คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเข้าทุนกันเป็นหุ้นส่วนสามัญไม่ได้จดทะเบียน ตั้งโรงหีบอ้อยและได้ตกลงกับโจทก์ให้ออกเงินและสิ่งของให้จำเลยเพื่อเป็นทุนในการทำโรงหีบนี้ไปก่อน แล้วจำเลยจะหีบอ้อยส่งน้ำตาลมาขายให้โจทก์ หักกับเงินและสิ่งของที่มอบให้จำเลยไป เมื่อหักบัญชีกันแล้วฝ่ายใดเป็นลูกหนี้ก็ต้องชำระแก่อีกฝ่ายจนครบ เมื่อหักบัญชีแล้วจำเลยเป็นหนี้โจทก์ 49,309.87 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงินดังกล่าวพร้อมทั้งดอกเบี้ยจำเลยที่ 1, 2 ให้การปฏิเสธหลายประการ ส่วนจำเลยที่ 3 ให้การรับผิดตามฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วฟังว่า จำเลยทั้งสามเป็นหุ้นส่วนกันและทำสัญญาให้โจทก์ออกทุนให้ทำโรงหีบอ้อย โดยจำเลยส่งน้ำตาลมาชำระหนี้
เมื่อคิดบัญชีแล้วจำเลยยังเป็นหนี้โจทก์อยู่ 49,309 บาท 87 สตางค์ พิพากษาให้ร่วมกันชำระเงินจำนวนนี้แก่โจทก์จำเลยที่ 1, 2 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 1, 2 ฎีกาศาลฎีกาเชื่อตามคำพยานโจทก์ว่าจำเลยทั้งสามเป็นหุ้นส่วนทำโรงหีบอ้อยแล้วตกลงทำสัญญากันดังฟ้องที่จำเลยที่ 1, 2 อ้างว่า จำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 เช่าที่ดินของจำเลยที่ 2 ตั้งโรงหีบและปลูกอ้อย โดยอ้างหนังสือเช่าลงวันที่ 10 มิถุนายน 2502 นั้น จำเลยไม่ได้ส่งสำเนาให้โจทก์ก่อนวันสืบพยาน 3 วัน เป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 โจทก์ได้แถลงคัดค้านไว้จึงรับเป็นพยานหลักฐานเช่นนั้นไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 86 จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้ให้เช่าที่ดินตั้งโรงหีบอ้อยดังต่อสู้ปัญหาข้อกฎหมายซึ่งจำเลยที่ 1, 2 ฎีกาว่า จำเลยนี้ไม่ได้ทำหนังสือลงลายมือชื่อกู้เงินโจทก์ไป จะฟ้องบังคับแก่จำเลยทั้งสองนี้ไม่ได้นั้น
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์กับจำเลยตกลงกันให้โจทก์ออกเงินและสิ่งของให้จำเลยซึ่งเป็นหุ้นส่วนกันไปทำโรงหีบอ้อย โดยจำเลยตกลงว่าจะส่งน้ำตาลน้ำเชื่อม มาขายให้แก่โจทก์แล้วคิดหักบัญชีกันเป็นครั้งคราวความตกลงเช่นนี้ก็เป็นนิติกรรมสัญญาอย่างหนึ่ง แต่ไม่ใช่การกู้ยืมเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 650, 653แม้จำเลยที่ 1, 2 จะไม่ได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อไว้เมื่อคดีฟังได้ว่าจำเลยซึ่งเป็นหุ้นส่วนกันเป็นลูกหนี้โจทก์อยู่ตามสัญญานั้นแล้วจำเลยก็ต้องร่วมกันรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1050 ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบแล้ว
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน