Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1770/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ก่อนเกิดเหตุมีผู้โดยสารเคาะกระจกให้จำเลยที่1จอดรถจำเลยที่1จึงจอดรถเข้าข้างทางให้ผู้โดยสารลงขณะที่ผู้โดยสารกำลังลงจากรถจำเลยที่2ก็ขับรถจักรยานยนต์แล่นมาชนท้ายรถของจำเลยที่1แม้จะฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่2ขับรถเร็วแต่พฤติการณ์แห่งคดีน่าเชื่อว่าจำเลยที่2ขับรถจักรยานยนต์ตามหลังรถของจำเลยที่ 1ด้วยความประมาทโดยไม่เว้นระยะห่างพอสมควรในระยะที่จะหยุดรถโดยปลอดภัยจำเลยที่2จึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ.2522มาตรา43(4),157

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 300, 91 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา(ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2526 มาตรา 4 พระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. 2522 มาตรา 43, 54, 57, 148, 157, 160 และพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2535 มาตรา 27, 30จำเลย ทั้ง สอง ให้การ ปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 160 ปรับ 1,200 บาทไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30ส่วนจำเลยที่ 1 ให้ยกฟ้องจำเลย ที่ 2 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(4), 157ปรับ 400 บาท

นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีพยานปากใดเบิกคำยืนยันว่า จำเลยที่ 1 จอดรถให้ผู้โดยสารลงโดยกะทันหันและจำเลยที่ 1 มิได้จอดรถกีดขวางทางจราจรแต่อย่างใดพยานหลักฐานโจทก์จึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้ขับรถโดยประมาทปราศจากความระมัดระวังโจทก์มิได้อุทธรณ์ คดีสำหรับจำเลยที่ 1จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นคดีมีปัญหาในชั้นฎีกาว่า จำเลยที่ 2ได้ขับรถจักรยานยนต์โดยประมาท ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. 2522 มาตรา 43, 43(4), 157, 160 หรือไม่

พยานหลักฐานที่โจทก์จำเลยนำสืบฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ได้ขับรถจักรยานยนต์ตามหลังรถของจำเลยที่ 1 หลังจากรถของจำเลยที่ 1แล่นแซงขึ้นหน้าไปแล้ว พยานโจทก์มีนายถวิล ดำโข นายสวาสดิ์ พิศดูนางข้อง จันมณี ผู้โดยสารรถของจำเลยที่ 1 เบิกความต้องกันว่าเมื่อรถของจำเลยที่ 1 แล่นแซงรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 2 ไปแล้วมีผู้โดยสารจะลงจึงเคาะกระจกรถบอกให้จำเลยที่ 1 จอด จำเลยที่ 1จึงจอดรถให้ผู้โดยสารลง ขณะที่ผู้โดยสารกำลังลงจากรถ รถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 2 ก็แล่นเข้าชนท้ายรถของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2นำสืบว่า จำเลยที่ 1 จอดรถโดยกะทันหันห่างรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 2 ซึ่งกำลังแล่นตามหลังมาในระยะ 3 - 4 เมตร จำเลยที่ 2ไม่ได้ห้ามล้อได้พยานยามหักรถหลบไปทางขวาแต่ไม่พ้น จึงเฉี่ยวชนท้ายรถของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 มิได้จอดรถชิดของทาง

ท้ายรถของจำเลยที่ 1 เลี่ยงออกทางถนน แผนที่สังเขปแสดงที่เกิดเหตุเอกสารหมายจ.2 ไม่ถูกต้องเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522มาตรา 43 บัญญัติว่าผู้ขับขี่ต้องขับรถให้ห่างรถคันหน้าพอสมควรในระยะที่จะหยุดรถได้โดยปลอดภัย ในเมื่อจำเป็นต้องหยุดรถ ดังนั้นจึงมีหลักว่า รถที่แล่นตามกัน รถหลังต้องระวังรถหน้าต้องทิ้งระยะห่างพอที่จะหยุดรถได้ทันตามข้ออ้างของจำเลยที่ 2 ข้างต้นนั้นนายภานุมาตร ทองประสม คนนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 2 เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ขับรถไม่เร็วนัก แต่พยานนั่งก้มหน้าเพราะตาอักเสบโดนลมไม่ได้ จึงไม่เห็นเหตุการณ์ ข้ออ้างของจำเลยที่ 2 จึงไม่มีพยานสนับสนุน มีน้ำหนักน้อย

ไม่พอให้รับฟังส่วนข้ออ้างที่ว่าจำเลยที่ 1 มิได้จอดรถชิดขอบทาง ท้ายรถเฉียงออกถนนนั้น โจทก์มีร้อยตำรวจโทชูชาติ ชิณวงศ์พนักงานสอบสวนเบิกความประกอบแผนที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.2 ได้ความว่าขณะไปถึงที่เกิดเหตุพบรถของจำเลยที่ 1 จอดอยู่ในลักษณะขนานกับถนน เมื่อพิจารณาประกอบข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 1 จอดรถให้ผู้โดยสารลง จำเลยที่ 1จึงไม่น่าจะจอดรถในลักษณะดังที่จำเลยที่ 2 อ้าง น่าเชื่อว่าแผนที่สังเขปแสดงที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.2 ได้ทำขึ้นตามความเป็นจริงข้ออ้างของจำเลยที่ 2 ไม่อาจรับฟังได้ ทางพิจารณาได้ความว่าถนนสายทุ่งลุง - บ้านเหนือ ที่เกิดเหตุเป็นถนนราดยางเชื่อมระหว่างหมู่บ้าน กว้างเพียง 5 เมตรเศษ มีช่องเดินรถสองช่องแล่นสวนกัน

รถจึงแล่นได้ไม่เร็วมากนัก พยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่าก่อนเกิดเหตุมีผู้โดยสารเคาะกระจกให้จำเลยที่ 1 จอดรถจำเลยที่ 1 จึงจอดรถเข้าข้างทางให้ผู้โดยสารลง ขณะที่ผู้โดยสารกำลังลงจากรถ จำเลยที่ 2 ก็ขับรถจักรยานยนต์แล่นมาชนท้ายรถของจำเลยที่ 1 แม้จะฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 ขับรถเร็ว แต่พฤติการณ์แห่งคดีน่าเชื่อว่า จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ตามหลังรถของจำเลยที่ 1 ด้วยความประมาทโดยไม่เว้นระยะห่างพอสมควรในระยะที่จะหยุดรถโดยปลอดภัย เป็นการฝ่าฝืนบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ปรีชา เฉลิมวณิชย์ · ธีระจิต ไชยาคำ · สถิตย์ สิทธิลักษณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2981/2568

สำเนาตารางกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของบริษัทประกันภัยกำหนดค่าสินไหมทดแทนระบุจำนวนเงินคุ้มครองผู้ประสบภัยสำหรับการเสียชีวิตไว้ 500,000 บาท โดยกำหนดค่าเสียหายเบื้องต้นไว้ 35,000 บาท ซึ่งตาม พ.ร.บ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4293/2565

ในขณะที่จำเลยกระทำความผิดคดีนี้ ความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตาม ป.อ. มาตรา 291 มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปีและปรับไม่เกินสองแสนบาท ส่วนความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3706/2563

ในคดีอาญาทั่วไป คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ไม่มีบทบัญญัติให้การฎีกาจะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา การฎีกาจึงอยู่ในบังคับตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 2…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12458/2556

การที่พนักงานสอบสวนสอบปากคำ อ. พยานซึ่งเป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี และบันทึกโดยไม่แยกกระทำเป็นส่วนสัดในสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับเด็ก และให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอ และพนักงา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 295/2555

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายแก่กายตาม ป.อ. มาตรา 291 และ 390 ผู้ร้องได้รับความเสียหายเพราะเหตุรถยนต์ที่เฉี่ยวชนกระเด็นมาชนรถยนต์ของ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้