คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 1,729,054.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,130,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 57361 ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยพร้อมสาธารณูปโภค โดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 400,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ ตามทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม 4,000 บาท คำขออื่นให้ยก
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยโจทก์และจำเลยไม่ได้โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า โจทก์และจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างทาวน์เฮาส์ในโครงการบ้านรินทร์ทองของจำเลยตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ต่อมาโจทก์โอนสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายให้แก่นางขันทอง มารดาของโจทก์ นางขันทองจดทะเบียนรับโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาจากจำเลย และนางขันทองจดทะเบียนให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์ โจทก์เข้าอยู่อาศัยในทาวน์เฮาส์เมื่อปี 2540 ขณะนั้นทาวน์เฮาส์อยู่ในสภาพดีไม่ชำรุด แต่ปลายปี 2542 ทาวน์เฮาส์เริ่มชำรุด รั้วด้านหน้าและด้านหลังทรุดแยกจากตัวบ้าน ลานหน้าบ้านและหลังบ้านแตกแยกจากตัวบ้าน
โจทก์แจ้งจำเลย จำเลยซ่อมโดยตอกเสาเข็มยาว 3.5 เมตร จำนวน 9 ต้น และเทพื้นด้านหน้าและด้านหลังพร้อมสร้างกำแพงใหม่ ซึ่งอยู่อาศัยได้ระยะหนึ่ง ปัจจุบันมีการทรุดตัวอีก มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องในฐานะจำเลยเป็นผู้ขายอันเป็นการฟ้องให้รับผิดตามสัญญาซื้อขาย เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์โอนสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ทำไว้กับจำเลยให้แก่นางขันทอง ต่อมานางขันทองทำสัญญาซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับจำเลยและจดทะเบียนรับโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาแล้ว นางขันทองจึงเป็นคู่สัญญากับจำเลย โจทก์ไม่ใช่คู่สัญญากับจำเลย
แม้โจทก์จะได้รับการให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากนางขันทองก็ตาม แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะให้ ไม่มีบทบัญญัติว่าผู้รับต้องรับสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ ของผู้ให้ไปด้วย ซึ่งต่างจากกรณีทายาทรับมรดกที่จะเป็นผู้สืบสิทธิได้ สิทธิที่จะฟ้องบังคับให้รับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องตามสัญญาซื้อขายเป็นบุคคลสิทธิบังคับได้ระหว่างคู่สัญญาเท่านั้น เมื่อโจทก์ไม่ใช่คู่สัญญากับจำเลยจึงไม่มีนิติสัมพันธ์กับจำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามา ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยอีกต่อไป
ผลคำพิพากษา
พิพากษากลับ ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ