Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18407/2556

พ.ศ. 2556 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 39 มาตรา 44 และมาตรา 45 นั้น ผู้ขนส่งและผู้ขนส่งอื่นต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันเป็นผลจากการที่ของซึ่งได้รับมอบจากผู้ส่งของเสียหายโดยเหตุแห่งความเสียหายเกิดขึ้นในระหว่างที่ของนั้นอยู่ในความดูแลของตน จึงไม่ใช่ต้องรับผิดเพียงเฉพาะมูลค่าสินค้าที่เสียหาย แต่ยังต้องรับผิดถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ผู้รับตราส่งได้รับจากผลแห่งความเสียหายของสินค้าด้วย ค่าภาษีศุลกากรและค่าใช้จ่ายในการขนส่ง เป็นค่าใช้จ่ายที่โจทก์จำเป็นต้องจ่ายในการนำเข้าสินค้า เมื่อสินค้าเสียหายทำให้โจทก์เสียหายไม่อาจใช้ประโยชน์ได้ โจทก์ไม่อาจนำค่าใช้จ่ายดังกล่าวมาคิดเป็นต้นทุนในการขายสินค้าเพื่อให้ได้ทุนคืน และโจทก์เสียโอกาสในการขายให้ได้กำไร ดังนั้น ค่าใช้จ่ายดังกล่าวรวมทั้งค่าขาดกำไรย่อมเป็นความเสียหายที่เป็นผลจากความเสียหายของสินค้าที่จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 39 พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 44 พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 45

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,619,702.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,510,453 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 10,250 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ในกรณีที่จำเลยทั้งสองจะชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงินไทย ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ที่ขายให้ลูกค้าในวันที่ใช้เงินจริง หากไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ใช้เงินจริง ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราเช่นว่านั้นก่อนวันดังกล่าว ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศแจ้งอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ (อัตราอ้างอิง) ก็ให้ถืออัตราดังกล่าวเป็นเกณฑ์คำนวณ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกันและไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ยุติเป็นเบื้องต้นว่า โจทก์ซื้อสินค้าเนื้อมะพร้าวอบแห้งจากผู้ขายในประเทศอินโดนีเซีย 88,000 กิโลกรัม ในราคา 154,000 ริงกิตมาเลเซีย ผู้ขายได้บรรจุสินค้าในกระสอบพลาสติกแล้วนำเข้าบรรจุในตู้คอนเทนเนอร์มอบให้จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2552 เพื่อให้จำเลยที่ 1 ขนส่งสินค้าจากประเทศอินโดนีเซียนำมาส่งมอบแก่โจทก์ในประเทศไทยที่ท่าเรือกรุงเทพ จำเลยที่ 1 บรรทุกสินค้าลงเรือลินตัส

มาฮาคาม เที่ยวเรือ 029 ออกเดินทางจากท่าเรือในประเทศอินโดนีเซียไปยังท่าเรือในประเทศสิงคโปร์ จากนั้นจำเลยที่ 1 ได้มอบหมายให้จำเลยที่ 2 ขนส่งต่อโดยขนถ่ายสินค้าลงเรือวันไห่ 162 เพื่อขนส่งต่อมายังท่าเรือกรุงเทพ และเรือมาถึงท่าเรือกรุงเทพวันที่ 31 สิงหาคม 2552 ต่อมาโจทก์ไปดำเนินพิธีการทางศุลกากรแล้วรับสินค้าออกจากท่าเรือกรุงเทพ แต่เมื่อนำมาตรวจดูพบว่าสินค้าเนื้อมะพร้าวอบแห้งมีราขึ้นเสียหายทั้งหมด

ศาลฎีกาวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเห็นสมควรวินิจฉัยรวมกันไปว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้ขนส่งและผู้ขนส่งอื่นต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้า หรือไม่ต้องรับผิดโดยความเสียหายไม่ได้เกิดจากความผิดของจำเลยทั้งสองหรือไม่ได้เกิดจากความผิดในการหีบห่อสินค้าของผู้ส่งหรือไม่ รวมทั้งจำเลยทั้งสองต้องรับผิดในการส่งมอบล่าช้าเพียงใดหรือไม่ จากการพิจารณา พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสอง จึงฟังไม่ได้ว่า เหตุที่สินค้าเสียหายมีราขึ้นนี้เกิดจากความผิดของผู้ส่งในการบรรจุหีบห่อสินค้า และฟังได้ว่าสินค้าเสียหายในระหว่างสินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยทั้งสองโดยความผิดของจำเลยทั้งสอง ซึ่งแม้ลักษณะความผิดของจำเลยทั้งสองเป็นกรณีขนส่งล่าช้ากว่าที่ควรก็ตาม แต่เมื่อความล่าช้านี้เป็นต้นเหตุที่ทำให้สินค้ามีราขึ้นเสียหาย

จำเลยทั้งสองย่อมต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้าต่อโจทก์ผู้รับตราส่งไม่ใช่กรณีที่ต้องรับผิดเพียงเพราะการส่งมอบล่าช้าดังเช่นที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยไว้ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น ทั้งเมื่อสินค้ามีน้ำหนัก 88,000 กิโลกรัม ซึ่งหากคิดจำกัดความรับผิดตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 58 ก็มีจำนวนจำกัดความรับผิดสามสิบบาทต่อกิโลกรัม เป็นเงิน 2,640,000 บาท แต่เมื่อจำนวนเงินที่โจทก์เรียกร้องมาตามคำฟ้องเป็นต้นเงินเพียง 1,510,453 บาท น้อยกว่าจำนวนเงินที่จำกัดความรับผิดอยู่แล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยในปัญหาเกี่ยวกับการจำกัดความรับผิดของจำเลยทั้งสองผู้ขนส่งแต่อย่างใด

เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ส่วนปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่าเสียหายในความเสียหายของสินค้าตามที่กล่าวอ้างในคำฟ้องเพียงใดหรือไม่นั้น เป็นปัญหาที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยังไม่ได้วินิจฉัยไว้ เนื่องจากศาลดังกล่าววินิจฉัยในเรื่องการส่งมอบล่าช้าเท่านั้น แต่เมื่อคู่ความนำสืบพยานหลักฐานมาเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรวินิจฉัยโดยไม่ต้องย้อนไปให้ศาลดังกล่าวพิพากษาใหม่ โดยเห็นว่าความรับผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้ขนส่งและผู้ขนส่งอื่น ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 39 มาตรา 44 และมาตรา 45 นั้น ผู้ขนส่งและผู้ขนส่งอื่นต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันเป็นผลจากการที่ของซึ่งได้รับมอบจากผู้ส่งของเสียหายโดยเหตุแห่งความเสียหายเกิดขึ้นในระหว่างที่ของนั้นอยู่ในความดูแลของตน จึงไม่ใช่ต้องรับผิดเพียงเฉพาะมูลค่าสินค้าที่เสียหาย แต่ยังต้องรับผิดถึงค่าใช้จ่ายต่าง

ๆ ที่ผู้รับตราส่งได้รับจากผลแห่งความเสียหายของสินค้าด้วย โดยค่าเสียหายจากการที่โจทก์ต้องเสียภาษีศุลกากรก็ดีและต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขนส่งก็ดี เป็นค่าใช้จ่ายที่โจทก์จำเป็นต้องจ่ายในการนำเข้าสินค้า เมื่อสินค้าเสียหายทำให้โจทก์เสียหายไม่อาจใช้ประโยชน์ได้ ไม่อาจนำค่าใช้จ่ายดังกล่าวมาคิดเป็นต้นทุนในการขายสินค้าเพื่อให้ได้ทุนคืน และเสียโอกาสในการขายให้ได้กำไร ดังนั้น ค่าใช้จ่ายดังกล่าวรวมทั้งค่าขาดกำไรย่อมเป็นความเสียหายที่เป็นผลจากความเสียหายของสินค้าที่จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ มิใช่เป็นค่าเสียหายที่โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องดังที่จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ และเมื่อโจทก์นำสืบโดยตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงและคำเบิกความของนายภูมิลาภประกอบเอกสารใบเสร็จรับเงินค่าภาษีจำนวน 57,200 บาท

ใบวางบิลและใบเสร็จรับเงินค่าใช้จ่ายในการขนส่งจำนวนรวม 59,133 บาท และค่าขาดกำไรที่โจทก์ขอคิดเพียงกิโลกรัมละ 1 บาท รวม 88,000 กิโลกรัม เป็นเงิน 88,000 บาท เมื่อเทียบกับราคาสินค้า 1,475,320 บาท นับว่าต่ำอยู่แล้ว เชื่อได้ว่าโจทก์เสียหายไม่น้อยกว่าจำนวนที่เรียกร้องค่าขาดกำไรดังกล่าวจริง ส่วนราคาสินค้าซึ่งจำเลยทั้งสองไม่ได้ปฏิเสธว่าเป็นเงินจำนวนดังกล่าวจริง แต่อ้างและนำสืบเพียงว่าสินค้าไม่ได้เสียหายโดยสิ้นเชิงเท่านั้น ซึ่งในข้อนี้นายภูมิลาภพยานโจทก์ยืนยันว่าสินค้าเสียหายทั้งหมด 88,000 กิโลกรัม โดยแสดงภาพถ่ายสินค้าที่มีราขึ้นประกอบ ส่วนนายปกรณ์พยานจำเลยทั้งสองอ้างว่าสินค้าเสียหายเพียงบางส่วน เมื่อพิจารณาคำเบิกความของนายภูมิลาภประกอบภาพถ่ายดังกล่าวแล้วมีเหตุผลให้น่าเชื่อมากกว่าพยานจำเลยทั้งสอง

ฟังได้ว่าสินค้าเสียหายทั้งหมด จึงคิดเป็นเงิน 1,475,320 บาท และโจทก์ยังขายซากได้เป็นเงินจำนวน 169,200 บาท คงเหลือค่าสินค้าเสียหาย 1,306,120 บาท ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าเสียหายตามคำฟ้องรวมเป็นเงิน 1,510,453 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2552 ถึงวันฟ้องอีกจำนวน 109,249.20 บาท รวมเป็นเงิน 1,619,702.20 บาท

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,619,702.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,510,453 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ชำระทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความสองศาลรวม 10,000 บาท

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร · อร่าม เสนามนตรี · ปริญญา ดีผดุง
ศาลล่าง
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง - นายวราคมน์ เลี้ยงพันธุ์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ทก.(ค)188/2555
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
กค141/2553
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
กค182/2554
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 827/2548

ผู้ซื้อและผู้ขายตามสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศตกลงซื้อขายกันตามเงื่อนไข INCOTERMS แบบ EX WORKS ผู้ขายจึงมีหน้าที่ต้องส่งมอบสินค้าที่หน้าโรงงานของผู้ขาย ส่วนผู้ซื้อมีหน้าที่ว่าจ้างผู้ขนส่งไปรับสินค…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4807/2546

จำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำสัญญารับขนของทางทะเลกับผู้ส่งของ จำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้ขนส่ง ส่วนจำเลยที่ 2 ออกใบตราส่งในฐานะเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 2 จึงมิใช่ผู้ที่ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งให้ท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1938/2549

จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งอื่น เมื่อเหตุแห่งการเสียหายของสินค้ามิได้เกิดขึ้นในระหว่างที่อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1 ในส่วนที่จำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมาย จำเลยที่ 1 ก็ไม่ต้องรับผิดในการเสียหายของสินค้าตาม พ.…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1413/2549

แม้ตามใบกำกับสินค้าจะมีข้อความระบุราคาเป็นราคา FOB ก็ตาม แต่กลับปรากฏข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของคู่สัญญาว่า ผู้ซื้อไม่ได้มีหน้าที่ว่าจ้างผู้ขนส่งให้นำเรือไปรับสินค้าจากผู้ขาย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1094/2545

อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ว่า โดยสภาพธรรมชาติของเกลือจะมีความชื้นในตัวเอง หากวางทับซ้อนกันเป็นจำนวนมากจะทำให้เกิดปฏิกริยาทางเคมี เมื่อประสบกับความร้อนจากแสงแดดย่อมทำให้สินค้าเกลือเกิดความเสียหาย นอกจากน…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้