Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1689/2548

พ.ศ. 2548 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การพิจารณาว่าจะอนุญาตให้โจทก์ฟ้องคดีอย่างคนอนาถาได้หรือไม่เพียงใดนั้น ศาลต้องพิจารณาสาระสำคัญ 2 ประการคือ ประการแรก คดีของโจทก์มีมูลที่จะฟ้องร้องหรือไม่ โดยพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องนั้น มีข้อโต้แย้งสิทธิอันมีมูลที่โจทก์จะฟ้องจำเลยได้หรือไม่ ยังไม่ต้องพิจารณาว่าข้อที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องนั้นเป็นจริงหรือไม่ เพราะเป็นข้อที่จะนำสืบพิสูจน์กันในชั้นพิจารณาคดี ประการที่สองศาลต้องไต่สวนแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นคนยากจนไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลได้จริงหรือไม่เพียงใด ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 155 และ 156 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17 โจทก์ฟ้องโดยสรุปว่า เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยประเมินให้โจทก์เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้าพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม เนื่องจากโจทก์มีเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร โดยขายในนามห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่โจทก์เป็นหุ้นส่วนอันเป็นการประเมินที่ไม่ชอบ เนื่องจากโจทก์ไม่ได้ขายที่ดินในนามห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคล แต่ต่างคนต่างขายและไม่ได้ขายโดยมีเจตนาเพื่อเป็นทางค้าหรือหากำไรซึ่งจะต้องเสียภาษีการค้า ทั้งผู้ซื้อได้ตกลงชำระค่าภาษีทั้งหมดแทนโจทก์และชำระภาษีให้แก่จำเลยไปครบถ้วนแล้ว โจทก์ไม่ต้องเสียภาษีตามที่จำเลยประเมิน ขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ หากข้อเท็จจริงเป็นไปตามคำฟ้อง โจทก์ย่อมไม่ต้องเสียภาษีในการขายที่ดินครั้งนี้อีก การประเมินภาษีดังกล่าวย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ เมื่อศาลภาษีอากรกลางไต่สวนคำร้องของโจทก์แล้วได้ความว่าโจทก์และผู้มีชื่อในโฉนดอื่นไม่ได้เป็นหุ้นส่วนกัน และต่างคนต่างขายที่ดินส่วนของตน คดีโจทก์จึงมีมูลที่จะฟ้อง การที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าคดีของโจทก์ไม่มีมูลที่จะฟ้องร้องจึงไม่ชอบ และศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนให้ศาลภาษีอากรกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นคนยากจนไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลได้หรือไม่เพียงใด

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.พ. มาตรา 155 ป.วิ.พ. มาตรา 156 ป.วิ.พ. มาตรา 243 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29

คำฟ้องและคำให้การ

คดีนี้สืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2543 เจ้าพนักงานประเมินภาษีอากรของจำเลยได้ประเมินให้โจทก์เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้า อ้างว่าโจทก์เป็นคณะบุคคลจำนวน 6 คน มีเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ในทางการค้าหรือหากำไร แต่มิได้ยื่นแบบชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้าพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มดังกล่าว โดยประเมินภาษีไม่ถูกต้อง เพราะโจทก์ไม่ได้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญหรือเป็นหุ้นส่วนในคณะบุคคล โจทก์ขายที่ดินให้บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ในนามตนเอง ไม่ได้ขายในนามห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคล โดยที่ไม่ได้มีเจตนาเพื่อการค้าหรือหากำไร อีกทั้งการขายที่ดินของโจทก์นั้น

บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้ตกลงเสียภาษีและค่าธรรมเนียมทั้งหมดแทนโจทก์ซึ่งก็ได้เสียไปครบถ้วนแล้ว โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามที่เจ้าพนักงานของจำเลยได้ประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบแล้ว แต่ให้ลดเบี้ยปรับลงบางส่วน ขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ดังกล่าว โจทก์ยื่นคำฟ้องคดีนี้พร้อมกับยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาต่อศาลภาษีอากรกลาง ซึ่งศาลภาษีอากรกลางทำการไต่สวนแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ต้องรับผิดค่าภาษีตามที่จำเลยประเมิน คดีของโจทก์ไม่มีมูลที่จะฟ้องร้อง จึงให้ยกคำร้อง หากโจทก์ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ให้นำเงินค่าธรรมเนียมมาเสียภายในวันที่ 30 เมษายน 2546

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คดีของโจทก์มีมูลและโจทก์ยากจนไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลในศาลภาษีอากรกลาง อันมีเหตุสมควรอนุญาตให้โจทก์ฟ้องคดีอย่างคนอนาถาได้หรือไม่ เห็นว่า การพิจารณาว่าจะอนุญาตให้โจทก์ฟ้องคดีอย่างคนอนาถาหรือไม่เพียงใดนั้น ศาลชั้นต้นต้องพิจารณาสาระสำคัญ 2 ประการ คือประการแรก ศาลชั้นต้นต้องพิจารณาว่าคดีของโจทก์มีมูลที่จะฟ้องร้องหรือไม่ โดยพิจารณาว่าข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องนั้น มีข้อโต้แย้งสิทธิอันเป็นมูลที่โจทก์จะฟ้องจำเลยได้หรือไม่ ยังไม่จำต้องพิจารณาว่าข้อที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องนั้นเป็นจริงหรือไม่ เพราะเป็นข้อที่จะต้องนำสืบพิสูจน์กันในชั้นพิจารณาคดี

ประการที่สองศาลชั้นต้นต้องทำการไต่สวนแล้วฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นคนยากจนไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลได้จริงหรือไม่ เพียงใด ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ใน ป.วิ.พ. มาตรา 155 และ 156 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรพิเคราะห์คำฟ้องโจทก์แล้ว โจทก์ฟ้องโดยสรุปว่าเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยประเมินให้โจทก์เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีการค้าพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม เนื่องจากโจทก์มีเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีเจตนาเป็นทางการค้าหรือหากำไร โดยขายในนามห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่โจทก์เป็นหุ้นส่วนอันเป็นการประเมินที่ไม่ชอบ เนื่องจากโจทก์ได้ขายที่ดินให้แก่บริษัทการบินไทย

จำกัด (มหาชน) โดยต่างคนต่างขายไม่ได้ขายในนามห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคล และไม่ได้ขายโดยมีเจตนาเพื่อเป็นทางค้าหรือหากำไรอันจะต้องเสียภาษีการค้า อีกทั้งบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้ตกลงชำระค่าภาษีทั้งหมดแทนโจทก์ และบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้ชำระภาษีให้แก่จำเลยแทนโจทก์ไปครบถ้วนแล้ว โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามที่จำเลยประเมิน ขอให้เพิกถอนการประเมินและคำสั่งของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เห็นว่า หากข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมาดังกล่าว โจทก์ย่อมไม่ต้องเสียภาษีในการขายที่ดินครั้งนี้อีก การที่จำเลยประเมินให้โจทก์เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้าพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มอีกนั้น

ย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ เมื่อศาลภาษีอากรกลางไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของโจทก์แล้วได้ความว่าโจทก์และผู้มีชื่อในโฉนดอื่นไม่ได้เป็นหุ้นส่วนกัน และต่างคนต่างขายที่ดินส่วนของตน คดีจึงมีมูลที่โจทก์จะฟ้อง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจึงเห็นควรย้อนสำนวนให้ศาลภาษีอากรกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นคนยากจนไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลในศาลภาษีอากรกลางจริงหรือไม่ เพียงใด แล้วพิจารณาสั่งตามรูปคดีต่อไป

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกคำสั่งของศาลภาษีอากรกลางฉบับวันที่ 22 เมษายน 2546 ให้ศาลภาษีอากรกลางพิจารณารับฟังข้อเท็จจริงให้สิ้นกระแสความ แล้วพิจารณาสั่งตามรูปคดีต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์ · ทองหล่อ โฉมงาม · เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
ศาลล่าง
ศาลภาษีอากรกลาง - นายสุวัฒน์ ไวยุพัฒนธีศาลอุทธรณ์ -
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 435/2551

คดีนี้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักรขาดนัดยื่นคำให้การ ส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับโอนบัตรภาษีจากจำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การภายในกำหนด ต่อมาในวันนัดสืบพยานโจทก์ทนายจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้อง…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2536 (เลขอ้างอิง 56419)

ความว่า โจทก์ฟ้องพร้อมกับยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่าง คนอนาถา ศาลภาษีอากรกลางไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า โจทก์ยังพอ มีเงินเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ โจทก์มิได้ยากจนจริงจึงให้ ยกคำร้องของโจทก์ หากโจทก์ประสงค์ดำเนิ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2535 (เลขอ้างอิง 56987)

ความว่า โจทก์ฟ้องพร้อมกับยื่นคำร้องขอฟ้องคดีอย่างคนอนาถา ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องโจทก์เห็นว่า ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องโดยมิได้ ทำการไต่สวนก่อนคดีของโจทก์มีมูลที่จะฟ้องร้องได้ แต่กิ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2533 (เลขอ้างอิง 57729)

ความว่า โจทก์อุทธรณ์ พร้อมกับยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาศาลภาษีอากรกลางไต่สวนคำร้องแล้วเห็นว่า ไม่น่าเชื่อว่าโจทก์เป็นคนยากจนไม่มีทรัพย์สินพอจะเสียค่าธรรมเนียมศาล ให้ยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาข…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1932/2568

การที่จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 ซึ่งนำมาใช้บังคับในคดีผู้บริโภคโดยอนุโลมตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ค่าธรรมเนียมศาลตามบทบัญญัติ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้