Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1777/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ศาลชั้นต้นพิพากษาโดยฟังข้อเท็จจริงว่าสัญญาขายฝากเอกสารหมายจ.1ไม่เป็นนิติกรรมอำพรางเมื่อโจทก์อุทธรณ์จำเลยมิได้แก้อุทธรณ์ในเรื่องนี้ไว้ข้อเท็จจริงจึงต้องถือเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าว สัญญาขายฝากอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีเอกสารมาแสดงระบุกำหนดเวลาไถ่1ปีการที่จำเลยให้การต่อสู้และนำสืบพยานว่าได้มีข้อตกลงให้จำเลยไถ่2ปีจึงเป็นการสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา94(ข) แม้สัญญาขายฝากระบุว่าขายฝากที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างลงในที่ดินภายหลังวันขายฝากโดยมิได้ระบุว่าตกลงขายฝากบ้านพิพาทไว้ในสัญญาด้วยก็ตามแต่บ้านพิพาทเป็นส่วนควบของที่ดินบ้านพิพาทย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทันทีที่ได้ทำสัญญาขายฝากตามแบบที่กฎหมายบังคับไว้โดยผลของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา144วรรคสองจึงถือได้ว่าสัญญาขายฝากดังกล่าวเป็นการขายฝากบ้านพิพาทด้วย

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยขายฝากที่ดินพร้อมด้วยบ้านเลขที่5/20 ซึ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ และจำเลยอาศัยอยู่ในบ้านดังกล่าวจำเลยมิได้ไถ่ทรัพย์สินซึ่งขายฝากภายในเวลาที่กำหนดในสัญญา ที่ดินและบ้านพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ขอให้บังคับขับไล่จำเลยพร้อมบริวารไปจากที่ดินและบ้านพิพาทและให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้โจทก์จำเลยให้การว่า จำเลยได้ทำนิติกรรมขายฝากที่ดินและบ้านพิพาทจริงตามฟ้อง โดยขณะทำสัญญาโจทก์ตกลงให้จำเลยไถ่ทรัพย์สินนั้นภาย 2 ปี แต่ในสัญญากำหนดเวลาไถ่ 1 ปี ไม่ตรงตามเจตนาที่โจทก์จำเลยได้ตกลงกัน สัญญาขายฝากจึงเป็นนิติกรรมอำพราง ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้น พิพากษายก ฟ้องโจทก์ อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินและบ้านพิพาท กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำเลย

ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยฎีกาให้ปัญหาข้อกฎหมายว่า จำเลยมีสิทธินำสืบพยานได้ว่าสัญญาขายฝากตามเอกสารหมาย จ.1 มีกำหนดระยะเวลาไถ่ 2 ปี ไม่ใช่ 1 ปีเพราะสัญญาขายฝากดังกล่าวเป็นนิติกรรมอำพรางนั้น เห็นว่าในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเช่นว่านี้ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้น (คดีต้องห้ามอุทธรณ์ข้อเท็จจริง)ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 238 ประกอบด้วยมาตรา 247 ซึ่งศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงมาว่า สัญญาขายฝากดังกล่าวมิใช่นิติกรรมอำพราง คดีนี้เป็นการขายฝากอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีเอกสารมาแสดงเอกสารหลักฐานการขายฝากดังกล่าวระบุกำหนดเวลาไถ่ 1 ปี

การที่จำเลยให้การต่อสู้พยานว่าได้มีข้อตกลงให้จำเลยไถ่ 2 ปี จึงเป็นการสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารดังกล่าวต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข)ที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายอีกข้อหนึ่งว่า สัญญาขายฝากดังกล่าวเป็นการขายฝากที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างลงในที่ดินภายหลังวันขายฝากไม่ได้ขายฝากบ้านพิพาทด้วยนั้น ปัญหาข้อกฎหมายนี้จำเลยตั้งประเด็นมาในคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยไว้แล้ว แต่ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปเลยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในปัญหานี้ก่อนสัญญาขายฝากดังกล่าวระบุว่า คู่สัญญาตกลงขายฝากที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างลงในที่ดินภายหลังวันขายฝาก โดยมิได้ระบุว่าตกลงขายฝากบ้านพิพาทไว้ในสัญญาด้วยก็ตาม แต่ก็ได้ความว่า

คู่กรณีตกลงกันขายฝากที่ดินและบ้านพิพาท และขณะนั้นบนที่ดินพิพาทมีบ้านพิพาทปลูกอยู่ บ้านพิพาทจึงเป็นส่วนควบของที่ดินนั้น แม้คู่สัญญาจะไม่ได้ระบุบ้านพิพาทไว้ในสัญญาก็ตาม บ้านพิพาทย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทันทีที่ได้ทำสัญญาขายฝากตามแบบที่กฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 144 วรรคสอง จึงถือได้ว่าสัญญาขายฝากดังกล่าวเป็นการขายฝากบ้านพิพาทด้วยที่จำเลยฎีกาว่า สัญญาขายฝากตามเอกสาร จ.1 เป็นนิติกรรมอำพรางนั้น เห็นว่า

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีโดยฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์จำเลยมีเจตนาที่จะทำสัญญาขายฝากกันจริง สัญญาขายฝากเอกสารหมาย จ.1 ไม่เป็นนิติกรรมอำพราง และเมื่อโจทก์อุทธรณ์จำเลยมิได้แก้อุทธรณ์ในเรื่องนี้ไว้ข้อเท็จจริงจึงต้องถือเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า สัญญาขายฝากเอกสารหมาย จ.1 ไม่เป็นนิติกรรมอำพราง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ไพฑูรย์ แสงจันทร์เทศ · จองทรัพย์ เที่ยงธรรม · ธวัชชัย พิทักษ์พล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6866/2552

ข้ออ้างที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ก่อสร้างชำรุดบกพร่องแล้วไม่ยอมแก้ไข จำเลยจึงบอกเลิกสัญญานั้น เป็นเรื่องความรับผิดในความชำรุดบกพร่องที่โจทก์ในฐานะผู้รับจ้างจะต้องรับผิดชอบอยู่แล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 595 โดยไม่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9262/2539

โจทก์ทำสัญญากู้เงินจำเลยที่ 2 มีข้อสัญญาว่าเพื่อเป็นหลักฐานการกู้ยืมเงิน โจทก์ได้ทำสัญญาขายฝากที่ดินแก่จำเลย หากโจทก์ไถ่ถอนก่อนกำหนดจะมีส่วนลดให้ ข้อสัญญานี้ไม่ได้ขัดหรือลบล้างสัญญาขายฝาก แม้ไม่ได้จดท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1114/2533

ข้อความในสัญญาที่ว่าจำเลยที่ 2 ในฐานะ ผู้จำนำ ยอม รับผิดในฐานะ ลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 นั้น หมายความเพียงว่าจำเลยที่ 2จะยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมภายในวงเงินที่นำทรัพย์สินมาจำนำเป็นประกันหนี้เท่านั้น…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6112/2531

จำเลยต่อสู้คดีว่าสัญญาขายฝากเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญาจำนองเป็นการกล่าวอ้างว่า สัญญาขายฝากเกิดจากเจตนาลวงของคู่กรณี โดยคู่กรณีมีเจตนาที่แท้จริงจะทำสัญญาจำนองกัน หากเป็นจริงดังที่กล่าวอ้างสัญญาขายฝากย่อมใ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 656/2517

ที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 492 บัญญัติว่าทรัพย์สินซึ่งขายฝากนั้นถ้าไถ่ภายในเวลาที่กำหนด ก็ให้ถือเป็นอันว่ากรรมสิทธิ์ไม่เคยตกไปแก่ผู้ซื้อเลยนั้นหมายถึงเฉพาะตัวทรัพย์สินเท่านั้นแต่ไม่รวมถึงดอกผ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้