Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1832/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 3 มอบอำนาจให้ ช. จำนองที่ดินกับโจทก์ โดยระบุในหนังสือมอบอำนาจและสัญญาจำนองว่าเพื่อประกันหนี้ที่โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต่อกรุงเทพมหานคร จำนวนเงิน117,000 บาท จึงเป็นการจำนองเพื่อประกันหนี้ดังกล่าว หาใช่หนี้อื่น ๆ ที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ด้วยไม่ ที่หนังสือสัญญาจำนองที่ดินข้อ 5 ระบุว่า ส่วนข้อตกลงอื่น ๆ ให้เป็นไปตามหนังสือสัญญาต่อท้ายนั้น ย่อมหมายถึงข้อตกลงที่เป็นรายละเอียดปลีกย่อย นอกจากที่กล่าวไว้ในหนังสือสัญญาจำนองที่ดินต้องถือเอาข้อความที่ระบุไว้ในหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นหลักในการพิจารณา โดยข้อความในสัญญาต่อท้ายเป็นเพียงส่วนประกอบเท่านั้นดังนั้นแม้หนังสือสัญญาต่อท้าย จะมีข้อความระบุว่า เพื่อประกันหนี้เบิกเงินเกินบัญชีและหนี้สินอื่นใดซึ่งผู้จำนองหรือจำเลยที่ 1เป็นหนี้ธนาคารอยู่ในเวลานี้หรือต่อไปในภายหน้าในวงเงินไม่เกิน117,000 บาท จึงจะตีความว่ารวมถึงหนี้เบิกเงินเกินบัญชีที่จำเลยที่ 1 มีอยู่กับโจทก์ด้วยหาได้ไม่ การที่จำเลยที่ 3 นำสืบพยานบุคคลว่า การจำนองที่ดินตามสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนอง เป็นการจำนองเพื่อประกันการที่โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต่อกรุงเทพมหานคร โดยไม่รวมถึงหนี้ตามฟ้องโจทก์ เป็นการนำสืบว่าโจทก์กับจำเลยที่ 3 ไม่มีหนี้ตามฟ้องต่อกัน สัญญาจำนองที่ดินเพื่อประกันหนี้ตามฟ้องไม่เกิดขึ้นหรือไม่สมบูรณ์ จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 94

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2511 จำเลยที่ 1ได้เปิดบัญชีกระแสรายวัน โดยใช้เช็คกับโจทก์ สาขาท่าดินแดงและตกลงว่าหากเงินในบัญชีของจำเลยที่ 1 มีไม่พอจ่ายตามเช็คปกติโจทก์จะปฏิเสธการจ่ายเงินโดยสิ้นเชิงแต่ถ้าโจทก์ยินยอมจ่ายเงินให้ไปก่อน จำเลยที่ 1 ต้องผูกพันคืนเงินที่จ่ายนั้นแก่โจทก์เสมือนเป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชีพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ14 ต่อปี และชำระดอกเบี้ยทุกวันที่ 5 ของเดือน หากผิดนัดให้นำดอกเบี้ยที่ค้างชำระทบเข้ากับต้นเงินที่ค้างชำระเพื่อคำนวณดอกเบี้ยต่อไปตามประเพณีของธนาคาร และเพื่อประกันหนี้เบิกเงินเกินบัญชีดังกล่าว เมื่อวันที่ 19 และ 23 กันยายน 2518 จำเลยที่ 3 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดิน 3 แปลง

พร้อมสิ่งปลูกสร้างตามโฉนดเลขที่ 25451แขวงบางด้วน (บางเชือกหนังฝั่งใต้) เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานครและโฉนดเลขที่ 20149 และ 20150 ตำบลอ้อมน้อย อำเภอกระทุ่มแบน(ตลาดใหม่) จังหวัดสมุทรสาคร (นครไชยศรี) กับโจทก์โดยตกลงว่าหากบังคับจำนองได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ จำเลยที่ 3 ยินยอมชดใช้เงินที่ยังขาดอยู่จนกว่าจะครบ หลังจากที่จำเลยที่ 1 ได้เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับโจทก์แล้วบัญชีของจำเลยที่ 1 ได้เดินสะพัดเรื่อยมาโดยนำเงินเข้าฝากหรือถอนเงินออกโดยใช้เช็คจนถึงวันที่26 พฤษภาคม 2524 โจทก์ได้หักทอนบัญชีปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชีจำนวน 2,796,227.94 บาท โจทก์ติดตามทวงถามแล้วแต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระ

โจทก์จึงมีหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้และบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยทั้งสามตามสำเนาเอกสารท้ายฟ้องจำเลยทั้งสามก็ยังเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 5,629,841.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปีในต้นเงินจำนวน 2,796,227.94 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จหากจำเลยทั้งสามไม่ชำระ ให้นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จดทะเบียนจำนองไว้ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แทน และหากได้เงินสุทธิยังไม่พอชำระหนี้ ก็ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนกว่าจะครบจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาจำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องเพื่อประกันการที่โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต่อกรุงเทพมหานครเท่านั้น

กล่าวคือ เมื่อประมาณกลางปี 2518 จำเลยที่ 1 ได้เข้าประกวดราคาก่อสร้างโรงเรียนเทศบาลให้แก่กรุงเทพมหานคร ซึ่งการเข้าประกวดราคาดังกล่าวจะต้องมีหนังสือค้ำประกันของธนาคารในวงเงินประมาณ 200,000 บาทวางไว้ต่อกรุงเทพมหานครเพื่อประกันซองประมูล แต่ขณะนั้นจำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้โจทก์อยู่ประมาณ 1,300,000 บาท โจทก์จึงไม่ออกหนังสือค้ำประกันให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 จึงจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องแก่โจทก์ เพื่อให้โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต่อกรุงเทพมหานคร การออกหนังสือค้ำประกันดังกล่าวมีอายุการค้ำประกันเพียง 1 ปี และการค้ำประกันเป็นระงับแล้วตั้งแต่ปี 2519 โดยไม่มีกรณีที่โจทก์จะต้องรับผิดชอบต่อกรุงเทพมหานครตามหนังสือค้ำประกัน

สัญญาจำนองตามฟ้องเป็นอันระงับไปด้วย จำเลยที่ 3 ได้ติดต่อโจทก์ขอให้ไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนอง แต่โจทก์บ่ายเบี่ยงเรื่อยมาและฟ้องจำเลยที่ 3 เป็นคดีนี้จำเลยที่ 3 มิได้จดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้เบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยที่ 1 ตามฟ้องแต่ประการใดหนังสือสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนอง ฉบับลงวันที่ 23 กันยายน 2518ไม่ถูกต้องขัดกับความประสงค์ของจำเลยที่ 3 ในการจดทะเบียนจำนองหนังสือสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองดังกล่าวเป็นโมฆะ ทั้งนี้ โจทก์ก็ทราบถึงเจตนาอันแท้จริงว่าจำเลยที่ 3 จำนองที่ดินเพื่อเป็นประกันการออกหนังสือค้ำประกันอย่างไรก็ตาม สัญญาจำนองตามฟ้องทั้งสองฉบับกำหนดวงเงินที่จำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดเพียง 217,000 บาทเท่านั้น

ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน2,796,227.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2524 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ รวมทั้งชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาทคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 ด้วยโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 2,796,227.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปีนับแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2524 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว

ที่โจทก์ฎีกาว่า การจำนองที่ดิน 2 แปลง ตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินและสัญญาต่อท้ายเอกสารหมาย จ.7 เป็นการจำนองเพื่อประกันหนี้ที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ตามบัญชีกระแสรายวันนั้น ปรากฏตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย ล.2ว่า จำเลยที่ 3 มอบอำนาจให้นายชลอ จั่นลา ทำการจำนองที่ดิน2 แปลง ตามโฉนดที่ดินที่ระบุไว้ในหนังสือมอบอำนาจเพื่อเป็นประกันการที่โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต่อกรุงเทพมหานครจำนวนเงิน 117,000 บาท และตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินและสัญญาต่อท้ายเอกสารหมาย จ.7 ก็มีข้อความระบุไว้ในหนังสือสัญญาจำนองที่ดินข้อ 1 ว่า ผู้จำนองตกลงจำนองที่ดินแปลงที่กล่าวข้างบนนี้ทั้งแปลง แก่ผู้รับจำนองเพื่อเป็นประกันการออกหนังสือค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต่อกรุงเทพมหานคร เป็นจำนวนเงิน 117,000 บาทข้อความที่ระบุไว้ในหนังสือมอบอำนาจและหนังสือสัญญาจำนองที่ดินดังกล่าวย่อมเห็นได้อย่างชัดแจ้งว่า เป็นการจำนองเพื่อประกันหนี้ที่โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต่อกรุงเทพมหานคร

จำนวนเงิน117,000 บาท เท่านั้น หาได้จำนองเพื่อประกันหนี้อื่น ๆ ที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ไม่ ส่วนที่หนังสือสัญญาจำนองที่ดินมีข้อความในข้อ 5 ว่า ส่วนข้อตกลงอื่น ๆ ให้เป็นไปตามหนังสือสัญญาต่อท้ายของธนาคารรวมอยู่ด้วยนั้น ย่อมหมายถึงข้อตกลงที่เป็นรายละเอียดปลีกย่อยนอกจากที่กล่าวไว้ในหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน แต่ก็ต้องถือเอาข้อความที่ระบุไว้ในหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นหลักในการพิจารณาว่า คู่กรณีมีเจตนาในการจำนองที่ดินเพื่อประกันหนี้อะไรและมีจำนวนเงินมากน้อยเพียงใด ข้อความในสัญญาต่อท้ายเป็นเพียงส่วนประกอบของหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเท่านั้น ซึ่งในเมื่อหนังสือสัญญาจำนองที่ดินระบุไว้ชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 3 จำนองที่ดินเพื่อเป็นประกันการที่โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต่อกรุงเทพมหานครเป็นเงินจำนวน 117,000 บาท

แม้ตามหนังสือสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินจะมีข้อความระบุไว้ในข้อ 1 ว่า ฯลฯเพื่อเป็นประกันเงินซึ่งผู้จำนองหรือจำเลยที่ 1 ซึ่งต่อไปในสัญญานี้จะเรียกว่า ลูกหนี้ ได้หรือจะได้กู้ไปจากธนาคาร ได้เบิกหรือจะได้เบิกเงินเกินบัญชีไปจากธนาคาร และหนี้สินอื่นใด ซึ่งลูกหนี้ หรือผู้จำนองเป็นหนี้ธนาคารอยู่ในเวลานี้ หรือที่จะเป็นต่อไปในภายหน้าในวงเงินไม่เกิน 117,000 บาท ฯลฯ ก็เห็นว่า ข้อความดังกล่าวจะตีความว่า รวมถึงหนี้เบิกเงินเกินบัญชีที่จำเลยที่ 1 มีอยู่กับโจทก์หาได้ไม่เพราะถ้าโจทก์และจำเลยที่ 3 มีเจตนาที่จะให้จำเลยที่ 3จำนองที่ดินเพื่อประกันหนี้เบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยที่ 1 ด้วยก็คงจะต้องระบุข้อความดังกล่าวรวมทั้งจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1เป็นหนี้โจทก์ในวันที่จดทะเบียนจำนองที่ดินคือวันที่ 23 กันยายน2518 ซึ่งปรากฏตามหลักฐานทางบัญชีเอกสารหมาย

จ.8 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์จำนวน 1,300,000 บาทเศษ ไว้ในหนังสือสัญญาจำนองที่ดินและสัญญาต่อท้ายเอกสารหมาย จ.7 ด้วย นอกจากนี้ยังได้ความจากนายชลอ จั่นลา พนักงานของโจทก์ซึ่งเป็นผู้พิมพ์หนังสือสัญญาจำนองที่ดิน และสัญญาต่อท้ายเอกสารหมาย จ.7 ทั้งเป็นผู้ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์และจำเลยที่ 3 ให้ไปจดทะเบียนจำนองรายนี้ว่า ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย ล.2 ได้ระบุว่า ให้จำนองเพื่อเป็นประกันการออกหนังสือค้ำประกันอย่างเดียวเท่านั้นหากผู้มอบอำนาจประสงค์ให้ค้ำประกันหนี้สินอื่น ๆ ก็จะต้องระบุไว้ในหนังสือมอบอำนาจด้วย พยานไปจดทะเบียนจำนองโดยได้ระบุในสัญญาจำนองว่า จำนองเพื่อเป็นประกันการออกหนังสือค้ำประกันต่อกรุงเทพมหานครของจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 117,000 บาท ตามความประสงค์ของจำเลยที่ 3 แต่พยานพิมพ์สัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองที่ดินในส่วนที่ต้องพิมพ์เพิ่มเติมในช่องว่าง ซึ่งต้องพิมพ์ชื่อจำเลยที่ 3ผิดไปเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 เพราะความพลั้งเผลอ

นางเสมอใจแก้วรัตนอัมพร พยานโจทก์ตอบทนายจำเลยที่ 3 ถามค้านว่าหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย ล.2 และสัญญาจำนองที่ดินระบุไว้ชัดเจนว่า จดทะเบียนจำนองเพื่อเป็นประกันการออกหนังสือค้ำประกันต่อกรุงเทพมหานครของจำเลยที่ 1 แต่ปรากฏว่าหนังสือสัญญาต่อท้ายในข้อ 1 แทนที่จะพิมพ์ชื่อจำเลยที่ 3 กลับมีชื่อของจำเลยที่ 1ลงในช่องว่างแทนจำเลยที่ 3 จึงไม่ตรงกับเจตนาของจำเลยที่ 3แสดงให้เห็นว่าแม้พนักงานของโจทก์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ก็ยังเห็นว่าจำเลยที่ 3 มีเจตนาจำนองที่ดินเพื่อเป็นประกันหนี้ที่โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต่อกรุงเทพมหานครเท่านั้นหาได้มีเจตนาเพื่อประกันหนี้เบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยที่ 1 ไม่จากเหตุผลดังได้กล่าวมาแล้ว

ศาลฎีกาเห็นว่า การจำนองที่ดินตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินและสัญญาต่อท้ายเอกสารหมาย จ.7หาได้ครอบคลุมถึงหนี้ตามบัญชีกระแสรายวันที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์อยู่ไม่ข้อที่โจทก์ฎีกาว่า ตามสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองที่ดิน เอกสารหมาย จ.7 ข้อ 1 มีข้อความว่าจำเลยที่ 3 จดทะเบียนจำนองที่ดินเพื่อประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ในหนี้ตามฟ้องโจทก์ แต่ในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 3 นำพยานบุคคลเข้าสืบว่าการจำนองที่ดินดังกล่าวเป็นการจำนองเพื่อเป็นประกันที่โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันจำเลยที่ 1ต่อกรุงเทพมหานคร โดยไม่รวมถึงหนี้ตามฟ้องโจทก์ด้วย อันขัดต่อหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน จึงเป็นการสืบพยานบุคคลเพื่อแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสาร ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 นั้น

เห็นว่า การที่จำเลยที่ 3 นำพยานบุคคลมาสืบว่าการจำนองที่ดินตามสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองที่ดินเอกสารหมาย จ.7เป็นการจำนองเพื่อเป็นประกันการที่โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต่อกรุงเทพมหานคร โดยไม่รวมถึงหนี้ตามฟ้องโจทก์ด้วยนั้นเท่ากับเป็นการนำสืบว่าโจทก์กับจำเลยที่ 3 ไม่มีหนี้ตามฟ้องที่จะต้องรับผิดต่อกัน สัญญาจำนองที่ดินเพื่อประกันหนี้ตามฟ้องไม่เกิดขึ้นหรือไม่สมบูรณ์ จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 ที่จำเลยที่ 3 จะนำพยานบุคคลมาสืบประกอบข้ออ้างดังกล่าว"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชูชาติ ศรีแสง · นิเวศน์ คำผอง · วินัย วิมลเศรษฐ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2832/2528

จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีภายในวงเงิน 700,000 บาท จำเลยที่ 2 ทำสัญญาจำนองเป็นประกันหนี้ราย นี้เป็นจำนวนเงิน 700,000 บาท ตามสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองระบุว่า เมื่อลูกหนี้ เบิกเงินเกินกว่ายอดเงิ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3259/2554

แม้ตามสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 5 ทำไว้เมื่อปี 2536 และปี 2538 ระบุให้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่จะมีต่อไปในภายหน้าด้วย โดยสัญญาค้ำประกันที่ทำเมื่อปี 2536 มีจำเลยที่ 2 และที่ 9 เป็นผู้ร่วมค้ำประกัน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11603/2553

จ. ทำสัญญากู้ยืมเงินจากจำเลยเมื่อปี 2534 เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนในกิจการ จ. โดยโจทก์จดทะเบียนจำนองที่ดินเพื่อประกันการกู้ยืมเงินและหนี้สินอื่นๆ ของโจทก์ และหรือของ จ. ที่มีอยู่แล้วขณะที่ทำสัญญาและที่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6221/2550

สัญญาจำนองข้อ 1 ระบุว่า ผู้จำนองตกลงจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้และภาระผูกพันใดๆ ของ อ. ที่มีต่อธนาคาร ก. ผู้ร้องจำนอง ทั้งที่มีอยู่แล้วและที่จะมีขึ้นในภายหน้าทุกลักษณะ ทุกประเภทหนี้ เป็นจำนวนเงิน 500,00…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3375/2549

หนังสือสัญญากู้ยืมเงินฉบับแรก ข้อ 2 มีข้อความเป็นตัวพิมพ์ระบุว่าผู้กู้ยอมให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ให้กู้ชั่งละ 1 บาท ต่อเดือน แต่ข้อความถัดไปกลับเขียนอัตราดอกเบี้ยไว้ว่าร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ซึ่งขัดแย้งกันเอง เ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้