Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1751/2523

พ.ศ. 2523 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

สโมสรนายทหารกองรบพิเศษ (พลร่ม) ที่ 1 ตั้งสวัสดิการเงินกู้ขึ้น ดำเนินงานโดยคณะกรรมการซึ่งผู้บังคับการเป็นผู้แต่งตั้งตามตำแหน่งของหน่วย ผลัดเปลี่ยนกันไปโดยอยู่ในความควบคุมดูแลของผู้บังคับการ ทุนของสวัสดิการเงินกู้ได้มาจากเงินของหน่วยงานกับเงินของข้าราชการที่เป็นสมาชิกสโมสรนำมาฝาก ปี พ.ศ. 2514 จำเลยที่ 1 มาดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกองรบพิเศษฯ แห่งนี้ ได้เป็นประธาน กรรมการสวัสดิการ เงินกู้โดยรองผู้บังคับการเป็นประธานกรรมการ จำเลยที่ 3 ที่ 4 เป็นกรรมการ และจำเลยที่ 4 คงเป็นกรรมการและผู้จัดการตามเดิมต่อไป โจทก์นำเงินเข้าฝากไว้ในสวัสดิการเงินกู้เป็นจำนวน 230,000 บาท สวัสดิการเงินกู้ไม่จ่ายเงินปันผลให้โจทก์ โจทก์จึงเรียกเงินฝากคืนพร้อมทั้งเงินปันผล เช่นนี้ สวัสดิการเงินกู้มิได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล การดำเนินงานทั้งหลายจึงอยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการผู้ได้แต่งตั้งดังปรากฏตามระเบียบว่าด้วยเงินกู้ แม้คณะกรรมการนี้จะมีการแต่งตั้งเปลี่ยนกันไปหลายครั้งตามตำแหน่งนับแต่เริ่มตั้งสวัสดิการเงินกู้จนถึงปัจจุบัน ก็ต้องถือว่าคณะกรรมการใหม่ยอมรับมาซึ่งสิทธิและหน้าที่ตลอดจนความรับผิดจากคณะกรรมการชุดเดิมที่ดำเนินการสวัสดิการเงินกู้ไว้ จะยกข้ออ้างว่าตนเป็นกรรมการโดยตำแหน่งและไม่ได้รับมอบหมายการงานหาได้ไม่ จำเลยที่ 5 รับเงินจากโจทก์ไว้ในนามของคณะกรรมการ ซึ่งกรรมการอื่นต้องร่วมรับผิดในเงินฝากของโจทก์ด้วย และเป็นนิติสัมพันธ์ ทางสัญญาตามกฎหมาย ที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 พ้นจากตำแหน่งกรรมการสวัสดิการ เงินกู้ระหว่างการพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น ไม่เป็นผลลบล้างอำนาจฟ้องของโจทก์ที่มีอยู่เดิม ให้หมดไป สำหรับจำเลยที่ 1 นั้น เมื่อจำเลยที่ 1 เข้ารับตำแหน่งเป็นผู้บังคับบัญชาการ จำเลยที่ 1 ก็เข้าเป็นประธานกรรมการดำเนินการสวัสดิการเงินกู้ต่อมา แม้ต่อมาจำเลยที่ 1 จะไปราชการและแต่งตั้งคณะกรรมการสวัสดิการเงินกู้ขึ้นใหม่คือ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 แต่คณะกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งยังคงอยู่ในความควบคุมดูแลรับผิดชอบของจำเลยที่ 1 เช่นเดิม จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ต่อบุคคลภายนอก เช่นโจทก์ ผู้ได้รับความเสียหายด้วย

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า สโมสรนายทหารกองรบพิเศษ (พลร่ม) ที่ ๑ ตั้งสวัสดิการเงินกู้ขึ้น เพื่อช่วยเหลือข้าราชการในกองรบพิเศษ ฯ นำเงินของหน่วยเป็นทุนเริ่มต้น และเปิดโอกาสให้สมาชิกนำเงินมาฝากเป็นเงินทุน มีกรรมการดำเนินการให้สมาชิกกู้คิดผลประโยชน์ และแบ่งเงินปันผลให้แก่เจ้าของเงิน จำเลยที่ ๒ เป็นประธานกรรมการ จำเลยที่ ๓ ที่ ๔ เป็นกรรมการ จำเลยที่ ๕ เป็นผู้จัดการทั้งนี้อยู่ในความควบคุมดูแลของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้บังคับการกองรบพิเศษ ฯ โจทก์ได้นำเงินฝากเพื่อเป็นทุนสวัสดิการเงินกู้ ๔ ครั้ง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๒๓๐,๐๐๐ บาท ครั้นถึงกำหนดจ่ายเงินปันผล จำเลยทั้งห้ามไม่จ่ายเงินปันผลให้โจทก์ โจทก์จึงขอให้ศาลบังคับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันคืนเงิน ๒๓๐,๐๐๐ บาท

พร้อมเงินปันผลให้โจทก์ จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ให้การว่า โจทก์จะได้นำเงินมาฝากจำเลยที่ ๕ ไว้จริงหรือไม่ไม่ทราบ หากนำมาฝากไว้เพื่อให้กู้ก็เป็นการส่วนตัวระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๕ ไม่เกี่ยวกับสวัสดิการเงินกู้ จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๕ เข้าเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง ไม่เคยได้รับผลประโยชน์จึงไม่ต้องรับผิด โจทก์ไม่บรรยายว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ รับผิดในฐานะอะไรเป็นฟ้องเคลือบคลุม

จำเลยที่ ๕ให้การว่า เงินของโจทก์ ๒๓๐,๐๐๐ บาท ที่นำมาร่วมลงทุนให้กู้ จำเลยที่ ๕ รับไว้ในฐานะกรรมการและได้จัดการให้กู้ไปกับจ่ายดอกเบี้ยในลัษณะเงินปันผลให้โจทก์ตลอดมา จำเลยที่ ๕ได้พ้นจากตำแหน่งกรรมการและได้มอบหลักฐานต่างๆ ให้กรรมการชุดใหม่ เรียบร้อย จำเลยที่ ๕ จึงไม่ต้องรับผิดโจทก์นำเงินมาลงทุนให้กู้เรียกดอกเบี้ยเกิดอัตราที่กฎหมายกำหนด ผู้กู้บางรายตายไปเป็นหนี้สูญ โจทก์ไม่มีอำนาจเรียกคืนจากจำเลย

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ร่วมกันคืนเงิน ๒๓๐,๐๐๐ บาทแก่โจทก์ ยกฟ้องจำเลยที่ ๕ คำขอนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์และจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์จำเลยนำสืบว่า สวัสดิการเงินกู้รายนี้ได้มีการจัดตั้งขึ้นโดยที่ประชุมของสโมสรนายทหารกองรบพิเศษ (พลร่ม) ที่ ๑ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๗ มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนทางการเงินของข้าราชการในสังกัดให้ได้กู้ยืมเงิน ของสวัสดิการไปใช้โดยเสียดอกเบี้ยในอัตราต่ำกว่าที่จะต้องเสียแก่ผู้ให้กู้ภายนอก ดำเนินงานโดยคณะกรรมการซึ่งผู้บังคับการเป็นผู้แต่งตั้งตามตำแหน่งของหน่วย ผลัดเปลี่ยนกันไปโดยอยู่ในความควบคุมดูแลของผู้บังคับการ ทุนของสวัสดิการเงินกู้ได้มาจากเงินของหน่วยงานกับเงินของข้าราชการที่เป็นสมาชิกสโมสรนำมาฝากและทางสวัสดิการเงินกู้ได้นำเงินดอกเบี้ยที่ได้จากการให้กู้ว่าจัดสรรแบ่งให้แก่เจ้าของเงิน แก่หน่วยงาน แก่คณะกรรมการดำเนินงานและแก่ผู้บังคับการ

พ.ศ. ๒๕๑๔ จำเลยที่ ๑ มาดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกองรบพิเศษฯ แห่งนี้ ได้เป็นประธาน กรรมการสวัสดิการ เงินกู้โดยตำแหน่ง ครั้น พ.ศ. ๒๕๑๖ จำเลยที่ ๑ ไปราชการปราบปรามผู้ก่อการร้ายได้แต่งตั้งให้จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นรองผู้บังคับการเป็นประธานกรรมการ จำเลยที่ ๓ ที่ ๔ เป็นกรรมการ และจำเลยที่ ๔ คงเป็นกรรมการและผู้จัดการตามเดิมต่อไป โจทก์นำเงินเข้าฝากไว้ในสวัสดิการเงินกู้ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๗ ถึงวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๑๗ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๒๓๐,๐๐๐ บาท ซึ่งตามระเบียบว่าด้วยสวัสดิการเงินกู้ โจทก์จะได้รับเงินปันผลรายเดือนเดือนละ ๔,๖๐๐ บาท แต่ทางสวัสดิการเงินกู้ ไม่จ่ายเงินปันผลงวดเดือน ธันวาคม ๒๕๑๗ ให้แก่โจทก์ โจทก์ทวงถามเรียกเงินฝากคืนพร้อมเงินปันผลรายเดือนที่ค้างจำเลยไม่ชำระโจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งห้าเป็นคดีนี้

ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๕ เสียก่อนว่า จำเลยที่ ๑ถึงที่ ๔ ต้องร่วมกันรับผิดเงินฝากให้แก่โจทก์หรือไม่ จำเลยกล่าวอ้างในฎีกาว่า จำเลยทั้งสี่มิได้มีนิติสัมพันธ์ในทางใด ๆ กับโจทก์ จำเลยที่ ๑ เป็นประธานกรรมการโดยตำแหน่งมิได้รับมอบหมายงานสวัสดิการเงินกู้เพราะไม่ใช่งานของทางราชการ และเมื่อจำเลยที่ ๑ ได้แต่งตั้งให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ เป็นกรรมการแล้ว จำเลยที่ ๑ มิได้เป็นกรรมการอีก ส่วนจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ก็มิได้รับมอบงาน การดำเนินงานสวัสดิการเงินกู้ เป็นเรื่องของจำเลยที่ ๕ กระทำแต่ผู้เดียว จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า สวัสดิการเงินกู้ นี้มิได้จดทะเบียนนิติบุคคลตามกฎหมาย

การดำเนินงานทั้งหลายจึงอยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการผู้ได้รับแต่งตั้งดังปรากฏตามสำเนาระเบียบว่าด้วยเงินกู้ ฉบับลงวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๐๗ ข้อ ๙ ว่า การปฏิบัติการใด ๆ ที่นอกเหนือจากระเบียบนี้คณะกรรมการเป็นผู้พิจารณาและรับผิดชอบทั้งสิ้น แม้คณะกรรมการนี้จะมีการแต่งตั้งเปลี่ยนกันไปหลายครั้งตามตำแหน่งนับแต่เริ่มตั้งสวัสดิการเงินกู้จนถึงปัจจุบัน ก็ต้องถือว่าคณะกรรมการใหม่ยอมรับมาซึ่งสิทธิและหน้าที่ตลอดจนความรับผิดจากคณะกรรมการชุดเดิมที่ดำเนินการสวัสดิการเงินกู้ไว้ จะยกข้ออ้างว่าตนเป็นกรรมการโดยตำแหน่งและไม่ได้รับมอบหมายการงานหาได้ไม่ ข้อเท็จจริงในคดีนี้ฟังได้ว่าโจทก์ได้นำเงินเข้าฝากไว้ในสวัสดิการเงินกู้หลายครั้งนับแต่

พ.ศ. ๒๕๐๗เป็นต้นมา จนถึงวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๑๗ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๒๓๐,๐๐๐ บาท ตามใบรับเงินเอกสารหมาย จ.๒ โดย จำเลยที่ ๕ เป็นกรรมการและผู้จัดการของสวัสดิการเงินกู้ เป็นผู้ลงลายมือชื่อรับไว้ตามที่ปฏิบัติกันมา ถือได้ว่า จำเลยที่ ๕ กระทำในนามของคณะกรรมการ ซึ่งกรรมการอื่นต้องร่วมรับผิดในเงินฝากของโจทก์ด้วย และเป็นนิติสัมพันธ์ ทางสัญญาตามกฎหมาย และการที่โจทก์นำเงินฝากไว้ไม่มีกำหนดระยะเวลาถอนคืน โจทก์จึงมีสิทธิเรียกคืนได้เมื่อทวงถาม ความปรากฏว่า โจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ผู้เป็นกรรมการรับผิดชอบการดำเนินงานของสวัสดิการเงินกู้ อยู่ให้คืนเงินจำนวนนี้แก่โจทก์แล้ว เมื่อจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ไม่คืนให้ย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์

โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ร่วมกันรับผิดคืนเงินแก่โจทก์ได้ ที่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ อ้างวาระหว่างการพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ได้พ้นจากตำแหน่งกรรมการสวัสดิการ เงินกู้ระหว่างการพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น เห็นว่า ไม่เป็นผลลบล้างอำนาจฟ้องของโจทก์ที่มีอยู่เดิม ให้หมดไป จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ยังคงต้องรับผิดต่อโจทก์ ส่วนสำหรับจำเลยที่ ๑ต้องรับผิดด้วยหรือไม่ เห็นว่า สวัสดิการเงินกู้เป็นสวัสดิการของหน่วยงาน เมื่อจำเลยที่ ๑ เข้ารับตำแหน่งเป็นผู้บังคับบัญชาการ พ.ศ. ๒๕๑๔ จำเลยที่ ๑ ก็เข้าเป็นประธานกรรมการดำเนินการสวัสดิการเงินกู้ต่อมา แม้ในปี พ.ศ. ๒๕๑๖ จำเลยที่ ๑ จะไปราชการปราบปรามผู้ก่อการร้ายและแต่งตั้งคณะกรรมการสวัสดิการเงินกู้ขึ้นใหม่คือ จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ แต่คณะกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งยังคงอยู่ในความควบคุมดูแลรับผิดชอบของจำเลยที่ ๑ เช่นเดิม ฉะนั้น จำเลยที่ ๑ จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ต่อบุคคลภายนอก เช่นโจทก์ ผู้ได้รับความเสียหายด้วย

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วัฒน์ ผดุงจิตร · ชลูตม์ สวัสดิทัต · สนิท อังศุสิงห์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดลพบุรี - นายจิตต์ ญาณะจารี
ศาลอุทธรณ์ - นายดำรง สายเชื้อ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้