินจากโจทก์ในวันเดือนปีใด จำนวนเท่าใดคิดดอกเบี้ยจากยอดต้นเงินเท่าใด คิดดอกเบี้ยจากวันไหนถึงวันไหน เมื่อโจทก์ไม่แสดงบัญชีเดินสะพัดให้ชัดแจ้งจำเลยจึงไม่มีทางทราบและไม่มีโอกาสต่อสู้ตรวจสอบกับต้นขั้วเช็คของจำเลยนั้น

ศาลฎีกาเห็นว่าข้อความดังกล่าวเป็นรายละเอียดที่จะต้องนำพยานมาสืบในเมื่อมีประเด็นโต้เถียงกันแม้โจทก์ไม่บรรยายข้อความดังกล่าวในคำฟ้องและไม่แสดงบัญชีเดินสะพัด ฟ้องโจทก์ก็ไม่เคลือบคลุม ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมและพิพากษาให้จำเลยแพ้คดีนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ไพบูลย์ เพียรรู้จบ · วิถี ปานะบุตร · อำนัคฆ์ คล้ายสังข์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้