Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1774/2548

พ.ศ. 2548 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายที่จำเลยทั้งสองต้องใช้แก่โจทก์เดือนละ 6,000 บาท ซึ่งเป็นการกำหนดค่าเสียหายจากจำนวนค่าเช่าที่จะได้จากการให้เช่าตึกแถวและที่ดินพิพาท โจทก์ไม่อุทธรณ์ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่าศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายสูงเกินไป ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน แม้จำเลยที่ 2 จะฎีกาปัญหานี้ต่อไป แต่ก็เป็นที่เห็นได้แน่นอนแล้วว่าตึกแถวและที่ดินพิพาทอาจให้เช่าได้ไม่เกินเดือนละ 6,000 บาท ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องขับไล่บุคคลออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 10,000 บาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคสอง ซึ่งห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 มิได้มีเจตนาประวิงคดีในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นก็ดี โดยสภาพและทำเลที่ตั้งของตึกแถวและที่ดินพิพาทอาจให้เช่าได้เพียงไม่เกินเดือนละ 1,000 บาท ก็ดี ล้วนเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 7 อันเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ซื้อที่ดินและตึกแถวพิพาทมาจากการขายทอดตลาด จำเลยทั้งสองอาศัยอยู่ในที่ดินและตึกแถวดังกล่าวก่อนที่โจทก์จะซื้อมาจากการขายทอดตลาดของศาล ต่อมาโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยทั้งสองอยู่ในที่ดินและตึกแถวต่อไปจึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบ แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ที่ดินและตึกแถวอาจให้เช่าได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 12,000 บาท ค่าเสียหายดังกล่าวคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 40,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองพร้อมทั้งบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากตึกแถวและที่ดินของโจทก์แล้วส่งมอบตึกแถวและที่ดินในสภาพเรียบร้อยแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว

นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและค่าเสียหายเดือนละ 12,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะส่งมอบตึกแถวและที่ดินในสภาพเรียบร้อยแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะโจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดินและตึกแถวพิพาท โจทก์มีคำเสนอขายที่ดินและตึกแถวพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 ต้องเพิ่มเงินให้แก่โจทก์ 50,000 บาท จากราคาที่โจทก์ซื้อมา จำเลยที่ 2 มีคำเสนอตอบตกลง สัญญาซื้อขายที่ดินและตึกแถวพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 จึงสมบูรณ์แล้ว ต่อเมื่อถึงวันโอนทางทะเบียน โจทก์ไม่ยอมรับเงินและไม่ยอมจดทะเบียนโอนที่ดินและตึกแถวพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โจทก์ไม่ได้เสียหายตามฟ้องเนื่องจากตึกแถวพิพาทหากให้เช่าจะได้เช่าไม่เกินเดือนละ 1,000 บาท โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 2 ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยที่ 2 ประวิงคดี ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 เลื่อนคดีและมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยที่ 2

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารให้ขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและตึกแถวพิพาท ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหาย 10,600 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ 6,000 บาท นับแต่วันที่ 18 กันยายน 2543 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะส่งมอบที่ดินและตึกแถวพิพาทในสภาพเรียบร้อยแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากตึกแถวและที่ดินพิพาท จำเลยที่ 2 มิได้โต้แย้งกรรมสิทธิ์ แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าตึกแถวและที่ดินพิพาทอาจให้เช่าได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 12,000 บาท จึงขอเรียกค่าเสียหายเดือนละ 12,000 บาท แต่จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่าอาจให้เช่าได้เพียงไม่เกินเดือนละ 1,000 บาท และศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ฟังไม่ได้ว่าตึกแถวและที่ดินพิพาทอาจให้เช่าได้เดือนละ 12,000 บาท ดังฟ้อง แต่ตึกแถวและที่ดินพิพาทอยู่ในแหล่งธุรกิจ จึงกำหนดเป็นค่าเสียหายที่จำเลยทั้งสองต้องใช้แก่โจทก์เดือนละ 6,000 บาท ซึ่งเป็นการกำหนดค่าเสียหายจากจำนวนค่าเช่าที่จะได้จากการให้เช่าตึกแถวและที่ดินพิพาท

โจทก์ไม่อุทธรณ์ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่าศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายสูงเกินไป ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน แม้จำเลยที่ 2 จะยังคงฎีกาปัญหานี้ต่อไปอีก แต่ก็เป็นที่เห็นได้แน่นอนแล้วว่าตึกแถวและที่ดินพิพาทอาจให้เช่าได้ไม่เกินเดือนละ 6,000 บาท ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องขับไล่บุคคลออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง ซึ่งห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริง ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 มิได้มีเจตนาประวิงคดีในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นก็ดี โดยสภาพและทำเลที่ตั้งของตึกแถวและที่ดินพิพาทอาจให้เช่าได้เพียงไม่เกินเดือนละ 1,000 บาทก็ดี

ล้วนเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 7 อันเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 เพราะโจทก์ได้เสนอขายตึกแถวและที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ได้สนองตอบ สัญญาซื้อขายตึกแถวและที่ดินพิพาทจึงสมบูรณ์แล้วนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับฟัองข้อเท็จจริงว่า ข้อต่อสู้ดังกล่าวเป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอยๆ จำเลยที่ 2 ไม่มีพยานหลักฐานให้รับฟังดังที่ให้การ ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 2 จึงฟังไม่ขึ้น ดังนี้ ฎีกาดังกล่าวของจำเลยที่ 2 ที่ว่า จำเลยที่ 2 มีคำสนองถึงโจทก์แล้ว จึงเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมาย อันเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง เช่นเดียวกัน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 2

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์ · รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์ · พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1020/2567

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา" และวรรคสอง บัญญัติว่า "การขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6381/2562

ค่าขาดไร้อุปการะเป็นหนี้ที่สามารถแบ่งแยกเป็นส่วนของโจทก์แต่ละคน โดยโจทก์ทั้งสองสามารถฟ้องเรียกเฉพาะส่วนของตนโดยลำพังได้ ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาจึงต้องถือตามจำนวนค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์แต่ละคนมีสิ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4839/2562

การที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 เป็นการใช้สิทธิยื่นคำร้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ มิใช่เป็นคดีที่โจทก์ร่วมฟ้องเองโดยตรง จึงต้องถือว่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3826/2562

โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดก จำเลยโอนที่ดินพิพาทให้แก่ตนเองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งหกในฐานะทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดก ขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งหก จึงเป็นเรื่องที…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2262/2562

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท และขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 6,000 บาท นับจากวันฟ้อง จำเลยให้การว่า จำเลยอยู่ในฐานะเป็นผู้ที่จะได้รับการจดทะเบียนอยู่ก่อน โจทก์รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้