Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2539 (เลขอ้างอิง 17159)

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตามระเบียบข้อบังคับจำเลยอาจออกคำสั่งให้โจทก์ทั้งหกไปทำงานนอกสถานที่ได้ จำเลยจึงออกคำสั่งให้โจทก์ทั้งหกไปทำงานที่บริษัท อ. ได้ ส่วนในการไปทำงานที่บริษัทดังกล่าวของโจทก์ทั้งหกต้องเดินทางออกจากที่อ้อมน้อยเวลา 6 นาฬิกาและขากลับถึงที่อ้อมน้อยเวลา 19 นาฬิกานั้น เป็นเรื่องของเวลาเดินทางกรณีจะถือเอาเวลาเดินทางไปทำงานมารวมเป็นเวลาทำงานหาได้ไม่จึงถือไม่ได้ว่าคำสั่งของจำเลยขัดต่อเวลาทำงาน ตามที่จำเลยกับโจทก์ทั้งหกตกลงให้เข้าทำงานเวลา 8.30 นาฬิกา และเลิกงานเวลา 17.30 นาฬิกา คำสั่งของจำเลยชอบด้วยระเบียบข้อบังคับและกฎหมายแล้ว การที่โจทก์ทั้งหกปฏิเสธไม่ไปทำงานตามคำสั่งของจำเลยดังกล่าว จึงเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและขัดคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลย จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกได้โดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 583 โจทก์ทั้งหกไม่มีสิทธิเรียกสินจ้างแทนการบอกก

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

ตามระเบียบข้อบังคับจำเลยอาจออกคำสั่งให้โจทก์ทั้งหกไปทำงานนอกสถานที่ได้ จำเลยจึงออกคำสั่งให้โจทก์ทั้งหกไปทำงานที่บริษัท อ. ได้ ส่วนในการไปทำงานที่บริษัทดังกล่าวของโจทก์ทั้งหกต้องเดินทางออกจากที่อ้อมน้อยเวลา 6 นาฬิกาและขากลับถึงที่อ้อมน้อยเวลา 19 นาฬิกานั้น เป็นเรื่องของเวลาเดินทางกรณีจะถือเอาเวลาเดินทางไปทำงานมารวมเป็นเวลาทำงานหาได้ไม่จึงถือไม่ได้ว่าคำสั่งของจำเลยขัดต่อเวลาทำงาน ตามที่จำเลยกับโจทก์ทั้งหกตกลงให้เข้าทำงานเวลา 8.30 นาฬิกา และเลิกงานเวลา 17.30 นาฬิกา คำสั่งของจำเลยชอบด้วยระเบียบข้อบังคับและกฎหมายแล้ว การที่โจทก์ทั้งหกปฏิเสธไม่ไปทำงานตามคำสั่งของจำเลยดังกล่าว จึงเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและขัดคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลย

จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกได้โดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 583 โจทก์ทั้งหกไม่มีสิทธิเรียกสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า แม้การที่โจทก์ทั้งหกปฏิเสธไม่ไปทำงานตามคำสั่งของจำเลยเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและขัดคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลย แต่กรณีถือไม่ได้ว่าเป็นการจงใจทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างได้รับความเสียหายและลำพังเหตุที่โจทก์ทั้งหกปฏิเสธไม่ไปทำงานตามคำสั่งของจำเลยก็ไม่ใช่กรณีร้ายแรงยังไม่อาจทำให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย นายจ้างจะต้องตักเตือนเป็นหนังสือแล้วด้วยจึงจะเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างคดีทั้งหกสำนวนศาลแรงงานกลางพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยเรียกโจทก์เรียกตามลำดับสำนวนว่า

โจทก์ที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 6โจทก์ทั้งหกสำนวนฟ้องมีใจความทำนองเดียวกันว่า โจทก์ทั้งหกเป็นลูกจ้างจำเลย มีหน้าที่ประกอบโครงโซฟา จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกโดยโจทก์ทั้งหกไม่มีความผิดและจำเลยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 12,420 บาท 12,600 บาท 12,420 บาท25,920บาท 4,050 บาท 12,960 บาท และจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 2,760 บาท 2,800 บาท 2,760 บาท 2,880 บาท 2,700 บาท2,800 บาท แก่โจทก์ทั้งหกตามลำดับจำเลยทั้งหกสำนวนให้การว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกเพราะจำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ทั้งหกไปปฏิบัติงานที่บริษัทเอ ซี ที เครื่องหนัง (ประเทศไทย) จำกัด ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม2538 ถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2538 โดยจำเลยจะจัดรถรับส่งให้แต่โจทก์ทั้งหกไม่ยอมไป

จำเลยได้ออกหนังสือตักเตือนแล้วโจทก์ทั้งหกคงไม่ยอมไปจนเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2538 เวลส 13 นาฬิกาจึงยอมไปปฏิบัติงานตามคำสั่ง ครั้นรุ่งขึ้นวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2538ก็ไม่ยอมไปปฏิบัติงานตามคำสั่งอีก วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2538โจทก์ทั้งหกนั่งอยู่ที่โรงอาหารของจำเลยจนเวลาประมาณ 9 นาฬิกาจึงเดินทางไปปฏิบัติงานที่บริษัท เอ ซี ที เครื่องหนัง(ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเดินทางถึงบริษัทดังกล่าวเวลาประมาณ12 นาฬิกา ต่อมาวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2538 บริษัทดังกล่าวไม่ยอมรับโจทก์ทั้งหกเข้าปฏิบัติงาน เพราะการหยุดงานของโจทก์ทั้งหกทำให้เกิดความเสียหายการกระทำของโจทก์ทั้งหกเป็นการกระทำผิดระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ขัดคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลยซึ่งจำเลยได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว

ละเลยไม่นำพาต่อคำสั่งของจำเลยละทิ้งการงาน กระทำเป็นปรปักษ์ต่อจำเลย และประพฤติไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระค่าชดเชยจำนวน 12,420 บาท 12,600 บาท 12,420 บาท 25,920 บาท 4,050 บาท12,960 บาท และชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 2,760 บาท2,800 บาท 2,760 บาท 2,880 บาท 2,700 บาท 2,800 บาทแก่โจทก์ทั้งหกตามลำดับจำเลยทั้งหกสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "

คำพิพากษาศาลล่าง

จำเลยอุทธรณ์ในข้อแรกว่าการที่จำเลยออกคำสั่งให้โจทก์ทั้งหกไปทำงานนอกสถานที่ไม่ขัดต่อเวลาทำงาน เพราะการที่โจทก์ทั้งหกต้องเดินทางออกจากที่อ้อมน้อยเวลา 6 นาฬิกา และขากลับถึงที่อ้อมน้อยเวลา 19 นาฬิกา นั้นไม่ใช่เวลาทำงาน ไม่มีกฎหมายบังคับให้ถือเวลาเดินทางไปทำงานเป็นเวลาทำงาน เมื่อโจทก์ทั้งหกปฏิเสธไม่ยอมไปทำงานตามคำสั่งของจำเลย จึงเป็นการขัดคำสั่ง ฝ่าฝืนระเบียบและทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย จำเลยได้ตักเตือนโจทก์ทั้งหกเป็นหนังสือแล้วแต่โจทก์ทั้งหกกระทำผิดซ้ำคำเตือน จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งหก เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าตามระเบียบข้อบังคับจำเลยอาจออกคำสั่งให้โจทก์ทั้งหกไปทำงานนอกสถานที่ได้ ซึ่งศาลฎีกาต้องถือตามข้อเท็จจริงดังกล่าวตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน

พ.ศ. 2522มาตรา 56 วรรคสอง ดังนี้ จำเลยจึงออกคำสั่งให้โจทก์ทั้งหกไปทำงานที่บริษัท เอ ซี ที เครื่องหนัง (ประเทศไทย) จำกัด ได้ส่วนในการไปทำงานที่บริษัทดังกล่าวของโจทก์ทั้งหกต้องเดินทางออกจากที่อ้อมน้อยเวลา 6 นาฬิกา และขากลับถึงที่อ้อมน้อยเวลา19 นาฬิกานั้น เป็นเรื่องของเวลาเดินทาง กรณีจะถือเอาเวลาเดินทางไปทำงานมารวมเป็นเวลาทำงานหาได้ไม่ เพราะไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ปฏิบัติเช่นนั้น จึงถือไม่ได้ว่าคำสั่งของจำเลยขัดต่อเวลาทำงานตามที่จำเลยกับโจทก์ทั้งหกตกลงให้เข้าทำงานเวลา 8.30 นาฬิกาและเลิกงานเวลา 17.30 นาฬิกา คำสั่งของจำเลยชอบด้วยระเบียบข้อบังคับและกฎหมายแล้ว การที่โจทก์ทั้งหกปฏิเสธไม่ไปทำงานตามคำสั่งของจำเลยดังกล่าว จึงเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและขัดคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลยจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกได้โดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 โจทก์ทั้งหกไม่มีสิทธิเรียกสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าได้ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งหกไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาสำหรับค่าชดเชยนั้น

แม้การที่โจทก์ทั้งหกปฏิเสธไม่ไปทำงานตามคำสั่งของจำเลยเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและขัดคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลยดังได้วินิจฉัยมา แต่กรณีถือไม่ได้ว่าเป็นการจงใจทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างได้รับความเสียหาย อันจะทำให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานข้อ 47(3) และลำพังเหตุที่โจทก์ทั้งหกปฏิเสธไม่ไปทำงานตามคำสั่งของจำเลย อันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและขัดคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลยดังกล่าวก็ไม่ใช่กรณีร้ายแรง ยังไม่อาจทำให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามประกาศกระทรวงมหาดไทย

เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 47(4) เพราะตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ข้อ 47(4) นายจ้างจะต้องตักเตือนเป็นหนังสือแล้วด้วยจึงจะเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างดังนี้ คดีจึงมีปัญหาว่าจำเลยได้ตักเตือนโจทก์ทั้งหกเป็นหนังสือแล้วหรือไม่ ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางยังมิได้วินิจฉัยจึงไม่พอแก่การวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า โจทก์ทั้งหกมีสิทธิได้รับค่าชดเชย หรือจำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งหกหรือไม่ จำต้องให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริง ในข้อนี้เพิ่มเติมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 56 วรรคสอง และตามประเด็นที่ศาลแรงงานกลางได้กำหนดไว้ในข้อ 1 ตอนท้ายว่า

"และจำเลยได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้วหรือไม่" โดยหากศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งหก แต่หากฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยไม่ได้ตักเตือนเป็นหนังสือจำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งหกตามฟ้องคดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยในข้อต่อไปว่าที่ศาลแรงงานกลางมิได้วินิจฉัยในประเด็นว่า โจทก์ทั้งหกละทิ้งการงานและประพฤติตนไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องหรือไม่ อีก เพราะไม่มีผลทำให้คำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามที่ได้วินิจฉัยมาแล้วเปลี่ยนแปลงไป และไม่มีผลในการวินิจฉัยเกี่ยวกับค่าชดเชยแต่อย่างใดอุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหกสำนวนเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ส่วนค่าชดเชยนั้นให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า จำเลยได้ตักเตือนโจทก์ทั้งหกในกรณีดังกล่าวข้างต้นเป็นหนังสือแล้วหรือไม่แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมิทธิ์ วราอุบล · พรชัย สมรรถเวช · ธวัชชัย พิทักษ์พล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7189/2562

ในการทำงานโจทก์กับจำเลยมีข้อตกลงต่อการรักษาความลับและพันธกรณีอื่น ๆ โดยโจทก์ยินยอมที่ป้องกันรักษาความลับของข้อมูลและสารสนเทศของจำเลย อันแสดงให้เห็นว่า จำเลย ให้ความสำคัญต่อการป้องกันและเก็บรักษาข้อมูล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7136/2561

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงาน กรณีจำเลยที่ 1 มีคำสั่งยกคำร้องที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 สอบสวนข้อเท็จจริงในเรื่องที่โจทก์ถูกจำเลยที่ 2 เลิกจ้าง และให้จำเลยที่ 2 จ่ายส…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6609/2561

การที่โจทก์ให้ ณ. เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับธนาคารจำเลย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค และเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับธนาคาร ท. สาขาหนึ่งพัน โดยโจทก์ออกค่าใช้จ่ายให้จากนั้นให้ ณ. สั่งจ่ายเช็คธนาคาร ท. จำนวน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4110/2561

โจทก์เป็นผู้จัดการแผนกคลังสินค้ามีหน้าที่จัดทำเอกสารใบควบคุมการส่งสินค้าเพื่อจ่ายสินค้า ออกจากคลังสินค้าและจัดส่งสินค้าให้แก่ลูกค้า ทั้งนี้ก่อนนำสินค้าขึ้นรถขนส่งจะต้องมีการตรวจสอบรายการสินค้าให้ครบถ้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1856/2561

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยเกินไปกว่าพยานหลักฐาน เนื่องจากตามหลักฐานการจ่ายเงินค่าจ้างให้แก่โจทก์ เอกสารหมาย ล.46 ประกอบกับที่ อ. พยานจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์โดยศาลอนุญาตว่าบริษัท ว. เป็…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้