Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2534 (เลขอ้างอิง 18613)

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เจ้าพนักงานประเมินได้ออกหมายเรียกโจทก์ครั้งเดียวภายในกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการการค้า และเจ้าพนักงานประเมินได้แจ้งประเมินให้โจทก์ชำระภาษีการค้าและภาษีเงินได้นิติบุคคลภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการการค้าแล้ว โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์โจทก์ ถือว่าการเรียกตรวจสอบไต่สวนตามหมายเรียกดังกล่าวได้เสร็จสิ้นลงแล้ว การที่เจ้าพนักงานประเมินมาแจ้งประเมินครั้งที่สองโดยมิได้ออกหมายเรียกมาไต่สวนใหม่ภายในกำหนด 5 ปีนั้นจึงเป็นการประเมินโดยไม่มีอำนาจที่จะทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ฟ้องอ้างว่าเจ้าพนักงานประเมินประเมินให้โจทก์เสียภาษีการค้าเพิ่มไม่ถูกต้องเพราะโจทก์มิได้มีรายรับจากการค้าเพิ่มการที่โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่ต้องเสียภาษีการค้าเพราะโจทก์มิใช่ผู้ประกอบการค้าในฐานะผู้ผลิตตามคำสั่งของกรมสรรพากร ที่ ป.4/2527จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่โจทก์มิได้กล่าวไว้ในคำฟ้อง อันมิใช่ข้อที่ว่ากันมาแล้วในศาลภาษีอากรกลาง จึงต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรฯ มาตรา 24 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 225 โจทก์ลงลายรับเฉพาะจำนวนที่ได้รับจากลูกช่วงทำไม้หลังจากหักค่าจ้างออกแล้วเป็นการลงรายรับเฉพาะส่วนที่เป็นกำไรเท่านั้นเจ้าพนักงานคิดคำนวณปริมาตรไม้แล้วปรับปรุงบัญชีรายรับของโจทก์ตามราคาที่ขายตามหลักฐานที่ตรวจสอบได้ไม่เป็นการคำนวณรายรับที่ไม่ถูกต้อง ในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีพิพาทโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการการค้าโดยแสดงรายรับขาดไปเกินกว่าร้อยละยี่สิบห้าของยอดรายรับของโจทก์ที่เจ้าพนักงานตรวจสอบได้ เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีการค้าของโจทก์ได้ภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดยื่นแบบแสดงรายการตามที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากรมาตรา 88 ทวิ(2).

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.พ. มาตรา 225 ป.รัษฎากร มาตรา 19 ป.รัษฎากร มาตรา 20 ป.รัษฎากร มาตรา 79 ป.รัษฎากร มาตรา 87 ป.รัษฎากร มาตรา 88 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 24

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2527 โจทก์ได้รับแบบแจ้งการประเมินภาษีการค้า ให้โจทก์เสียภาษีการค้าพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2521-2523 โดยอ้างว่าโจทก์แสดงรายรับต่ำกว่าความเป็นจริง ต่อมาวันที่ 15 มกราคม 2528เจ้าพนักงานประเมินได้มีหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล ให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติมพร้อมเงินเพิ่มสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2520-2523 และเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2529 เจ้าพนักงานประเมินยังได้มีหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลให้โจทก์เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2523 เพิ่มพร้อมเงินเพิ่มโดยอ้างว่าโจทก์นำรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี ค่าการกุศลส่วนที่เกินร้อยละ 1 มาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ และนำรายได้ขายไม้ซุงลงบัญชีไม่ครบถ้วน

โจทก์ได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ หลังจากโจทก์ยื่นอุทธรณ์การประเมินแล้วเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2530 เจ้าพนักงานประเมินยังได้ออกหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2521ให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติมพร้อมเงินเพิ่มอีกโจทก์ได้อุทธรณ์การประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลดังกล่าวอีกคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้วินิจฉัยว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบแล้ว ซึ่งโจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้อง กล่าวคือโจทก์ได้รับสัมปทานการทำไม้จากรัฐบาลในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2520-2523 โจทก์ทำสัญญาให้ลูกช่วงรับไปทำโดยลูกช่วงเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดโจทก์ได้รับค่าตอบแทนลูกบาศก์เมตรละ 100-200 บาท ซึ่งโจทก์นำไปลงบัญชีและนำไปเสียภาษีการค้าและภาษีเงินได้นิติบุคคล

โจทก์ไม่ได้นำรายจ่ายต้องห้ามไปถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณหากำไรสุทธิ การที่เจ้าพนักงานประเมินคำนวณหารายรับโดยนำปริมาตรไม้ที่ปรากฏในใบเสร็จรับเงินค่าภาคหลวงคูณด้วยราคาขายขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้นั้นไม่ถูกต้อง การประเมินของเจ้าพนักงานพ้นกำหนด 5 ปี และ 10 ปีนับแต่วันที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีการค้าและภาษีเงินได้นิติบุคคล การประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลฉบับลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2529 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2523และฉบับลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2530 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2521เป็นการประเมินซ้ำซ้อนใช้บังคับไม่ได้ ขอให้เพิกถอนแบบแจ้งการประเมินภาษีการค้าและหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลดังกล่าวทุกฉบับ และเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จำเลยให้การว่า

โจทก์ได้ว่าจ้างบุคคลอื่นทำไม้แทนโดยผู้รับจ้างเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ทั้งหมด แล้วโจทก์ขายไม้คืนแก่ผู้รับจ้างทำไม้ในราคาลูกบาศก์เมตรละ 200 บาท และ 25 บาท สำหรับเศษไม้ปลายไม้ โจทก์นำรายรับจำนวนดังกล่าวมาเสียภาษีการค้าซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะรายรับที่จะนำมาคำนวณภาษีการค้านั้นจะต้องเป็นรายรับก่อนหักค่าใช้จ่าย เจ้าพนักงานประเมินแจ้งให้โจทก์จัดส่งสัญญาจ้างทำไม้ บัญชีป่าไม้เพื่อตรวจสอบ แต่โจทก์ไม่จัดส่งเจ้าพนักงานจึงได้ทำการตรวจสอบหาปริมาตรไม้ที่โจทก์ขายไปในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2521-2524 โดยนำปริมาตรไม้คงเหลือยกมาต้นปีบวกด้วยปริมาตรไม้ที่โจทก์รับเข้ามาระหว่างปีตามใบเสร็จรับเงินค่าภาคหลวงหักด้วยปริมาตรไม้คงเหลือปลายปี

เปรียบเทียบกับปริมาตรไม้ที่โจทก์ขายคืนให้ผู้รับจ้างซึ่งมีจำนวนต่ำกว่าที่ตรวจพบ ส่วนที่ต่ำกว่าถือว่าโจทก์ได้ขายไปแล้ว และไม่นำรายรับไปลงบัญชีและเสียภาษีการค้า เจ้าพนักงานประเมินจึงประเมินราคาโดยนำปริมาตรไม้ที่โจทก์ขายไปคูณด้วยราคาขายเฉลี่ยขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้แล้วคำนวณภาษีการค้าให้โจทก์ชำระเพิ่มเติม สำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาบัญชีปี 2521-2523 โจทก์มิได้บันทึกรายการต้นทุนทำไม้ไว้เลย และไม่ได้นำสัญญาทำไม้กับลูกช่วงมามอบให้เจ้าหน้าที่ของจำเลยตรวจสอบ เจ้าพนักงานประเมินจึงคำนวณต้นทุนการทำไม้มาคิดหักเป็นค่าใช้จ่ายให้ โดยถืออัตราค่าจ้างสูงสุดในการทำสัญญาจ้างทำไม้ในปี 2519 เป็นเกณฑ์ คือลูกบาศก์เมตรละ440 บาท

ราคาไม้เฉลี่ยขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ปี 2520ลูกบาศก์เมตรละ 697.14 บาท คิดเป็นอัตราส่วนต้นทุนการทำไม้ร้อยละ63,115 ของราคาไม้ นอกจากนี้ยังพบว่าโจทก์นำรายจ่ายต้องห้ามมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ เจ้าพนักงานประเมินจึงได้ปรับปรุงกำไรสุทธิแล้วคำนวณให้โจทก์เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติมโจทก์ได้อุทธรณ์การประเมิน ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เจ้าพนักงานประเมินได้ตรวจพบความผิดพลาดในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2521 และ 2523เดิมเกี่ยวกับสินค้าคงเหลือต่ำกว่าความเป็นจริง เจ้าพนักงานประเมินจึงได้ประเมินแล้วแจ้งการประเมินให้โจทก์ชำระค่าภาษีเพิ่ม มิใช่เป็นการประเมินซ้ำซ้อนและไม่ขาดอายุความ

ขอให้ยกฟ้องโจทก์ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาในเรื่องการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลครั้งที่ 2 ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2521 และ 2523ข้อเท็จจริงยุติว่า เจ้าพนักงานประเมินได้ออกหมายเรียกโจทก์มาไต่สวนครั้งเดียวตามเอกสารหมาย ล.156 และได้มีการแจ้งประเมินให้โจทก์เสียภาษีเพิ่มแล้วสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีสองปีดังกล่าวตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลลงวันที่ 15 มกราคม 2528ทั้งสองฉบับ โจทก์ได้อุทธรณ์การประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินทั้งสองฉบับนี้ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้ว คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ กรณีจึงต้องถือว่าการเรียกตรวจสอบไต่สวนตามหมายเรียกเอกสารหมาย

ล.156 นั้น ได้เสร็จสิ้นลงแล้วสำหรับอำนาจในการแจ้งการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินที่ได้มีขึ้นตามหมายเรียกไต่สวนดังกล่าว การที่เจ้าพนักงานประเมินมาแจ้งประเมินครั้งที่สองโดยมิได้มีการออกหมายเรียกมาไต่สวนใหม่ภายในกำหนดเวลา 5 ปีนั้น จึงเป็นการประเมินโดยไม่มีอำนาจที่จะทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เพราะความมุ่งหมายของกฎหมายที่ให้มีการออกหมายเรียกมาไต่สวนก่อนมีการประเมินนั้น ก็โดยมุ่งหมายที่จะให้มีการประเมินเสร็จสิ้นเสียในคราวที่มีการออกหมายเรียกมาไต่สวนเนื่องจากการแจ้งประเมินนั้นเป็นผลให้อายุความสะดุดหยุดลง ถ้ามีการแจ้งประเมินได้หลายครั้งในการออกหมายเรียกมาไต่สวนคราวเดียวแล้วความรับผิดของผู้ที่จะต้องถูกแจ้งประเมินก็จะมีกำหนดเวลาเกินกว่า10 ปี

นับแต่ได้ยื่นแบบแสดงรายการอันจะเป็นเหตุให้ความรับผิดของผู้เสียภาษีที่จะถูกแจ้งประเมินไม่มีเวลาที่จะเห็นได้ว่าจะยุติแน่นอนเมื่อใด การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินครั้งที่สองสำหรับรอบระยะเวลาบัญชี ปี 2521 และ 2523 ตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล ลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2530 และวันที่30 พฤษภาคม 2529 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เกี่ยวกับหนังสือแจ้งประเมินตามที่กล่าวนั้น เป็นการไม่ถูกต้องตามกฎหมายข้อที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์มิใช่ผู้ผลิตจึงไม่อยู่ในกรณีต้องเสียภาษีการค้าตามคำสั่งของกรมสรรพากร ที่ ป.4/2527 นั้นได้พิจารณาคำฟ้องของโจทก์ซึ่งขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีการค้าโดยอ้างว่าโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีการค้าในรอบระยะเวลาบัญชีพิพาท แต่เจ้าพนักงานประเมินให้โจทก์เสียภาษีการค้าเพิ่มโดยโจทก์มิได้มีรายรับจากการค้าเพิ่ม ข้อที่โจทก์อุทธรณ์ดังกล่าวจึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่โจทก์ไม่ได้ว่ากล่าวไว้ในคำฟ้อง

อันมิใช่ข้อที่ว่ากันมาแล้วในศาลภาษีอากรกลางโดยชอบอุทธรณ์ข้อนี้จึงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรพ.ศ. 2528 มาตรา 24 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 225 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยข้อที่โจทก์อุทธรณ์อ้างว่าโจทก์ได้นำรายรับมาลงครบถ้วนแล้วนั้นได้ความว่า โจทก์ลงรายรับเฉพาะจำนวนที่โจทก์รับจากลูกช่วงหลังจากที่หักค่าจ้างลูกช่วงทำไม้ต่อลูกบาศก์เมตรออกแล้ว อันมิใช่การลงรายรับตามราคาที่โจทก์ขาย แต่เป็นการลงรายรับเฉพาะส่วนที่โจทก์ถือเป็นกำไรเท่านั้น เจ้าพนักงานคิดคำนวณปริมาตรไม้แล้วปรับปรุงบัญชีรายรับของโจทก์ตามราคาที่ขาย จึงเป็นการปรับปรุงรายรับของโจทก์ตามหลักฐานที่ตรวจสอบได้

ไม่เป็นการคำนวณรายรับที่ไม่ถูกต้องข้อที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การประเมินภาษีการค้าของโจทก์เป็นการประเมินเกินกว่า 5 ปี นับแต่วันที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการ ขัดต่อมาตรา 88 ทวิ(1) แห่งประมวลรัษฎากรนั้น ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่าในแต่รอบระยะเวลาบัญชีพิพาทโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการการค้าโดยแสดงรายรับขาดไปเกินกว่าร้อยละยี่สิบห้าของยอดรายรับของโจทก์ที่เจ้าพนักงานตรวจสอบได้ เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจที่จะประเมินภาษีการค้าของโจทก์ได้ภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดยื่นแบบแสดงรายการตามที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 88 ทวิ(2)เมื่อเจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินภาษีการค้าของโจทก์ภายในกำหนด 10 ปี การประเมินจึงไม่ขาดอายุความพิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เฉพาะที่เกี่ยวกับการแจ้งประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2521ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2521 ครั้งที่สอง ตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล

ลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2530 และรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2523 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2523 ครั้งที่สองตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล ลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2529นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อุดม เฟื่องฟุ้ง · ก้าน อันนานนท์ · เพ็ง เพ็งนิติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8829/2550

ปัญหาเรื่องการออกหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมินเป็นไปโดยชอบด้วย ป.รัษฎากร มาตรา 19 หรือไม่ เป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจในการประเมินภาษีอากรว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7055/2544

กรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่ยื่นรายการและชำระภาษีตามประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 67 ทวิ (1) หรือยื่นรายการและชำระภาษีตามมาตรา 67 ทวิ (1) โดยประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิ ซึ่งไ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8315/2543

โจทก์ยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่1 มกราคม 2531 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2531 เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2531 และยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2531 ถึงว…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10135/2539

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าการประเมินภาษีอากรไม่ชอบด้วยมาตรา49แห่งประมวลรัษฎากรเพราะมิได้รับอนุญาตจากอธิบดีนั้นแม้จะมิใช่ปัญหาที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลภาษีอากรกลางแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรีย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1822/2533

ศาลมีคำสั่งเรียกเอกสารของโจทก์ซึ่งอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 และเอกสารเหล่านั้นเป็นที่มาของรายการรายได้ที่เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 อ้างว่ามีจำนวนสูงกว่ารายได้ที่โจทก์แสดงไว้ในแบบแสดงรายการเพื่อเส…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้