Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18055/2557

พ.ศ. 2557 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 47) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการลดอัตราภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเฉพาะกำไรสุทธิส่วนที่ได้จากการประกอบกิจการวิเทศธนกิจ และคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.62/2539 เรื่อง การยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลและการขอมีเลขประจำตัวของธนาคารพาณิชย์ที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการวิเทศธนกิจ มีวัตถุประสงค์เพื่อการคำนวณกำไรขาดทุนและการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับการประกอบกิจการวิเทศธนกิจเท่านั้น ไม่รวมถึงกิจการธนาคารพาณิชย์ที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการวิเทศธนกิจ ซึ่งมีหน้าที่ยื่นคำร้องขอมีเลขประจำตัวและบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากรและต้องแยกยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 และ ภ.ง.ด.51 พร้อมงบดุล บัญชีทำการและบัญชีกำไรขาดทุนของแต่ละกิจการ ตามอัตราภาษีร้อยละ 10 หรือร้อยละ 30 เสมือนหนึ่งเป็นคนละนิติบุคคล เนื่องจากมีอัตราภาษีเงินได้ที่ไม่เท่ากัน เมื่อพิจารณาประกอบกับประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การประกอบกิจการวิเทศธนกิจของธนาคารพาณิชย์ ลงวันที่ 16 กันยายน 2535 และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบกิจการวิเทศธนกิจของธนาคารพาณิชย์ ลงวันที่ 16 กันยายน 2535 และวันที่ 17 เมษายน 2541 แล้วย่อมเห็นได้ว่า บทกฎหมายข้างต้นมีวัตถุประสงค์ให้กำไรสุทธิส่วนที่ได้จากการประกอบกิจการวิเทศธนกิจแยกต่างหากจากกำไรสุทธิส่วนที่ได้จากกิจการอื่นของธนาคาร โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องยื่นแบบฯ สำหรับกิจการวิเทศธนกิจที่ไม่ได้รับการลดอัตราภาษีเงินได้เหลือร้อยละ 10 แยกต่างหากจากแบบฯ สำหรับกิจการวิเทศธนกิจที่ได้รับการลดอัตราภาษีเงินได้เหลือร้อยละ 10 และแยกต่างหากจากแบบฯ สำหรับกิจการอื่นของธนาคาร

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลเลขที่ ภ.ง.ด. 73.1-03012042-25490724-002-00003 ลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2549 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ภ.ส.7 เลขที่ ภญ. (อธ.2)/4/2541 ลงวันที่ 9 กันยายน 2551 กับให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลเลขที่ ภ.ง.ด.73.1-03012042-25490724-002-00004 ลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2549 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ภ.ส.7 เลขที่ ภญ.(อธ.2)/5/2551 ลงวันที่ 9 กันยายน 2551

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนด ค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า โจทก์ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ตามแบบ ภ.ง.ด.50 และ ภ.ง.ด.51 สำหรับกิจการวิเทศธนกิจที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตราร้อยละ 30 ของกำไรสุทธิ แยกต่างหากจากแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ตามแบบ ภ.ง.ด.50 และ ภ.ง.ด.51 สำหรับกิจการธนาคารพาณิชย์อื่นที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตราร้อยละ 30 ของกำไรสุทธิหรือไม่ เห็นว่า แม้ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 47) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการลดอัตราภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เฉพาะกำไรสุทธิส่วนที่ได้จากการประกอบกิจการวิเทศธนกิจ และคำสั่งกรมสรรพากรที่

ป.66/2539 เรื่อง การยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลและการขอมีเลขประจำตัวของธนาคารพาณิชย์ที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการวิเทศธนกิจ ไม่ได้กำหนดไว้เป็นที่ชัดเจนว่า โจทก์ต้องแยกคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิรวมทั้งแยกยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับกิจการวิเทศธนกิจที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตราร้อยละ 30 ของกำไรสุทธิ ต่างหากจากกิจการธนาคารพาณิชย์อื่นที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตราร้อยละ 30 ของกำไรสุทธิ ก็ตาม แต่เนื่องจากหลักเกณฑ์ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 47) และคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.62/2539 มีวัตถุประสงค์เพื่อคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิ

รวมทั้งการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับการประกอบกิจการวิเทศธนกิจเท่านั้น ไม่รวมถึงกิจการธนาคารพาณิชย์อื่น โดยเฉพาะคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 62/2539 ข้อ 3 ที่ให้ธนาคารพาณิชย์ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยหรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทำกิจการในประเทศไทย ตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร ที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการวิเทศธนกิจ มีหน้าที่ยื่นคำร้องขอมีเลขประจำตัวและบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากรตามแบบที่อธิบดีกำหนด สำหรับการเสียภาษีเงินได้จากการประกอบธุรกิจวิเทศธนกิจในอัตราร้อยละ 10 แยกต่างหากจากเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรสำหรับการเสียภาษีในอัตราร้อยละ 30 อีกหนึ่งหมายเลข เพื่อให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ในข้อ 2 ที่ให้ธนาคารพาณิชย์ดังกล่าวแยกยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50 ภ.ง.ด.51)

พร้อมงบดุลบัญชีทำการและบัญชีกำไรขาดทุนของแต่ละกิจการ ตามอัตราภาษีร้อยละ 10 หรือร้อยละ 30 แล้วแต่กรณี เสมือนหนึ่งเป็นคนละนิติบุคคล ทั้งที่เป็นกำไรสุทธิจากการประกอบกิจการอย่างเดียวกัน แต่เนื่องจากมีอัตราภาษีเงินได้ที่ไม่เท่ากัน เมื่อพิจารณาประกอบกับประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การประกอบกิจการวิเทศธนกิจของธนาคารพาณิชย์ ลงวันที่ 16 กันยายน 2535 และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบกิจการวิเทศธนกิจของธนาคารพาณิชย์ ลงวันที่ 16 กันยายน 2535 และวันที่ 17 เมษายน 2541 แล้วย่อมเห็นได้ว่า บทกฎหมายที่กล่าวมาข้างต้นมีวัตถุประสงค์ให้กำไรสุทธิส่วนที่ได้จากการประกอบกิจการวิเทศธนกิจแยกต่างหากจากกำไรสุทธิส่วนที่ได้จากการประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์อื่น ซึ่งกำไรสุทธิส่วนที่ได้จากการประกอบกิจการวิเทศธนกิจยังแยกต่างหากจากกันระหว่างการประกอบกิจการวิเทศธนกิจที่ต้องเสียภาษีจากกำไรสุทธิในอัตราปกติและการประกอบกิจการวิเทศธนกิจที่ได้รับการลดอัตราภาษีเงินได้ลงเหลือร้อยละ 10 ของกำไรสุทธิ

หาใช่นำกำไรสุทธิในส่วนที่ได้จากการประกอบกิจการวิเทศธนกิจที่ไม่ได้รับการลดอัตราภาษีเงินได้หรือที่ต้องเสียภาษีจากกำไรสุทธิในอัตราปกติไปรวมกับกำไรสุทธิในส่วนที่ได้จากการประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์อื่นดังที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ ดังนั้น โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับการประกอบกิจการวิเทศธนกิจที่ไม่ได้รับการลดอัตราภาษีเงินได้เหลือร้อยละ 10 ของกำไรสุทธิ แยกต่างหากจากแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับการประกอบกิจการวิเทศธนกิจที่ได้รับการลดอัตราภาษีเงินได้เหลือร้อยละ 10 ของกำไรสุทธิ และแยกต่างหากจากแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

สำหรับการประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์อื่น การที่โจทก์นำกำไรสุทธิที่ได้จากการประกอบกิจการวิเทศธนกิจที่ไม่ได้รับการลดอัตราภาษีเงินได้เหลือร้อยละ 10 ของกำไรสุทธิ ไปรวมคำนวณกับกำไรสุทธิที่ได้จากการประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์อื่นในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเดียวกันจึงไม่ชอบ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับการประกอบกิจการที่เกี่ยวกับหรือเนื่องจากกิจการวิเทศธนกิจที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตราร้อยละ 30 ของกำไรสุทธิ ต่างหากจากการประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ปกติที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตราร้อยละ 30 ของกำไรสุทธินั้น

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อสุดท้ายว่า เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกโจทก์ภายในกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับการประกอบกิจการวิเทศธนกิจที่ต้องเสียภาษีในอัตราร้อยละ 30 ของกำไรสุทธิ แต่โจทก์นำกำไรสุทธิจากการประกอบกิจการดังกล่าวไปรวมในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างส่วนนิติบุคคล สำหรับการประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์อื่น กรณีเช่นนี้มิใช่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับการประกอบกิจการวิเทศธนกิจที่ต้องเสียภาษีในอัตราร้อยละ 30 ของกำไรสุทธิ

ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงหรือไม่บริบูรณ์ ตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร แต่เป็นกรณีที่โจทก์ไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับการประกอบกิจการวิเทศธนกิจที่ต้องเสียภาษีในอัตราร้อยละ 30 ของกำไรสุทธิ ตามมาตรา 23 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งกฎหมายไม่ได้กำหนดระยะเวลาในการออกหมายเรียกดังเช่นมาตรา 19 แต่อย่างใด ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยปัญหานี้ว่า การออกหมายเรียกของจำเลยเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกตรวจสอบไต่สวนโจทก์ตามมาตรา 23 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งไม่มีกำหนดเวลาในการออกหมายเรียก การออกหมายเรียกตรวจสอบไต่สวนโจทก์ของเจ้าพนักงานประเมิน จึงกระทำโดยชอบ กรณีไม่ต้องด้วยมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร

นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งต่อมาว่า เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินภาษีโจทก์ในวันที่ 24 กรกฎาคม 2549 จึงเกินกว่ากำหนดเวลา 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนบริษัท สำหรับการประกอบกิจการวิเทศธนกิจที่ต้องเสียภาษีในอัตราร้อยละ 30 ของกำไรสุทธินั้น เป็นอุทธรณ์ที่แตกต่างจากที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2541 ซึ่งครบกำหนดในวันที่ 30 พฤษภาคม 2542 จำเลยจะต้องมีหมายเรียกภายในวันที่ 30 พฤษภาคม 2544 แต่จำเลยมีหมายเรียกดังกล่าวในวันที่ 29 ธันวาคม 2548 จึงเกินกำหนดระยะเวลาที่กฎหมายให้ไว้ และไม่ปรากฏว่าอธิบดีกรมสรรพากรอนุมัติให้ขยายระยะเวลาออกไปเกินกว่า 2 ปี

การออกหมายเรียกและการประเมินดังกล่าวของจำเลยจึงขัดต่อประมวลรัษฎากร จึงไม่มีอำนาจกระทำได้ อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์เพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ภาภูมิ สรอัฑฒ์ · กรองเกียรติ คมสัน · อดิเทพ ถิระวัฒน์
ศาลล่าง
ศาลภาษีอากรกลาง - นางสาวจิรฉวี อินทจาร
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ภษ.28/2553
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ5/2552
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ180/2552
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกภาษีอากร
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้