Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1849/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คำวินิจฉัยของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางที่วินิจฉัยว่าคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 อ้างว่าจำเลยที่ 1 ลูกจ้างจำเลยที่ 2ทำละเมิดตาม ทางการที่จ้างต่อ โจทก์นั้น มิใช่คดีอันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่างนายจ้างลูกจ้างอันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของ ศาลแรงงานกลาง ดังนี้ คำวินิจฉัยดังกล่าวย่อมเป็นที่สุดตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 9 วรรคสอง โจทก์จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์โต้แย้งคำวินิจฉัยดังกล่าวได้.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 9

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างประจำของจำเลยที่ 2 เข้าทำงานเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2512 ตำแหน่งพนักงานขับรถ ได้รับค่าจ้างสุดท้ายเดือนละ 3,440 บาท จำเลยที่ 1 เป็นแพทย์ประจำและเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ตรวจรักษาและจ่ายยาให้แก่พนักงานของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2529 โจทก์มีอาการเคืองตาจึงไปให้จำเลยที่ 1 ตรวจรักษา จำเลยที่ 1 ตรวจตาของโจทก์แล้วจ่ายยาให้โจทก์ เมื่อโจทก์รับประทานยาเม็ดของจำเลยที่ 1 ก็มีอาการคันผื่นขึ้นตามตัว เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2529โจทก์เข้ารักษาที่โรงพยาบาลโพลีคลีนิค สะพานใหม่ ดอนเมืองแพทย์ตรวจยาที่โจทก์รับประทานและขูดลิ้นหาสาเหตุแล้วปรากฏว่าโจทก์แพ้ยาแอมพิซิลีนที่จำเลยที่ 1 สั่งให้โจทก์รับประทานต่อมาตาทั้งสองข้างมีน้ำตาไหลตลอดเวลาจนลืมตาไม่ได้

การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการประมาทเลินเล่อสั่งจ่ายยาแอมพิซิลีนโดยไม่จำเป็นต้องใช้ยานี้ เป็นผลทำให้โจทก์ต้องสูญเสียดวงตาในการมองเห็น โจทก์พยายามรักษาตลอดมา แต่อาการดังกล่าวไม่หายจนเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2531 โจทก์ตาบอดทั้งสองข้าง ไม่สามารถมองเห็นได้ เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2531 จำเลยที่ 2 มีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์โดยอ้างว่าโจทก์สูญเสียสมรรถภาพในการมองเห็นเกือบทั้งสิ้น ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ จำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อผลละเมิดของจำเลยที่ 1 และการเลิกจ้างดังกล่าวเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม โจทก์ตกเป็นผู้ยากไร้ขาดรายได้ โจทก์เคยได้รับเงินเดือน ๆ ละ 3,440 บาทหากโจทก์ยังทำงานต่อไปโจทก์จะได้รับค่าจ้างเพิ่มทุกปี และยังได้รับเงินโบนัสตามระเบียบ

การกระทำของจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ 1ต้องร่วมรับผิดในค่าเสียหายดังกล่าว โจทก์ขอคิดค่าเสียหาย 3 ล้านบาทในระหว่างที่โจทก์หยุดงานเพื่อรักษาความเจ็บป่วยนั้น จำเลยที่ 2กลับหักเงินค่าจ้างในวันหยุดของโจทก์จำนวน 208.5 วัน คิดเป็นเงิน18,748 บาท ซึ่งจำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิจะหักได้ เพราะมิใช่เป็นการเจ็บป่วยอันเกิดจากตัวโจทก์เอง ขอให้จำเลยที่ 2 ชดใช้เงินค่าจ้างที่หักไปเป็นเงิน 18,738 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบห้าต่อปี นับแต่เดือนพฤษภาคม 2530 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน3,983.95 บาท รวมเป็นเงินที่ค้างชำระ 22,731.95 บาท โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสองรับผิดใช้ค่าเสียหาย แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉยขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินให้โจทก์รวม 3,022,731.95 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี

นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จสิ้นศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องจำเลยที่ 1 คงรับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 2จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2522มิใช่วันที่ 11 ตุลาคม 2522 จำเลยที่ 1 มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์เหตุที่โจทก์มีอาการทางตาและเกิดผื่นคันตามตัว เนื่องจากโจทก์มีโรคประจำตัวและใช้ยาประเภทที่อาจมีผลทางตาและผิวหนัง เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2529 โจทก์มาพบจำเลยที่ 1 ด้วยอาการเยื่อบุตาและคออักเสบ จำเลยที่ 1 ได้ตรวจรักษาตามหลักวิชาการแพทย์ด้วยความถูกต้องและระมัดระวังอย่างผู้ประกอบวิชาชีพ ได้จ่ายยาแอมพิซิลีน ซึ่งยาแอมพิซิลีนนี้เป็นยาใช้รักษาการอักเสบของคอไม่ใช่ยาที่ให้เพื่อรักษาเกี่ยวกับอาการทางตาแต่อย่างใด

โจทก์เคยได้รับยาในกลุ่มยาแอมพิซิลีนไปจากสถานพยาบาลของจำเลยที่ 2ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ถึง 6 ครั้งแล้ว ทั้งจำเลยที่ 1 ก็ได้สอบถามเกี่ยวกับประวัติการแพ้ยาของโจทก์แล้ว โจทก์ยืนยันว่าไม่มีประวัติการแพ้ยาดังกล่าว และโจทก์ไม่เคยแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบว่า โจทก์มีอาการโรคประจำตัวอะไรบ้าง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะโรคของโรงพยาบาลเมโยซึ่งดูแลรักษาโจทก์ก็ได้ให้ความเห็นยืนยันว่าการป่วยของโจทก์เกิดจากตัวยาชนิดอื่นที่โจทก์รับประทานอยู่ก่อนมารับการรักษาจากจำเลยที่ 1 การที่โจทก์มีอาการตาอักเสบเรื้อรังตาข้างขวาบอด ข้างซ้ายเห็นพอประมาณ ก็เป็นผลของการเจ็บป่วยที่โจทก์เป็นอยู่ก่อนมารับการรักษาจากจำเลยที่ 1 ยาแอมพิซิลีนที่จำเลยที่ 1 จ่ายให้โจทก์

ก็มีปริมาณเพียงเล็กน้อยไม่มีผลถึงกับให้เกิดอาการตาบอด จำเลยที่ 1 มิได้กระทำการใด ๆ อันถือว่าเป็นความประมาทแต่อย่างใด โจทก์ป่วยไม่สามารถปฏิบัติงานตามหน้าที่ให้แก่จำเลยที่ 2 ได้อีกต่อไป จำเลยที่ 2 จึงเลิกจ้างโจทก์โดยให้โจทก์ได้รับค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเงินบำเหน็จไปแล้ว จึงไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำเลยที่ 2 ได้ออกค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลโจทก์ทั้งหมดตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 2 เป็นเงินหลายหมื่นบาท และยังได้รับภรรยาโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 แทน การที่จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์จึงมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายใด ๆ จากจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ได้หักค่าจ้างโจทก์ในช่วงที่เจ็บป่วยเพียง 178 วันครึ่ง

คิดเป็นยอดเงินตามฟ้องจำนวน 18,784 บาท ซึ่งจำเลยที่ 2 มีสิทธิหักได้ตามระเบียบข้อบังคับ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเงินจำนวนดังกล่าวและดอกเบี้ย โจทก์ไม่เคยทวงถามให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ดังกล่าวโจทก์ฟ้องคดีละเมิดเกิน 1 ปี จึงขาดอายุความ นอกจากนี้โจทก์ไม่มีอำนาจนำคดีมาฟ้องจำเลยที่ 2 ต่อศาลแรงงานกลางเพราะมิใช่เป็นคดีสืบเนื่องจากข้อพิพาทแรงงานหรือเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานแต่ประการใด ขอให้ยกฟ้องวันนัดพิจารณา คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2522ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับค่าเสียหาย 7,000,000 บาท ในส่วนซึ่งเป็นคดีอันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานตามคำวินิจฉัยของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางที่ 64/2531 ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2531 การเลิกจ้างของจำเลยที่ 2 ไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและจำเลยที่ 2 ได้หักเงินเดือนของโจทก์ในวันลาป่วยถูกต้องตามระเบียบแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายและเงินเดือนที่ถูกหักไว้จากจำเลยที่ 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์เป็นข้อแรกว่า คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับค่าเสียหายฐานละเมิดจำนวน 3,000,000 บาท ที่อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยนั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางได้มีคำวินิจฉัยของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางที่ 64/2531ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2531 วินิจฉัยว่า โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์รวม 2 จำนวน จำนวนแรกเป็นเงิน3,000,000 บาท เนื่องจากจำเลยที่ 1 ทำละเมิดตามทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์นั้น ไม่ใช่คดีอันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่างนายจ้างและลูกจ้างอันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานคำวินิจฉัยดังกล่าวของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางเป็นการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 9 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติไว้ด้วยว่า คำวินิจฉัยของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางให้เป็นที่สุด

โจทก์จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์โต้แย้งคำวินิจฉัยดังกล่าวของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้โจทก์อุทธรณ์ข้อต่อไปว่า ศาลแรงงานกลางฟังว่าอาการเจ็บป่วยและตาบอดของโจทก์เกิดขึ้นเพราะความผิดของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพนักงานของจำเลยที่ 2 เท่ากับว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดหรือเกิดขึ้นเพราะความผิดของจำเลยที่ 2 ด้วย เมื่อจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุนี้จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เห็นว่าตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยเรื่องนี้ไว้ว่า ตามคำฟ้องและคำให้การข้อเท็จจริงยุติว่าจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์ป่วยและตาบอดไม่สามารถทำงานได้ การเลิกจ้างของจำเลยที่ 2จึงเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุ

แม้อาการป่วยและตาบอดของโจทก์เกิดขึ้นเพราะความผิดของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพนักงานของจำเลยที่ 2เมื่ออาการป่วยของโจทก์ถึงขนาดไม่สามารถปฏิบัติงานได้ จำเลยที่ 2ก็เลิกจ้างได้ การเลิกจ้างของจำเลยที่ 2 จึงไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม คำวินิจฉัยดังกล่าวจะแปลความได้หรือไม่ว่าศาลแรงงานกลางฟังว่าอาการเจ็บป่วยและตาบอดของโจทก์เกิดขึ้นเพราะความผิดของจำเลยที่ 1 ตามที่โจทก์กล่าวอ้างในอุทธรณ์คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 โดยกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างและเป็นแพทย์ประจำกองแพทย์ฝ่ายช่างของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1กระทำในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ได้ตรวจรักษาตาของโจทก์ด้วยความประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้โจทก์ตาบอด ขอให้จำเลยที่ 1ที่ 2 ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายฐานละเมิดต่อโจทก์จำนวน3,000,000 บาท

ศาลแรงงานกลางสั่งไม่รับฟ้องจำเลยที่ 1 ส่วนคำฟ้องที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ในคดีนี้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางมีคำวินิจฉัยว่า กรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 2ฐานละเมิดดังกล่าวไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานศาลแรงงานกลางก็ได้มีคำวินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทข้อ 1 ไม่รับวินิจฉัยข้อหานี้ คดีนี้จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าอาการป่วยและตาบอดของโจทก์เกิดขึ้นเพราะความผิดของจำเลยที่ 1 หรือไม่แม้ศาลแรงงานกลางได้มีกล่าวไว้ในคำพิพากษาว่า "...แม้อาการป่วยและตาบอดของโจทก์เกิดขึ้นเพราะความผิดของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพนักงานของจำเลยที่ 2..." ถ้อยคำดังกล่าวก็อยู่นอกประเด็นข้อพิพาท อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า

การเลิกจ้างของจำเลยที่ 2 เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเนื่องจากโจทก์ตาบอดเพราะการกระทำของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 จึงฟังไม่ขึ้นไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยเรื่องค่าเสียหายและดอกเบี้ยตามที่โจทก์อุทธรณ์ต่อไปโจทก์อุทธรณ์เป็นข้อสุดท้ายว่า จำเลยที่ 2 ต้องจ่ายค่าจ้างระหว่างลาป่วยซึ่งการเจ็บป่วยของโจทก์เกิดขึ้นจากความผิดของจำเลยที่ 1 ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ขอให้จำเลยที่ 2จ่ายค่าจ้างในวันลาป่วยตามฟ้องให้แก่โจทก์นั้น เห็นว่า ฟ้องของโจทก์ข้อนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 มีระเบียบบริษัทการบินไทย จำกัด ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. 2521เอกสารหมาย จ.8 ข้อ 11 กำหนดไว้ว่าในปีหนึ่งพนักงานลาป่วยได้120 วัน โดยใน 30 วันแรก

พนักงานมีสิทธิได้รับเงินเดือนเต็มจำนวนส่วนที่เกิน 30 วัน แต่ไม่เกิน 120 วัน พนักงานมีสิทธิได้รับค่าจ้างครึ่งหนึ่ง ส่วนการลาป่วยที่เกิน 120 วัน พนักงานไม่มีสิทธิได้รับเงินเดือน จำเลยที่ 2 ได้หักเงินเดือนของโจทก์ที่ลาป่วยตามระเบียบจำนวน 208.5 วัน เป็นเงิน 18,748 บาท ศาลแรงงานกลางจึงรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 ได้หักเงินเดือนของโจทก์ในวันลาป่วยถูกต้องตามระเบียบแล้ว การที่โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์ต้องลาป่วยเพราะความผิดของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดด้วย จำเลยที่ 2จึงหักค่าจ้างในวันลาป่วยไม่ได้นั้น ข้ออุทธรณ์ดังกล่าวของโจทก์ก็เพื่อให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดจ่ายค่าจ้างในวันลาป่วยนอกเหนือจากระเบียบของจำเลยที่ 2 ตามเอกสารหมาย

จ.8 ข้อ 11 เมื่อคดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ ถือไม่ได้ว่าศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยว่าการเจ็บป่วยของโจทก์เกิดขึ้นเพราะความผิดของจำเลยที่ 1 ตามที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยมาข้างต้นแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์จึงฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประคนธ์ พันธุ์วิชาติกุล · เคียง บุญเพิ่ม · อัมพร เดชศิริ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11097/2556

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองจ้างโจทก์เป็นลูกจ้าง จำเลยทั้งสองให้การเพียงว่า ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ใช่การจ้างแรงงาน โจทก์ไม่ใช่ลูกจ้าง จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยเรียกร้องเงินตาม พ.ร.บ.คุ้มคร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20446/2555

แม้จำเลยจะให้การว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลแรงงาน แต่ในรายงานกระบวนพิจารณาจำเลยยอมรับว่าเป็นลูกจ้างโจทก์จริง และศาลแรงงานกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับเดียวกันนั้นโดยไม่ได้กำหนดปร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8789/2550

อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าการที่จะพิจารณาว่าลูกจ้างละทิ้งหน้าที่โดยขาดงานเป็นเวลาสามวันติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควรตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (5) หรือไม่ ต้องอาศัยพยานหลักฐานที่ชัดแจ้งเช่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8395/2550

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 9 กำหนดให้ในกรณีที่นายจ้างจงใจไม่คืนหรือไม่จ่ายเงินประกัน ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลาในวันหยุด ค่าชดเชย หรือค่าชดเชยพิเศษ โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร เมื…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3365/2549

คดีนี้จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานภาค 9 เพราะมูลคดีตามฟ้องมิได้เป็นกรณีที่จำเลยประพฤติผิดสัญญาจ้างดังฟ้อง คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงสงขลา เท่ากับจำเลยให้การต่อสู้…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้