Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17217/2557

พ.ศ. 2557 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ผู้มีเงินได้ซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดก็สามารถทำได้เพราะไม่มีกฎหมายบัญญัติห้ามไว้ แต่ส่วนที่เกินกว่ากฎหมายกำหนดไว้จะไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ ดังนั้น หากผู้มีเงินได้ต้องการขายในส่วนที่ซื้อไว้เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ก่อนครบ 5 ปี ก็ย่อมกระทำได้ โจทก์จึงมีสิทธิที่จะขายหน่วยลงทุนที่เหลือเกินจากการใช้สิทธินำไปหักลดหย่อนภาษีดังกล่าวได้โดยไม่จำต้องถือไว้จนครบ 5 ปี และได้รับประโยชน์จากส่วนต่างของราคาหน่วยลงทุนที่เพิ่มขึ้น 1,545.84 บาท ซึ่งโจทก์ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากส่วนต่างดังกล่าวในปีที่ขายหน่วยลงทุน โดยโจทก์ยังมีสิทธิได้รับยกเว้นภาษีเงินได้จากการซื้อหน่วยลงทุนในส่วนที่มีสิทธิหักลดหย่อนได้ตามกฎหมาย

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการสั่งคืนเงินภาษีอากรผิดพลาดของสรรพากรพื้นที่ลพบุรี เลขที่ กค 0712.06 กว/533, 536, 539, 542 และ 545 จำนวน 5 ฉบับ ลงวันที่ 22 มกราคม 2551 หนังสือแจ้งการยกเลิกหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากรของสรรพากรพื้นที่ลพบุรี เลขที่ กค 0712.06 กว/535, 537, 541, 543 และ 549 จำนวน 5 ฉบับ ลงวันที่ 22 มกราคม 2551 หนังสือแจ้งคำสั่งการอุทธรณ์คำสั่งแจ้งคืนเงินภาษีอากรผิดพลาดของกรมสรรพากร สำนักงานสรรพากรภาค 4 เลขที่ กค 0708.กร/58 ฉบับลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2551 เลขที่ กค 0708.ก3/1605 ฉบับลงวันที่ 8 เมษายน 2551 (ที่ถูก หนังสือการอุทธรณ์คำสั่งคืนเงินภาษีอากรผิดพลาดของสรรพากรพื้นที่ลพบุรี ที่

กค 0708 .03 กร/58 ลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2551 และหนังสือการอุทธรณ์คำสั่งแจ้งคืนเงินภาษีอากรผิดพลาดของสรรพากรภาค 4 ที่ กค 0708 ก3/1605 ลงวันที่ 8 เมษายน 2551) ให้งดหรือลดเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มตามหนังสือแจ้งการสั่งคืนเงินภาษีอากรผิดพลาดและหนังสือแจ้งยกเลิกหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากรของสรรพากรพื้นที่ลพบุรีและหนังสือการอุทธรณ์คำสั่งแจ้งคืนเงินภาษีผิดพลาดของสรรพากรภาค 4

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติในเบื้องต้นตามที่โจทก์และจำเลยไม่ได้อุทธรณ์ว่า ปีภาษี 2545 โจทก์ซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพจำนวน 30,000.00 หน่วย ราคาหน่วยละ 10 บาท เป็นเงิน 300,000 บาท นำไปเป็นค่าลดหย่อน 300,000 บาท ปีภาษี 2546 โจทก์ซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพจำนวน 28,212.9330 หน่วย ราคาหน่วยละ 10.6337 บาท เป็นเงิน 300,000 บาท นำไปเป็นค่าลดหย่อน 263,304.89 บาท ปีภาษี 2547 โจทก์ซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพจำนวน 23,340.9269 หน่วย ราคาหน่วยละ 10.7108 บาท เป็นเงิน 197,163 บาท นำไปเป็นค่าลดหย่อน 250,000 บาท ปีภาษี 2548 โจทก์ซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพจำนวน 28,925.9784 หน่วย

ราคาหน่วยละ 10.3713 บาท เป็นเงิน 300,000 บาท นำไปเป็นค่าลดหย่อน 189,508.03 บาท และปีภาษี 2549 โจทก์ซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพจำนวน 18,821.1372 หน่วย ราคาหน่วยละ 10.476 บาท เป็นเงิน 200,000 บาท นำไปเป็นค่าลดหย่อน 192,000 บาท ต่อมาในเดือนพฤษภาคม 2549 ขายหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพจำนวน 10,653.6278 หน่วย ราคาหน่วยละ 10.5164 บาท เป็นเงิน 112,037.81 บาท มีกำไรจากการขาย 2,649.69 จำเลยมีหนังสือแจ้งการยกเลิกหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร แจ้งว่าโจทก์ขายคืนหน่วยลงทุนภายใน 5 ปี มิได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 90) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข เพื่อการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้เท่าที่จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวม เพื่อการเลี้ยงชีพและการถือหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ ข้อ 1 (2) จึงไม่ได้สิทธิได้รับการยกเว้นเงินได้สำหรับเงินได้เท่าที่จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42 (17)

ประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ข้อ 2 (55) และประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 90) ข้อ 6 และ 8 และมีหนังสือแจ้งการสั่งคืนเงินภาษีอากรผิดพลาด ลงวันที่ 22 มกราคม 2551 จำนวน 5 ฉบับ ให้โจทก์นำเงินไปส่งคืนจำเลย 82,915.69 บาท 166,167.40 บาท 49,803.69 บาท 30,489.07 บาท และ 83,498.29 บาท โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2551 เรื่อง แจ้งคัดค้านคำสั่งคืนเงินภาษีอากรผิดพลาด จำเลยมีหนังสือลงวันที่ 8 เมษายน 2551 เรื่อง การอุทธรณ์คำสั่งคืนเงินภาษีอากรผิดพลาด ว่าคำสั่งแจ้งคืนเงินภาษีอากรผิดพลาด (ค.31) เลขที่ กค 0712.06 กว/533, 536, 539, 542 และ 545 ลงวันที่ 22 มกราคม 2551 และหนังสือแจ้งการยกเลิกหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร (ค.37) เลขที่ กค 0712.06 กว/534, 535, 537, 538, 540, 541, 543, 544, 549 และ 550 ลงวันที่ 22 มกราคม 2551 ชอบแล้ว โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า สรรพากรภาคมีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 164/2550 เรื่อง มอบอำนาจให้สรรพากรภาคสั่งและปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร ลงวันที่ 19 ธันวาคม 2550 ขัดแย้งต่อประมวลรัษฎากร คำสั่งกรมสรรพากรดังกล่าวจึงไม่มีผลบังคับใช้นั้น

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 164/2550 เรื่อง มอบอำนาจให้สรรพากรภาคสั่งและปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร เป็นคำสั่งที่ออกมาเพื่อให้การพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองเกี่ยวกับการคืนเงินภาษีอากรและคำสั่งเกี่ยวกับการคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 45 วรรคสองและวรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ประกอบกับข้อ 2 (3) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2540) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 และข้อ 4 (9) - (20) (ข) ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ.2545 มีความรวดเร็วและเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ตลอดจนกระจายความรับผิดชอบให้แก่สรรพากรภาคและนักวิชาการสรรพากร 9 ชช.

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2550 ประกอบกับพระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยการมอบอำนาจ พ.ศ.2550 มาตรา 2 แห่งประมวลรัษฎากร และข้อ 4 (9) - (20) (ข) ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ.2545 อธิบดีกรมสรรพากรจึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้ ข้อ 1 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (9) ของข้อ 2 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.130/2546 เรื่อง มอบอำนาจให้สรรพากรภาคสั่งและปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร ลงวันที่ 10 กันยายน พ.ศ.2546 คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 164/2550 จึงเป็นคำสั่งที่ออกโดยอาศัยประมวลรัษฎากร มาตรา 2 ที่บัญญัติว่า ในประมวลรัษฎากรนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น "อธิบดี" หมายความว่า อธิบดีกรมสรรพากร หรือผู้ที่อธิบดีกรมสรรพากรมอบหมาย คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 164/2550 จึงไม่ขัดต่อประมวลรัษฎากรตามที่โจทก์อุทธรณ์

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 164/2550 เป็นคำสั่งที่ออกหลังจากปี 2549 ที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและขอคืนภาษีของโจทก์ สรรพากรภาคจึงไม่มีอำนาจหน้าที่พิจารณาหรือปฏิบัติหน้าที่ในข้อพิพาทในคดีนี้ได้นั้น เห็นว่า แม้กรณีพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยจะเป็นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เกิดขึ้นในปี 2545 ถึงปี 2549 แต่หนังสือกรมสรรพากร ที่ กค 0708.ก3/1605 เรื่อง การอุทธรณ์คำสั่งแจ้งคืนเงินภาษีอากรผิดพลาด ที่มีไปถึงโจทก์ตามหนังสืออุทธรณ์คำสั่งคืนเงินภาษีอากรผิดพลาด ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2551 และวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2551 ซึ่งลงนามโดยนางสาววิมล ในฐานะเจ้าหน้าที่บริหารงานสรรพากร 9 ปฏิบัติหน้าที่ราชการสรรพากรภาค 4 ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร

ทำขึ้นในวันที่ 8 เมษายน 2551 อันเป็นวันที่หลังจากคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 164/2550 มีผลใช้บังคับแล้ว สรรพากรภาคจึงมีอำนาจหน้าที่พิจารณาหรือปฏิบัติหน้าที่ในข้อพิพาทในคดีนี้ได้ และที่โจทก์อุทธรณ์ต่อมาว่า ในการปฏิบัติหน้าที่ของสรรพากรภาค 4 เรื่องเกี่ยวกับการพิจารณาอุทธรณ์และการกำหนดระยะเวลา หากโจทก์ประสงค์จะฟ้องคดีกรณีไม่คืนเงินภาษีอากรให้ฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการพิจารณานี้ ตามมาตรา 7 (3) และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบอาจส่งผลให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่ได้รับภาษีคืน นั้น เห็นว่า การที่จำเลยโดยสำนักงานสรรพากรภาค 4 มีหนังสือแจ้งเรื่องการอุทธรณ์คำสั่งแจ้งคืนเงินภาษีอากรผิดพลาดตามที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งแจ้งคืนเงินภาษีอากรผิดพลาดและหนังสือแจ้งการยกเลิกหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากรว่า

คำสั่งแจ้งคืนเงินภาษีอากรผิดพลาดและหนังสือแจ้งการยกเลิกหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากรถูกต้องชอบด้วยกฎหมายแล้วนั้น ถือว่าเป็นการวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งแจ้งคืนเงินภาษีอากรผิดพลาดและแจ้งการยกเลิกหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากรของโจทก์ ซึ่งหากโจทก์ไม่เห็นด้วย โจทก์จะต้องฟ้องเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลภาษีอากร แม้เจ้าหน้าที่บริหารงานสรรพากร 9 ปฏิบัติหน้าที่ราชการสรรพากรภาค 4 ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร จะจัดทำหมายเหตุดังที่โจทก์อุทธรณ์ซึ่งไม่ถูกต้องก็ตาม แต่ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคดีไม่ปรากฏว่า โจทก์ได้รับความเสียหายจากความผิดพลาดที่อาจส่งผลให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่ได้รับภาษีคืน เนื่องจากโจทก์ได้ฟ้องเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลภาษีอากรภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดแล้ว

อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิได้รับยกเว้นภาษีเงินได้จากการซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2549 โจทก์ขายคืนหน่วยลงทุนเพื่อการเลี้ยงชีพจำนวน 10,653.6278 หน่วย ตามคำแนะนำของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนธนชาติ จำกัด แต่ยังถือหน่วยลงทุนครบตามจำนวนที่ได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีตั้งแต่ปี 2545 จนถึงปี 2549 โดยแยกจากหน่วยลงทุนที่ได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีได้อย่างชัดเจนมิใช่ละคนปนกันไปหมดจนไม่สามารถแยกได้

ศาลฎีกาแผนกภาษีอากรเห็นว่า เงินได้พึงประเมินที่จะได้รับยกเว้นไปต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42 (17) นั้น กฎกระทรวงฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ข้อ 2 (55) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 228 (พ.ศ.2544) บัญญัติว่า "เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) (2) (7) และ (8) แห่งประมวลรัษฎากร และเงินได้พึงประเมินประเภทค่าแห่งลิขสิทธิ์ที่มิได้รับโอนมาโดยทางมรดก เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ในอัตราไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้ ทั้งนี้ จะต้องมีจำนวนไม่เกิน 300,000 บาท

สำหรับปีภาษีนั้น กรณีที่ผู้มีเงินได้จ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการด้วย เงินที่ได้รับตามวรรคหนึ่ง เมื่อรวมกับเงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการต้องไม่เกิน 300,000 บาท เงินได้ที่ได้รับยกเว้นตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง และการถือหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด ในกรณีที่ผู้มีเงินได้ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในวรรคสาม ให้ผู้มีเงินได้หมดสิทธิได้รับยกเว้นตามวรรคหนึ่ง และต้องเสียภาษีเงินได้สำหรับเงินได้ที่ได้รับยกเว้นตามวรรคหนึ่งมาแล้วด้วย"

อธิบดีกรมสรรพากรได้ออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 90) โดยกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเพื่อยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้เท่าที่ใช้จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพและการถือหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพไว้ดังนี้ ข้อ 1. เงินได้เท่าที่จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ...ที่จะได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข ดังนี้ (1) ... (2) ... ผู้มีเงินได้จะต้องถือหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับตั้งแต่วันซื้อหน่วยลงทุนครั้งแรกและไถ่ถอนหน่วยลงทุนดังกล่าว

เมื่อผู้มีเงินได้นั้นมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์ ... ข้อ 6. การยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้ที่จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุน... ให้ยกเว้นเท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ...ในอัตราไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้ ทั้งนี้จะต้องมีจำนวนไม่เกิน 300,000 บาท สำหรับปีภาษีนั้น ... ข้อ 8. กรณีผู้มีเงินได้ได้ซื้อหน่วยเงินทุนในกองทุนรวมพื่อการเลี้ยงชีพและได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ตามข้อ 6 แล้ว และต่อมาได้ปฏิบัติไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของข้อ 1 ข้อ 2 ...ผู้มีเงินได้หมดสิทธิได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามข้อ 6 และต้องเสียภาษีเงินได้สำหรับปีภาษีที่ได้นำเงินค่าซื้อหน่วยลงทุนไปหักออกจากเงินได้เพื่อยกเว้นภาษีเงินได้มาแล้วที่อยู่ในช่วงระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี

นับตั้งแต่วันที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ของปีภาษีนั้น ๆ จนถึงวันที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่มเติมของปีภาษีดังกล่าวพร้อมเงินเพิ่มตามมาตรา 27 เห็นว่า เหตุผลที่มีการออกกฎกระทรวง ฉบับที่ 228 (พ.ศ.2544) นั้น ระบุไว้ในหมายเหตุท้ายกฎกระทรวงดังกล่าวว่า เหตุที่มีการจัดตั้งกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพตามกฎหมายหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ขึ้นนั้น เพื่อเพิ่มทางเลือกในการออมเงินระยะยาวเพื่อการเลี้ยงชีพของลูกจ้างหรือข้าราชการที่มีความสามารถออมได้มากกว่าที่กฎหมายกำหนด และผู้มีเงินได้โดยทั่วไป และเพื่อส่งเสริมการลงทุนในสถาบันในตลาดทุนของไทยเพิ่มมากขึ้น จึงกำหนดให้เงินได้ที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมดังกล่าวและเงินหรือผลประโยชน์ใด

ๆ ที่ผู้ถือหน่วยลงทุนได้รับจากกองทุนรวมดังกล่าวเป็นเงินได้พึงประเมินที่ไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้และสมควรกำหนดให้เงินหรือผลประโยชน์ใด ๆ ที่ได้รับเนื่องจากการขายหน่วยลงทุนคืนให้แก่กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ เป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษีเงินได้ เพื่อทำให้ผู้ที่ไม่ออมเงินตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของกองทุนรวมดังกล่าวมีภาระต้องเสียภาษีเงินได้อันส่งผลทำให้มีการออมเงินผ่านกองทุนรวมนี้ในระยะยาว ดังนั้น จะเห็นได้ว่า เหตุที่จัดตั้งกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพขึ้นนั้นก็เพื่อเพิ่มทางเลือกในการออมเงินในระยะยาวเพื่อการเลี้ยงชีพของลูกจ้าง ข้าราชการและผู้มีเงินได้โดยทั่วไป ที่มีความสามารถออมเงินได้มากกว่าที่กฎหมายกำหนด แต่จะจำกัดเงินออมที่รัฐสนับสนุนโดยไม่ต้องนำเงินได้ที่นำไปซื้อหน่วยลงทุนมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ไว้ว่าต้องไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้ แต่ต้องไม่เกิน 300,000 บาท ในปีภาษีนั้น

ส่วนลูกจ้างหรือข้าราชการที่จ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการด้วย เมื่อรวมกับเงินที่จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แล้วต้องไม่เกิน 300,000 บาท หากผู้มีเงินได้ต้องการออมเงินเพิ่มขึ้นโดยซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดก็สามารถทำได้เพราะไม่มีกฎหมายบัญญัติห้ามไว้ แต่เงินได้พึงประเมินส่วนที่นำไปซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้จะไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ ดังนั้น หากผู้มีเงินได้ต้องการขายหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพในส่วนที่ซื้อไว้เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ก่อนครบ 5 ปี

ก็ย่อมกระทำได้ ในกรณีของโจทก์นั้น ปรากฏว่าในปีภาษี 2548 โจทก์ซื้อกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพจากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนธนชาติ จำกัด จำนวน 28,925.9784 หน่วย ราคาหน่วยละ 10.3713 บาท เป็นเงิน 300,000 บาท โดยนำไปเป็นค่าลดหย่อนในปีภาษีดังกล่าวเพียง 189,508.03 บาท ดังนั้น ในปีภาษีดังกล่าวโจทก์จึงซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพเกินกว่าสิทธิที่โจทก์นำไปใช้เป็นค่าลดหย่อนภาษี จำนวน 110,491.97 บาท เมื่อคำนวณมูลค่าหน่วยลงทุนที่โจทก์ซื้อไปในปีภาษีดังกล่าวในราคาหน่วยละ 10.3713 บาท แล้วจะเห็นได้ว่าโจทก์ยังเหลือหน่วยลงทุนที่ซื้อมาในปีภาษี 2548 เกินกว่าหน่วยลงทุนที่นำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้ จำนวน 10,653.6278 หน่วย

โจทก์จึงมีสิทธิที่จะขายหน่วยลงทุนที่เหลือเกินจากการใช้สิทธินำไปหักลดหย่อนภาษีดังกล่าวได้โดยไม่จำต้องถือไว้จนครบ 5 ปี แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าในปี 2549 โจทก์ขายหน่วยลงทุนส่วนที่โจทก์ซื้อเกินสิทธิในปี 2548 จำนวน 10,653.6278 หน่วย ดังกล่าวไปในราคาหน่วยละ 10.5164 บาท เป็นเงิน 112.037.81 บาท เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับประโยชน์จากส่วนต่างของราคาหน่วยลงทุนที่เพิ่มขึ้นจำนวน 1545.84 บาท ซึ่งโจทก์ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากส่วนต่างดังกล่าวในปีที่ขายหน่วยลงทุน แต่หน่วยลงทุนที่โจทก์ใช้สิทธินำไปหักลดหย่อนภาษีแล้วก็มิได้ลดน้อยลง โจทก์จึงยังคงมีสิทธิได้รับยกเว้นภาษีเงินได้จากการซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพตามฟ้อง ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการสั่งคืนเงินภาษีอากรผิดพลาด หนังสือแจ้งการยกเลิกหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากรและหนังสือแจ้งคำสั่งการอุทธรณ์คำสั่งแจ้งคืนเงินภาษีอากรผิดพลาดตามฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
นพพร โพธิรังสิยากร · ไสลเกษ วัฒนพันธุ์ · ไมตรี ศรีอรุณ
ศาลล่าง
ศาลภาษีอากรกลาง - นายเฉลิมชัย จินะปริวัตอาภรณ์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ภษ.46/2552
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ162/2551
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ11/2552
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกภาษีอากร
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้