Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1745/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

พนักงานอัยการมีตำแหน่งหน้าที่เป็นทนายแผ่นดินมีกฎหมายบัญญัติให้มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนไว้มากหลายการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานอัยการจึงต้องมีอิสระปราศจากอิทธิพลทั้งภายนอกจากทางการเมืองและภายในจากการใช้อำนาจไม่เป็นธรรมของผู้บังคับบัญชาเจตนารมย์ของกฎหมายที่ประสงค์จะให้ประธานก.อ.ที่มาจากการเลือกตั้งเป็นผู้ถ่วงดุลย์อำนาจของอัยการสูงสุดไม่ให้มีอิทธิพลเหนือข้าราชการอัยการทั้งปวงมากจนเกินไปอันเป็นการปกป้องคุ้มครองข้าราชการอัยการให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้โดยอิสระปราศจากอิทธิพลครอบงำใดๆเพื่อให้การอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนเป็นไปด้วยความเที่ยงธรรมและมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริงการที่จะแปลกฎหมายตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการพ.ศ.2521มาตรา15ตรีวรรคสี่แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับที่49ข้อ5และมาตรา20วรรคสองที่บัญญัติเป็นข้อยกเว้นให้อัยการสูงสุดในฐานะรองประธานก.อ.ทำหน้าที่ประธานก.อ.ได้ชั่วคราวในระหว่างที่ประธานก.อ.พ้นจากตำแหน่งหรือไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้โดยให้หมายความรวมถึงรองประธานก.อ.ทำหน้าที่ประธานได้ในระหว่างที่ประธานก.อ.ยังไม่พ้นจากตำแหน่งย่อมเป็นการแปลขยายความเพิ่มอำนาจให้แก่อัยการสูงสุดให้มีอำนาจตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้าราชการอัยการที่ถูกกล่าวหาว่าทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงได้ทุกระดับชั้นขัดต่อพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการพ.ศ.2521มาตรา54และขัดต่อเจตนารมย์ของกฎหมายที่มุ่งหมายให้มีการถ่วงดุลย์อำนาจซึ่งกันและกันจึงไม่อาจกระทำได้ คณะกรรมการอัยการ(ก.อ.)มีกรรมการทั้งหมด14คนตราบใดที่มีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่า7คนแม้ประธานก.อ.ไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ก.อ.ก็สามารถดำเนินการประชุมต่อไปได้โดยให้รองประธานก.อ.เป็นประธานในที่ประชุมถ้าประธานก.อ.หรือรองประธานก.อ.ไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ให้กรรมการอัยการในที่ประชุมเลือกกรรมการอัยการคนหนึ่งเป็นประธานโดยอัยการสูงสุดมีหน้าที่เสนอเรื่องที่จะประชุมต่อก.อ.โดยไม่ตัดสิทธิกรรมการก.อ.คนหนึ่งคนใดที่จะเสนอตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการพ.ศ.2521มาตรา20และ21แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับที่49ข้อ7และข้อ8กิจการทั้งหลายทั้งปวงของอัยการไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแต่งตั้งข้าราชการอัยการการโอนย้ายข้าราชการอัยการไปเป็นข้าราชการธุรการหรือหน่วยงานอื่นหรือย้ายกลับมาเป็นข้าราชการอัยการการเลื่อนขั้นเงินเดือนการออกข้อกำหนดการเลื่อนเงินเดือนการกำหนดหลักสูตรและวิธีการสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการอัยการการให้ข้าราชการอัยการซึ่งขาดคุณสมบัติบางประการออกจากราชการและอื่นๆบรรดาที่บัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของก.อ.ก็จักสามารถดำเนินการต่อไปได้คงมีแต่เฉพาะเรื่องการลงโทษข้าราชการอัยการในขั้นที่ร้ายแรงเท่านั้นที่ต้องมีบทกฎหมายบัญญัติกำกับไว้เป็นกรณีพิเศษแต่หากมีกรณีที่พนักงานอัยการคนหนึ่งคนใดกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงเป็นที่ปรากฏอย่างชัดแจ้งโดยไม่หวั่นเกรงต่อกฎหมายบ้านเมืองหรือให้ถ้อยคำรับสารภาพเป็นหนังสือต่อผู้บังคับบัญชาจำเป็นจะต้องลงโทษข้าราชการอัยการผู้นั้นโดยฉับพลันแล้วพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการพ.ศ.2521มาตรา56แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับที่49ข้อ7ก็บัญญัติให้อำนาจประธานก.อ.สั่งลงโทษได้โดยไม่ต้องสอบสวนหรือถ้าประธานก.อ.ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ก็สามารถมอบหมายให้ผู้บังคับบัญชาลงโทษแทนได้ เมื่อคำสั่งสำนักงานอัยการสูงสุดเรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยแก่โจทก์ซึ่งเป็นข้าราชการอัยการชั้น4ขัดต่อพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการพ.ศ.2521มาตรา54(2)แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับที่49และข้อ7และข้อ8จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเท่ากับยังไม่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นทำการสอบสวนโจทก์จึงไม่มีผลของการสอบสวนที่ชอบด้วยกฎหมายที่อัยการสูงสุดจะทำความเห็นรายงานให้ก.อ.มีอำนาจลงมติให้ลงโทษโจทก์ตามมาตรา54วรรคห้าแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับที่49ข้อ7และข้อ8ได้มติคณะกรรมการอัยการที่ให้ลงโทษปลดโจทก์ออกจากราชการและคำสั่งสำนักงานอัยการสูงสุดที่สั่งลงโทษปลดโจทก์ออกจากราชการตามมติคณะกรรมการอัยการดังกล่าวจึงเป็นมติและคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.พ.พ. มาตรา 420 พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ.2521 มาตรา 15 พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ.2521 มาตรา 20 พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ.2521 มาตรา 21 พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ.2521 มาตรา 43 พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ.2521 มาตรา 54 พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ.2521 มาตรา 56 พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ.2521 มาตรา 57

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นข้าราชการอัยการชั้น 4 ตำแหน่งอัยการจังหวัดประจำกรม สำนักงานคดีแพ่งธนบุรี สำนักงานอัยการสูงสุดจำเลยที่ 1 เป็น ข้าราชการอัยการชั้น 8 ตำแหน่งอัยการสูงสุดและเป็นรองประธานคณะกรรมการอัยการ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 เป็นข้าราชการอัยการและเป็นกรรมการอัยการโดยตำแหน่ง จำเลยที่ 8ถึงที่ 10 เป็นข้าราชการอัยการ จำเลยที่ 11 ถึงที่ 13 เป็นข้าราชการอัยการบำนาญ จำเลยที่ 8 ถึงที่ 13 เป็นกรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒินายกมล วรรณประภา เป็นประธานคณะกรรมการอัยการระหว่างวันที่ 1 ถึงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2536 จำเลยที่ 1 ในฐานะอัยการสูงสุดได้ออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนชั้นต้นเพื่อสอบข้อเท็จจริงเรื่องที่นายประหยัด

บุญญฤทธิ์ร้องเรียนว่าโจทก์ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ เมื่อคณะกรรมการสอบสวนชั้นต้นรายงานผลการสอบสวนชั้นต้นต่อจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ในฐานะประธานกรรมการอัยการทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการอัยการได้ออกคำสั่งสำนักงานอัยการสูงสุดที่ 68/2536 ลงวันที่ 20 เมษายน 2536 ตั้งคณะกรรมการสอบสวนโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจคำสั่งดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย คณะกรรมการสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวนโจทก์ โจทก์ได้มีหนังสือคัดค้านไปยังจำเลยทั้งสิบสามกับรองนายกรัฐมนตรีซึ่งได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้บังคับบัญชาสำนักงานอัยการสูงสุดและมีหนังสือร้องเรียนคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ เพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่ง ต่อมาสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 แก้ไขคำสั่งให้ถูกต้อง

ครั้นวันที่ 15มิถุนายน 2536 จำเลยที่ 1 เรียกประชุมคณะกรรมการอัยการ ครั้งที่6/2536 เพื่อพิจารณาลงโทษทางวินัยแก่โจทก์ นายกมล วรรณประภาไม่ได้เข้าประชุมจำเลยที่ 1 เป็นประธานที่ประชุมแทน คณะกรรมการอัยการลงมติว่าจำเลยที่ 1 มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนโจทก์ทั้งนี้จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิเข้าประชุมเพราะเป็นการพิจารณาเรื่องเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 เข้าประชุมและชักจูงที่ประชุมให้คล้อยตามความเห็นของจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสิบสามจงใจลงมติโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ต่อจากนั้นจำเลยทั้งสิบสามได้ลงมติว่า โจทก์กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงให้ปลดออกจากราชการซึ่งเป็นมติที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายเป็นการจงใจกระทำละเมิดต่อโจทก์

กลั่นแกล้งให้โจทก์ได้รับความเสียหายในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 ในฐานะรองประธานคณะกรรมการอัยการทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการอัยการได้ออกคำสั่งสำนักงานอัยการสูงสุดที่ 133/2536ลงวันที่ 15 มิถุนายน 2536 ลงโทษปลดโจทก์ออกจากราชการโดยจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จงใจกลั่นแกล้งกระทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงานอัยการสูงสุดที่ 68/2536 ลงวันที่ 20 เมษายน2536 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยเพิกถอนมติคณะกรรมการอัยการ ครั้งที่ 6/2536 ลงวันที่ 15 มิถุนายน 2536 ที่ลงโทษปลดโจทก์ออกจากราชการ เพิกถอนคำสั่งสำนักงานอัยการสูงสุดที่133/2536 ลงวันที่ 15 มิถุนายน 2536 ที่สั่งลงโทษปลดโจทก์ออกจากราชการจำเลยทั้งสิบสามให้การว่า

โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 4เพราะจำเลยที่ 4 ไม่ได้เข้าประชุมคณะกรรมการอัยการ ครั้งที่6/2536 จำเลยที่ 1 ได้ออกคำสั่งสำนักงานอัยการสูงสุดที่ 68/2536เนื่องจากนายกมล วรรณประภา ประธานคณะกรรมการอัยการไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ จำเลยที่ 1 ในฐานะรองประธานคณะกรรมการอัยการทำหน้าที่แทนประธานคณะกรรมการอัยการจึงเป็นผู้ลงนามในคำสั่งดังกล่าวเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2536 ในขณะมีการประชุมคณะกรรมการอัยการครั้งที่ 4/2536 ซึ่งประธานคณะกรรมการอัยการป่วยไม่มาประชุมและไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ การออกคำสั่งดังกล่าวไม่ใช่เรื่องต้องทำเองเฉพาะตัว แต่เป็นเรื่องที่ทำแทนกันได้คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 มีสิทธิเข้าประชุมคณะกรรมการอัยการ ครั้งที่ 6/2536 การที่จำเลยที่ 1ลงนามในคำสั่งสำนักงานอัยการสูงสุดที่ 68/2536 ไม่ถือว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนได้เสียในระเบียบวาระการประชุม

การประชุมคณะกรรมการอัยการครั้งที่ 6/2536 จึงชอบด้วยกฎหมายและมติคณะกรรมการอัยการให้ลงโทษปลดโจทก์ออกจากราชการย่อมเป็นการใช้อำนาจหน้าที่โดยชอบและโดยสุจริต มิได้มุ่งให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ใดคำสั่งสำนักงานอัยการสูงสุดที่ 133/2536 ออกตามมติคณะกรรมการอัยการ ครั้งที่ 6/2536 และผู้บังคับบัญชาได้สั่งไปตามอำนาจหน้าที่โดยชอบจำเลยทั้งสิบสามไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ และไม่ได้กลั่นแกล้งโจทก์ให้ได้รับความเสียหาย

โจทก์ฟ้องขอเพิกถอนคำสั่งเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้น พิพากษายก ฟ้องโจทก์ อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนโจทก์ ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประเด็นสำคัญว่า คำสั่งสำนักงานอัยการสูงสุดที่ 68/2536ลงวันที่ 20 เมษายน 2536 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยชอบหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ พนักงานอัยการมีตำแหน่งหน้าที่เป็นทนายแผ่นดิน มีกฎหมายบัญญัติให้มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนไว้มากหลายการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานอัยการจึงต้องมีอิสระ ปราศจากอิทธิพลทั้งภายนอกจากทางการเมือง และภายในจากการใช้อำนาจไม่เป็นธรรมของผู้บังคับบัญชาพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ

พ.ศ.2521 มาตรา 15 จึงบัญญัติให้มีคณะกรรมการอัยการหรือ ก.อ.เป็นองค์การบริหารงานของอัยการโดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นข้าราชการเมืองอาจใช้อิทธิพลก้าวก่ายการปฏิบัติหน้าที่ในทางคดีของพนักงานอัยการได้ ต่อมาจึงมีประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับที่ 47, 48 และ 49 ออกมาแก้ไขปรับปรุงระบบการบริหารงานยุติธรรมในส่วนที่เกี่ยวกับงานของอัยการเสียใหม่ ด้วยการจัดตั้งสำนักงานอัยการสูงสุดขึ้นภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี โอนบรรดาอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการของกรมอัยการ กระทรวงมหาดไทยไปเป็นของสำนักงานอัยการสูงสุดเปลี่ยนประธาน ก.อ. จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน

ก.อ. ที่มาจากข้าราชการบำนาญซึ่งได้รับเลือกตั้งจากพนักงานอัยการแต่งตั้งชั้น 2 ขึ้นไปทั่วประเทศอันเป็นการป้องกันอิทธิพลจากการเมืองและในขณะเดียวกันก็มีบุคคลภายนอกที่ได้รับความไว้วางใจจากพนักงานอัยการคอยระแวดระวังมิให้ข้าราชการประจำที่เป็นผู้บังคับบัญชาใช้อิทธิพลครอบงำข้าราชการชั้นผู้น้อยอยู่ใต้บังคับบัญชา อันจะทำให้งานของอัยการมีความเป็นอิสระ เกิดประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ ทำให้เกิดความเป็นธรรมแก่ประชาชนโดยรวม สมดังเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ ที่ปรากฏอยู่ในหลักการและเหตุผลของการตรากฎหมายดังกล่าว อย่างไรก็ตาม พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2521 มาตรา 43 แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 49 ข้อ 8 บัญญัติว่า"ข้าราชการอัยการต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาซึ่งสั่งในหน้าที่ราชการโดยชอบด้วยกฎหมาย

ห้ามมิให้ขัดขืนหลีกเลี่ยงถ้าไม่เห็นพ้องด้วยคำสั่งนั้นจะเสนอความเห็นทัดทานเป็นหนังสือก็ได้ แต่ต้องเสนอโดยด่วน และเมื่อได้ทัดทานดังกล่าวแล้วผู้บังคับบัญชามิได้สั่งถอนหรือแก้ไขคำสั่งที่สั่งไป ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาต้องปฏิบัติตามแต่ให้ผู้บังคับบัญชารายงานขึ้นไปยังอัยการสูงสุดตามลำดับ" และวรรคสองบัญญัติว่า "ในการปฏิบัติราชการ ห้ามมิให้กระทำการข้ามผู้บังคับบัญชาเหนือตนเว้นแต่จะได้รับอนุญาต" ดังนี้ ย่อมเป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจแก่ผู้บังคับบัญชาและอาจเปิดโอกาสให้ผู้บังคับบัญชามีอิทธิพลเหนือข้าราชการอัยการซึ่งอยู่บังคับบัญชาได้เหตุนี้ บทกฎหมายในส่วนที่ให้ผู้บังคับบัญชาลงโทษข้าราชการอัยการได้อย่างรุนแรงอันได้แก่บทบัญญัติที่ว่าด้วยวินัย

การรักษาวินัย และการลงโทษ ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2521 มาตรา 54แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับที่ 49 ข้อ 7 และ ข้อ 8 จึงบัญญัติให้อำนาจประธาน ก.อ.และอำนาจอัยการสูงสุดในการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้าราชการอัยการที่กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงที่มีโทษถึงไล่ออก ปลดออกหรือให้ออกไว้มากน้อยแตกต่างกันอย่างชัดเจนกล่าวคือ มาตรา 54 แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 49 ข้อ 7และ ข้อ 8 บัญญัติว่า "ข้าราชการอัยการผู้ใดซึ่งผู้บังคับบัญชาเห็นว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงที่มีโทษถึงไล่ออก ปลดออกหรือให้ออกให้ผู้บังคับบัญชาต่อไปนี้ แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นอย่างน้อยสามคน เพื่อทำการสอบสวนคือ (1)

ประธาน ก.อ. สำหรับข้าราชการอัยการทุกชั้น (2) อัยการสูงสุดสำหรับข้าราชการอัยการซึ่งได้รับเงินเดือนชั้น 1 ถึงชั้น 2" อำนาจของประธาน ก.อ.ที่จะแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้าราชการอัยการที่กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงจึงมีมากกว่าอำนาจของอัยการสูงสุด ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของข้าราชการอัยการทั้งปวงและอำนาจของประธาน ก.อ.เช่นว่านี้ แม้ขณะที่ประธาน ก.อ.พ้นจากตำแหน่งก็มีมาตรา 15 ตรี วรรคสาม แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 49 ข้อ 5 บัญญัติให้ดำเนินการเลือกตั้งประธาน ก.อ. ใหม่ให้แล้วเสร็จโดยเร็วภายใน 60 วัน นับแต่วันพ้นจากตำแหน่ง และให้อำนาจอัยการสูงสุดในฐานะรองประธาน ก.อ.ทำหน้าที่ประธาน

ก.อ. ได้เพียงชั่วคราวในระยะเวลาดังกล่าวเท่านั้น จึงเป็นข้อชี้ชัดแสดงให้เห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ประสงค์จะให้ประธาน ก.อ.ที่มาจากการเลือกตั้งเป็นผู้ถ่วงดุลย์อำนาจของอัยการสูงสุดไม่ให้อิทธิพลเหนือข้าราชการอัยการทั้งปวงมากจนเกินไป อันเป็นการปกป้องคุ้มครองข้าราชการอัยการให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้โดยอิสระ ปราศจากอิทธิพลครอบงำใด ๆ เพื่อให้การอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนเป็นไปด้วยความเที่ยงธรรมและมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ดังนั้นการที่จะแปลกฎหมายตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2521 มาตรา 15 ตรี วรรคสี่แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับที่ 49 ข้อ 5 และมาตรา 20 วรรคสอง ที่บัญญัติเป็นข้อยกเว้นให้อัยการสูงสุดในฐานะรองประธาน

ก.อ. ทำหน้าที่ประธาน ก.อ.ได้ชั่วคราวในระหว่างที่ประธาน ก.อ.พ้นจากตำแหน่งหรือไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้โดยให้หมายความรวมถึงให้รองประธาน ก.อ.ทำหน้าที่ประธาน ก.อ.ได้ในระหว่างที่ประธาน ก.อ.ยังไม่พ้นจากตำแหน่ง ย่อมเป็นการแปลขยายความเพิ่มอำนาจให้แก่อัยการสูงสุดให้มีอำนาจตั้งคณะกรรมการสอบสวน ข้าราชการอัยการที่ถูกกล่าวหาว่าทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงได้ทุกระดับชั้น ขัดต่อพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2521 มาตรา 54ข้างต้น และขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งหมายให้มีการถ่วงดุลย์อำนาจซึ่งกันและกันดังที่ได้วินิจฉัยมาเป็นลำดับจึงไม่อาจกระทำได้มิเช่นนั้นแล้วจะเปิดโอกาสให้มีการอ้างเหตุว่าประธาน

ก.อ.ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ไม่ว่าโดยทางใด แล้วใช้อำนาจของประธาน ก.อ.นั้นไป ในทางที่ไม่ชอบไม่ควร รวมทั้งอาจใช้อำนาจสั่งพักราชการข้าราชการอัยการคนหนึ่งคนใดตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2521 มาตรา 57 แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 49 ข้อ 7 และข้อ 8ได้อีกด้วย เหตุนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องรักษาเจตนารมณ์ของกฎหมายดังกล่าวไว้ เพื่อปกป้องการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการอัยการให้เป็นอิสระเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนโดยส่วนรวมอนึ่ง ก.อ. มีกรรมการทั้งหมด 14 คน ตราบใดที่มีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่า 7 คน แม้ประธาน ก.อ.ไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ก.อ.ก็สามารถดำเนินการประชุมต่อไปได้ โดยให้รองประธาน

ก.อ.เป็นประธานในที่ประชุม ถ้าประธาน ก.อ.หรือรองประธาน ก.อ.ไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการอัยการในที่ประชุมเลือกกรรมการอัยการคนหนึ่งเป็นประธานโดยอัยการสูงสุดมีหน้าที่เสนอเรื่องที่จะประชุมต่อ ก.อ. โดยไม่ตัดสิทธิกรรมการ ก.อ.คนหนึ่งคนใดที่จะเสนอ ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2521 มาตรา 20 และ 21 แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 49ข้อ 7 และข้อ 8 กิจการทั้งหลายทั้งปวงของอัยการไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแต่งตั้งข้าราชการโอนย้ายข้าราชการอัยการไปเป็นข้าราชการธุรการหรือหน่วยงานอื่นหรือย้ายกลับมาเป็นข้าราชการอัยการเลื่อนขั้นเงินเดือน การออกข้อกำหนดการเลื่อนเงินเดือนการกำหนดหลักสูตรและวิธีการสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการอัยการ

การให้ข้าราชการอัยการซึ่งขาดคุณสมบัติบางประการออกจากราชการและอื่น ๆ บรรดาที่บัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของก.อ. ก็จักสามารถดำเนินการต่อไปได้อย่างราบรื่นตามปกติดังที่จำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุม ก.อ. ตลอดมาหาได้มีอุปสรรคเพราะความป่วยเจ็บของประธาน ก.อ. หรือเพราะประธาน ก.อ.ไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้แต่อย่างใดไม่คงมีแต่เฉพาะเรื่องการลงโทษข้าราชการอัยการในขั้นที่ร้ายแรงเท่านั้น ที่ต้องมีบทกฎหมายบัญญัติกำกับไว้เป็นกรณีพิเศษดังเหตุผลตามที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว ถึงกระนั้นก็ตาม หากมีกรณีที่พนักงานอัยการคนหนึ่งคนใดกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงเป็นที่ปรากฏอย่างชัดแจ้งโดยไม่หวั่นเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง หรือให้ถ้อยคำรับสารภาพเป็นหนังสือต่อผู้บังคับบัญชา

จำเป็นจะต้องลงโทษข้าราชการอัยการผู้นั้นโดยฉับพลันแล้วพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2521 มาตรา 56 แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 49 ข้อ 7 ก็บัญญัติให้อำนาจประธาน ก.อ.สั่งลงโทษได้โดยไม่ต้องสอบสวน หรือถ้าประธาน ก.อ.ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ก็สามารถมอบหมายให้ผู้บังคับบัญชาลงโทษแทนได้โดยไม่ก่อให้เกิดอุปสรรคในการที่จะอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนแต่ประการใดด้วยเหตุผลที่ได้วินิจฉัยมาโดยลำดับ คำสั่งสำนักงานอัยการสูงสุดที่ 68/2536 ลงวันที่ 20 เมษายน 2536 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยแก่โจทก์ซึ่งเป็นข้าราชการอัยการชั้น 4ขัดต่อพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ

พ.ศ. 2521มาตรา 54(2) แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 49 ข้อ 7 และข้อ 8 จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเท่ากับยังไม่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นทำการสอบสวนโจทก์ จึงไม่มีผลของการสอบสวนที่ชอบด้วยกฎหมายที่อัยการสูงสุดจะทำความเห็นรายงานให้ ก.อ. มีอำนาจลงมติให้ลงโทษโจทก์ตามมาตรา 54 วรรคห้า แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 49 ข้อ 7 และข้อ 8 ได้ ดังนั้นมติคณะกรรมการอัยการ ครั้งที่ 6/2536 ลงวันที่ 15 มิถุนายน 2536ที่ให้ลงโทษปลดโจทก์ออกจากราชการและคำสั่งสำนักงานอัยการสูงสุดที่ 133/2536 ลงวันที่ 15 มิถุนายน 2536 ที่สั่งลงโทษปลดโจทก์ออกจากราชการตามมติคณะกรรมการอัยการดังกล่าว จึงเป็นมติและคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายพิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงานอัยการสูงสุดที่ 68/2536 ลงวันที่ 20 เมษายน 2536 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย

เพิกถอนมติคณะกรรมการอัยการ ครั้งที่ 6/2536ลงวันที่ 15 มิถุนายน 2536 ที่ให้ลงโทษปลดโจทก์ออกจากราชการและเพิกถอนคำสั่งสำนักงานอัยการสูงสุดที่ 133/2536 ลงวันที่15 มิถุนายน 2536 ที่สั่งลงโทษปลดโจทก์ออกจากราชการนั้นเสีย

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุพล พันธุมโน · สุรินทร์ นาควิเชียร · ถวิล อินทรักษา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4684/2568

จำเลยและบุตรสาวโจทก์ได้อยู่กินฉันสามีภริยากันมาประมาณ 4 ปี 8 เดือน ซึ่งญาติทั้งฝ่ายจำเลยและฝ่ายบุตรสาวโจทก์ต่างก็รับรู้ เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงกันให้โจทก์เป็นผู้จัดงานพิธีแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณีท้องถ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2359/2567

จำเลยที่ 1 เป็นกรรมการของโจทก์อยู่ขณะเข้าไปเป็นกรรมการของจำเลยที่ 3 ซึ่งประกอบกิจการค้าขายอันมีสภาพเป็นอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับการค้าขายของโจทก์ อันเป็นการฝ่าฝืนต่อหน้าที่ของกรรมการซึ่งจะต้อง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2008/2567

โจทก์บรรยายฟ้องว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้บริเวณลานจอดรถชั้นใต้ดินอันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 กล่าวคือ จำเลยที่ 1 ปล่อยปละละเลยไม่ดำเนินการหรือจัดให้มีการดับเพลิงอย่างทันท่วงทีจนเป็นเหตุให้ไฟล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1953/2567

จำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองรถที่โจทก์รับประกันภัยยินยอมให้จำเลยที่ 1 ขับรถในขณะเกิดเหตุ ทั้งที่ทราบดีว่าจำเลยที่ 1 เมาสุราซึ่งจากผลการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์จำเลยที่ 1 มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสูงถึง 102…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1765/2567

แม้ในคดีก่อนศาลพิพากษาให้รื้อถอนกำแพงคอนกรีตอิฐบล็อกที่ปิดทางภาระจำยอมออก มิได้ระบุให้รื้อถอนหลังคาคอนกรีตเสริมเหล็กและเสาปูนด้วย แต่ก่อนทำการรื้อถอนเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งข้อเท็จจริงต่อศาลช…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้