Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17401/2557

พ.ศ. 2557 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบโดยอ้างว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น จึงอยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 เมื่อจำเลยที่ 1 ฎีกาโดยไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง กล่าวคือไม่ขออนุญาตศาลฎีกาให้รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ไว้วินิจฉัย คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2555 ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง, 100 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 55, 72 วรรคหนึ่ง วรรคสาม, 78 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า เดิมเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีน 400 เม็ด ซึ่งซุกซ่อนอยู่ในรถยนต์กระบะที่จำเลยที่ 1 ขับ เหตุเกิดที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และต่อมาจำเลยที่ 1 นำเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นที่บ้านเลขที่ 50 หมู่ที่ 9 ตำบลขุนทะเล อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช พบจำเลยที่ 2 ยึดได้เมทแอมเฟตามีนอีก 400 เม็ด

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 400 เม็ด ซึ่งซุกซ่อนอยู่ในรถยนต์กระบะไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษไปแล้ว ต่อมาโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอีก 400 เม็ด ซึ่งยึดได้ที่บ้านจำเลยที่ 1 เลขที่ 50 หมู่ที่ 9 ตำบลขุนทะเล อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช และข้อหาความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ แต่ต่อมาจำเลยที่ 1 เห็นว่า เมทแอมเฟตามีน 400 เม็ดแรก และ 400 เม็ดหลัง จำเลยที่ 1 ถูกจับกุมในคราวเดียวกันเพียงแต่เมทแอมเฟตามีนแยกกันเก็บเท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดกรรมเดียว เมื่อศาลพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในคดีแรกไปแล้ว โจทก์มาฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีหลังนี้อีกไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 อีกจึงเป็นการไม่ชอบ

อีกประการหนึ่งจำเลยที่ 1 ถูกจับในเขตอำนาจของสถานีตำรวจภูธรเมืองนครศรีธรรมราช แต่พนักงานสอบสวนส่งตัวจำเลยที่ 1 ไปดำเนินคดีที่สถานีตำรวจภูธรลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นการสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนที่ไม่ใช่พนักงานผู้รับผิดชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้น ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ เนื่องด้วยมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ทั้งจำเลยที่ 1 ก็มิได้ยื่นฎีกาพร้อมกับคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อให้ศาลฎีการับฎีกาของจำเลยที่ 1 ไว้วินิจฉัยแต่อย่างใด คดีนี้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงถึงที่สุดแล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 18 ให้ยกคำร้อง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบโดยอ้างว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้นั้น จึงอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ซึ่งมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติว่า "ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งโดยมิชักช้า และภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติ มาตรา 16 และมาตรา 19 คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์เฉพาะการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้เป็นที่สุด" และมาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แล้ว

คู่ความอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือน นับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้นให้คู่ความฝ่ายที่ขออนุญาตฎีกาฟัง เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยก็ได้" ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 ฎีกาโดยไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาจำเลยที่ 1 จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ 1

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อดิศักดิ์ ปัตรวลี · ทวีศักดิ์ ทองภักดี · เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช - นายฉันทพัฒน์ อุไรกุล
ศาลอุทธรณ์ - นายวิชาญ กาญจนะ
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.4026/2557
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ484/2552
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ646/2553
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้