คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ได้แจ้งให้ประเมินให้โจทก์เสียภาษีสำหรับสถานีบ่มใบยาของโจทก์ โดยถือว่าเป็นร้านค้า แต่แท้จริงหาใช่ร้านค้าไม่
คำพิพากษาศาลล่าง
โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อจำเลยที่ ๒ สรรพากรจังหวัดจำเลยที่ ๒ ยกอุทธรณ์โจทก์อุทธรณ์ต่อจำเลยที่ ๓ ผู้ว่าราชการจังหวัดจำเลยที่ ๓ สั่งยกอุทธรณ์ของโจทก์เช่นเดียวกัน ต่อมาจำเลยที่ ๑ ยึดทรัพย์ของโจทก์ โจทก์จึงขอให้ศาลแสดงว่าสถานีบ่มใบยาของโจทก์ไม่ใช่ร้านค้า ไม่ต้องเสียภาษีโรงค้าและขอให้ถอนการยึด จำเลยให้การว่าสถานีบ่มใบยาของโจทก์เป็นโรงค้าประเภทร้านค้า ศาลชั้นต้นสอบโจทก์แล้วพิพากษาว่า โรงบ่มใบยาของโจทก์ไม่ใช่ร้านค้า ให้จำเลยถอนการยึด
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การอุทธรณ์ของโจทก์ต่อจำเลยที่ ๒ หรือที่ ๓ อุทธรณ์ภายใน ๑๕ วันนับแต่วันทราบคำสั่งหรือประการใด ไม่มีแจ้งในฟ้อง โจทก์ยังไม่มีสิทธิฟ้อง
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า สถานีบ่มใบยาเป็นโรงค้าประเภทร้านค้าหรือไม่เป็นปัญหาด้วย เพราะถ้าโรงบ่มใบยาไม่ใช่โรงค้าประเภทร้านค้าแล้ว ก็อยู่นอกอำนาจและหน้าที่ของจำเลยที่จะเข้าไปเกี่ยวข้อง การเข้าไปเกี่ยวข้องโดยไม่มีอำนาจและหน้าที่ยึดทรัพย์ผิด อาจเป็นละเมิด โจทก์ฟ้องคดีได้ สถานีบ่มใบยาเป็นร้านค้าหรือไม่ ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพะยานเอาเอง เป็นอันว่าข้อเท็จจริงอันต้องนำสืบยังเหลืออยู่
ผลคำพิพากษา
พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้พิจารณาพิพากษาใหม่