Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1826/2511

พ.ศ. 2511 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรตั้งแต่ปี 2507- 2508 โดยมิได้ยื่นแบบแสดงรายการการค้าและชำระภาษีการค้า ตามประกาศของอธิบดีกรมสรรพากรโดยอนุมัติรัฐมนตรี ถือว่า ผู้ประกอบการค้าที่เป็นผู้นำเข้าซึ่งสินค้าทุกชนิดได้ขาย สินค้านั้นในวันนำเข้าในราชอาณาจักร จำเลยย่อมมีรายรับตาม มูลค่าของสินค้าในวันนำเข้าในราชอาณาจักร และมีหน้าที่ต้อง ชำระเงินค่าภาษีการค้าทุกเดือนภาษี ภายในวันที่ 15 ของ เดือนถัดไป มูลหนี้ค่าภาษีการค้าจึงเกิดขึ้นตั้งแต่ เดือนภาษีที่จำเลยผู้ประกอบการค้ามีรายรับ การที่เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินในภายหลัง เนื่องจาก จำเลยมิได้ยื่นแบบแสดงรายการการค้า แล้วมี หนังสือแจ้งยอดเงินภาษีไปให้จำเลยชำระเงินดังกล่าวไม่ทำให้ มูลหนี้ค่าภาษีการค้าเพิ่งเกิด แม้หนังสือแจ้งยอดเงินภาษีที่ ประเมินจะเพิ่งมีไปยังจำเลยภายหลังจากจำเลยถูกศาลสั่ง พิทักษ์ทรัพย์แล้ว กรมสรรพากรก็ยังมีสิทธิยื่น คำขอรับชำระหนี้ค่าภาษีการค้า ซึ่งมีมูลหนี้เกิดขึ้นก่อนได้ เบี้ยปรับและเงินเพิ่มซึ่งผู้ประกอบการค้าต้องเสียตาม ประมวลรัษฎากรถือว่าเป็นเงินภาษีด้วย สิทธิเรียกร้องของรัฐบาลเพื่อเอาค่าภาษีอากรมีกำหนดอายุความ 10 ปี คำขอรับชำระหนี้ของกรมสรรพากรซึ่งระบุว่าขอรับชำระหนี้ ค่าภาษีอากร (ภาษีการค้า) ถือได้ว่าขอรับชำระหนี้ในฐานะ เป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิ เพราะค่าภาษีอากรเป็น หนี้บุริมสิทธิสามัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 253(3) อยู่แล้ว

คำฟ้องและคำให้การ

คดีนี้ศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม๒๕๐๙ กรมสรรพากรยื่นคำขอรับชำระหนี้ค่าภาษีการค้าที่จำเลยค้างชำระรวม ๑๐๔,๔๒๘.๓๙ บาท เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนพยานหลักฐานได้ความว่า จำเลยได้นำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๗-๒๕๐๘ โดยมิได้นำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีการค้ากองตรวจภาษีเพิ่งตรวจพบและประเมินภาษีแล้วแจ้งให้จำเลยทราบเมื่อวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๐๙ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานความเห็นต่อศาลชั้นต้นว่า ต้องถือว่าหนี้รายนี้เกิดเมื่อวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๐๙ ซึ่งเป็นวันที่เจ้าพนักงานแจ้งการประเมินให้ลูกหนี้ทราบ อันเป็นเวลาภายหลังวันที่ศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้แล้ว จะนำมาขอรับชำระหนี้ไม่ได้ ต้องห้ามตามมาตรา ๙๔ แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย ๒๔๘๓ ควรยกคำขอรับชำระหนี้ตามมาตรา ๑๐๗(๑)

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเห็นชอบด้วย กรมสรรพากรอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน กรมสรรพากรฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า คดีมีปัญหาข้อเดียวว่า หนี้ค่าภาษีการค้ารายนี้เกิดขึ้นเมื่อใด เมื่อจำเลยนำสินค้าเข้ามาตั้งแต่ปี ๒๕๐๗-๒๕๐๘ หรือนับแต่เจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินและจำนวนเงินภาษีที่จะต้องชำระไปยังจำเลย

ศาลฎีกาเห็นว่า ตามประมวลรัษฎากรอันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับแก่จำเลยขณะเกิดมูลกรณีนี้ ผู้ประกอบการค้าตามบัญชีอัตราภาษีการค้าทุกราย มีหน้าที่ต้องเสียภาษีการค้าจากรายรับของตนทุกเดือนภาษีและต้องยื่นแบบแสดงรายการค้าทุกเดือนภายในวันที่ ๑๕ ของเดือนถัดไปไม่ว่าจะมีรายรับหรือไม่ ถ้ามีและต้องเสียภาษี ก็ต้องชำระค่าภาษีพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการการค้า ถ้าไม่ยื่นหรือยื่นไม่ถูกต้องหรือผิดพลาด ทำให้จำนวนภาษีคลาดเคลื่อน ฯลฯ เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเงินค่าภาษีที่จะต้องชำระ โดยผู้ประกอบการค้าต้องเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ซึ่งให้ถือว่าเป็นเงินภาษีด้วย แสดงว่ามูลหนี้ค่าภาษีการค้าได้เกิดขึ้นแล้วทุกเดือนภาษีที่ผู้ประกอบการค้ามีรายรับ โดยถือเอาวันที่ ๑๕ ของเดือนถัดไปเป็นวันที่ต้องชำระภาษีมูลหนี้ค่าภาษีการค้าจึงเกิดขึ้นแล้วทุกเดือนภาษีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลาให้ยื่นแบบแสดงรายการการค้า

จะถือว่าเพิ่งเกิดเมื่อเจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินและมีหนังสือแจ้งยอดเงินภาษีไปให้ผู้ประกอบการค้าชำระ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๘๗(๒), ๘๘, ๘๙(๒) และ๘๙ ทวิ ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องอำนาจและวิธีการของเจ้าพนักงานประเมินจะดำเนินการตรวจตราเรียกเก็บภาษีการค้าพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจากผู้มีหน้าที่ต้องเสียภาษีการค้า ซึ่งมีมูลหนี้ค่าภาษีการค้าเกิดขึ้นก่อนแล้วตามระยะเวลาและรายรับที่ประกอบการค้าเท่านั้น คำวินิจฉัยในคำพิพากษาฎีกาที่ ๓๓๖/๒๕๐๘ ที่ว่า "เมื่อผู้ประกอบการค้ายังไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการการค้า ก็ยังไม่มีค่าภาษีที่ต้องชำระ" ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นเหตุแสดงว่า เมื่อยังไม่มีค่าภาษีที่จะต้องชำระ ก็ถือว่ายังไม่มีมูลหนี้หรือมูลหนี้ค่าภาษีการค้ายังไม่เกิดขึ้นนั้น

ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อดูคำวินิจฉัยในฎีกานั้นทั้งหมดประกอบกับตัวบทกฎหมายแล้วศาลฎีกาเพียงแต่หมายความว่า เมื่อผู้ประกอบการค้าไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการการค้า และเจ้าพนักงานประเมินยังไม่ได้ประเมินเรียกเก็บภาษี ก็ยังไม่มีหรือไม่รู้ยอดเงินค่าภาษีที่ผู้ประกอบการค้าจะต้องชำระให้เท่านั้นเอง ศาลฎีกามิได้วินิจฉัยไว้เลยว่า เมื่อเจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งยอดเงินภาษีไปยังผู้ประกอบการค้าให้ชำระแล้ว ให้ถือว่าหนี้ค่าภาษีการค้านั้นเกิดขึ้นในวันที่เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งผลการประเมินไป เพราะถ้าถือเช่นนั้นแล้ว จะเป็นเหตุให้หนี้ค่าภาษีอากรซึ่งมีอายุความ ๑๐ ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๗ ขยายอายุความออกไปจากวันที่กำหนดให้ผู้ประกอบการค้าต้องเสียภาษีผลจะกลายเป็นว่า

หนี้ค่าภาษีการค้าไม่มีวันขาดอายุความ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะเหตุนี้เองประมวลรัษฎากร มาตรา ๘๘ (๒) จึงกำหนดไว้ว่า ในกรณีผู้ประกอบการค้ามิได้ยื่นแบบแสดงรายการการค้า เจ้าพนักงานประเมินต้องประเมินภายใน๑๐ ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการการค้าซึ่งเป็นการรับรองว่ามูลหนี้ค่าภาษีการค้าได้เกิดขึ้นแล้ว จะถือว่าหนี้ค่าภาษีการค้ารวมทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่มเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจังผลการประเมินไปยังผู้ประกอบการค้าไม่ได้ เพราะเป็นเบี้ยปรับและเงินเพิ่มกฎหมายให้ถือว่าเป็นเงินภาษีด้วยตามมาตรา ๘๙ ตรี คดีนี้จำเลยเป็นผู้ประกอบการค้าซึ่งได้นำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรเมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๐๗ และเดือนกุมภาพันธ์

มีนาคมสิงหาคม พฤศจิกายน ๒๕๐๘ รวม ๕ เดือน โดยจำเลยมิได้ยื่นแบบแสดงรายการการค้า ซึ่งอธิบดีกรมสรรพากรโดยอนุมัติของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ประกาศโดยอาศัยอำนาจมาตรา ๗๙(๖) ให้ถือว่าผู้ประกอบการค้าที่เป็นผู้นำเข้าซึ่งสินค้าทุกชนิดได้ขายสินค้านั้นในวันนำเข้าในราชอาณาจักรด้วยเหตุนี้จำเลยจึงมีรายรับตามมูลค่าของสินค้าในวันนำเข้าในราชอาณาจักร โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยจะขายสินค้านั้นได้หรือไม่ จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระเงินค่าภาษีการค้าในวันที่ ๑๕ของเดือนถัดไปตามมาตรา ๗๘, ๘๕ ทวิ และ ๘๖ โดยต้องเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ซึ่งเป็นเงินภาษีด้วยตามมาตรา ๘๙(๒), ๘๙ ทวิ และ ๘๙ ตรีหนี้ค่าภาษีการค้าของจำเลยจึงเกิดขึ้นแล้วในระยะเวลาของ ๕ เดือนภาษีดังกล่าว

ก่อนศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลย กรมสรรพากรมีสิทธิขอรับชำระหนี้รายนี้ได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา๙๔, ๑๓๐(๖) ในฐานะเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิ เพราะตามคำขอรับชำระหนี้ของกรมสรรพากรได้ขอรับชำระหนี้ค่าภาษีอากร (ภาษีการค้า) ซึ่งเป็นหนี้บุริมสิทธิสามัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๕๓(๓)อยู่แล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้กรมสรรพากรรับชำระหนี้ได้ตามคำขอรับชำระหนี้ในฐานะเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วินัย ทองลงยา · ไฉน บุญยก · สุธี โรจนธรรม
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายสงวน สิทธิไชย
ศาลอุทธรณ์ - นายอัศนี เกาไศยนันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้