Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1783/2558

พ.ศ. 2558 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์เป็นผู้เยาว์ได้ทำนิติกรรมสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินของตนแก่จำเลยที่ 1 เป็นกรณีที่ผู้เยาว์กระทำนิติกรรมเอง ไม่ใช่ผู้ปกครองของจำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำ จึงหาใช่กรณีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1574 ไม่ แต่ต้องปรับตามมาตรา 21 ซึ่งบัญญัติว่า ผู้เยาว์จะกระทำนิติกรรมใดต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมก่อน มิฉะนั้นนิติกรรมนั้นจะเป็นโมฆียะ เมื่อมีการบอกล้างก็ให้ถือว่าเป็นโมฆะมาตั้งแต่เริ่มแรก และให้ผู้เป็นคู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง สัญญาจึงไม่ผูกพันโจทก์ กรณีมิใช่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมโดยหลีกเลี่ยงกฎหมาย

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่าหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายหรือสัญญาวางมัดจำที่ดินพิพาทเป็นโมฆะ และให้จำเลยที่ 1 คืนโฉนดที่ดินเลขที่ 1524 ตำบลสระประดู่ อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบุรี แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่คืน ขอให้มีคำสั่งให้สำนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบูรณ์ สาขาวิเชียรบุรี ออกใบแทนโฉนดดังกล่าวให้แก่โจทก์แทน จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ออกเสียจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนโฉนดที่ดินเลขที่ 1524 ตำบลสระประดู่ อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ เนื้อที่ 11 ไร่ 2 งาน 80 ตารางวา แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า จำเลยที่ 1 จะต้องคืนโฉนดที่ดินเลขที่ 1524 ตำบลสระประดู่ อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ แก่โจทก์หรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า นิติกรรมที่โจทก์ทำกับจำเลยที่ 1 เป็นโมฆียกรรม เมื่อโจทก์บอกล้างแล้ว นิติกรรมก็ตกเป็นโมฆะ ทั้งสองฝ่ายต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม จำเลยที่ 1 มีสิทธิยึดหน่วงโฉนดที่ดินไว้จนกว่าโจทก์จะคืนเงินมัดจำแก่จำเลยที่ 1 เห็นว่า โจทก์เป็นผู้เยาว์ได้ทำนิติกรรมจะซื้อจะขายที่ดินกับจำเลยที่ 1 เป็นกรณีที่ผู้เยาว์กระทำนิติกรรมเอง ไม่ใช่ผู้ปกครองของจำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำ จึงหาใช่กรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 ไม่ แต่ต้องปรับตามมาตรา 21 ซึ่งบัญญัติว่า

ผู้เยาว์จะกระทำนิติกรรมใด ต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมก่อน มิฉะนั้น นิติกรรมนั้นจะเป็นโมฆียะ เมื่อมีการบอกล้างก็ให้ถือว่าเป็นโมฆะมาตั้งแต่เริ่มแรก และให้ผู้เป็นคู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 176 สัญญาจึงไม่ผูกพันโจทก์ กรณีมิใช่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมโดยหลีกเลี่ยงกฎหมาย ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น ส่วนปัญหาว่า จำเลยที่ 1 ได้วางเงินมัดจำแก่โจทก์เป็นเงิน 3,500,000 บาท จริงหรือไม่ และจำเลยที่ 1 มีสิทธิยึดหน่วงโฉนดที่ดินเลขที่ 1524 หรือไม่ ในปัญหาข้อนี้แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้โดยชัดแจ้งในคำให้การ แต่จำเลยที่ 1 ให้การว่าโจทก์ได้รับเงินมัดจำจำนวน 3,500,000 บาท

จากจำเลยที่ 1 ครบถ้วน ดังนั้น เมื่อศาลวินิจฉัยว่าสัญญาพิพาทตามฟ้องถูกบอกล้างแล้วจึงตกเป็นโมฆะ คู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม ศาลก็ต้องพิจารณาว่า จำเลยที่ 1 วางเงินมัดจำแก่โจทก์จริงหรือไม่ หากเป็นความจริงจำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิยึดหน่วงอันเป็นอำนาจตามกฎหมายที่จะไม่ยินยอมคืนโฉนดที่ดินแก่โจทก์ได้ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาเกี่ยวข้องต่อเนื่อง จึงต้องวินิจฉัยฎีกาดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ให้สิ้นกระแสความ เห็นว่า จำเลยที่ 1 มีอาชีพรับราชการ ตำแหน่งศึกษานิเทศน์ การที่จำเลยที่ 1 จะให้บุคคลใดกู้เงินเป็นจำนวนมาก เชื่อว่า จำเลยที่ 1 จะต้องตรวจสอบประวัติ อาชีพ รวมทั้งโอกาสที่จำเลยที่ 1 จะได้รับชำระเงินกู้คืนมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำเลยที่ 1 ทราบดีว่าโจทก์ยังเป็นผู้เยาว์ ตามคำเบิกความของจำเลยที่ 1 และตามคำร้องเอกสาร

จำเลยที่ 1 ทราบดีโจทก์ยังเป็นนักศึกษา ไม่มีอาชีพ และไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินมากถึงขนาดนั้น ทั้งจำเลยที่ 1 เบิกความยอมรับว่า ในการกู้เงินแต่ละครั้งนั้น โจทก์ไม่เคยชำระเงินที่กู้ไปในครั้งก่อน ๆ แก่จำเลยที่ 1 เลย ดังนั้น พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่ายินยอมให้โจทก์กู้เงินไปหลายครั้งรวม 3,000,000 บาท จึงเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยและไม่น่าเชื่อถือ แม้จำเลยที่ 1 จะอ้างภาพถ่ายเป็นภาพในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายโดยโจทก์รับเงินจากจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 500,000 บาท แต่ในภาพมีภาพของจำเลยที่ 3 เกี่ยวข้องด้วย โดยเฉพาะในภาพถ่ายแผ่นที่ 3 มีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 3 รับเงินแทนโจทก์ ซึ่งไม่มีเหตุผลที่โจทก์จะให้จำเลยที่ 3 มารับเงินแทนและยังเป็นหลักฐานที่ขัดแย้งกันเองอีกด้วย

นอกจากนี้ในสัญญาจะซื้อจะขาย กำหนดให้โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เมื่อศาลมีคำสั่งอนุญาต แต่ในข้อ 4. กลับระบุให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายหากโจทก์ผิดสัญญาเป็นเงินถึง 10,000,000 บาท อีกด้วย พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวไม่มีเหตุผลและน้ำหนัก แต่กลับส่อพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า ได้ร่วมกันข่มขู่หลอกลวงโจทก์ โดยอาศัยที่โจทก์เป็นผู้เยาว์ ไม่มีบิดามารดา และยังมีเรื่องผิดใจกับนายจันทร์เที่ยง ซึ่งเป็นผู้ปกครอง ต้องพักอาศัยกับบุคคลอื่น ให้อยู่ในสภาวะจำยอมต้องลงลายมือชื่อในสัญญาจะขายที่ดินโดยกำหนดเงินมัดจำและค่าเสียหายเป็นจำนวนสูงมากโดยไม่เป็นความจริงเพื่อจำเลยที่ 1 จะได้ที่ดินในราคาถูก ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าไม่มีการวางเงินมัดจำตามสัญญาจะซื้อจะขายแก่โจทก์

เมื่อมีการบอกล้างโมฆียะกรรม โจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม แต่โจทก์ไม่มีหน้าที่จะต้องคืนเงินมัดจำแก่จำเลยที่ 1 ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิยึดหน่วงโฉนดที่ดินเลขที่ 1524 ไว้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาปัญหาข้อนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
จรูญ ชีวิตโสภณ · พฤษภา พนมยันตร์ · บุญไชย ธนาพันธ์สิน
ศาลล่าง
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเพชรบูรณ์ - นายชัยรัตน์ ชูแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายสมควร ศิริยุทธ
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ยช.(พ)186/2557
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ109/2556
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ173/2556
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกเยาวชนและครอบครัว
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้