Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2534 (เลขอ้างอิง 18684)

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

พ.ร.บ. คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจพ.ศ. 2518 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดคุณสมบัติและเหตุที่พนักงานรัฐวิสาหกิจจะต้องพ้นจากตำแหน่ง มิได้หมายความว่าเมื่อพนักงานผู้ใดขาดคุณสมบัติ หรือมีเหตุต้องพ้นจากตำแหน่ง การจ้างเป็นอันระงับไปทันที แต่รัฐวิสาหกิจจะต้องดำเนินการให้พนักงานผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งไปด้วยเท่านั้น โจทก์ที่ 1 ถึง 12 บกพร่องต่อหน้าที่หรือมีผลงานต่ำกว่ามาตรฐานอันถือว่าเป็นผู้ไม่สามารถทำงานให้แก่จำเลยได้เต็มเวลา และเป็นการขาดคุณสมบัติ แต่ก็มิใช่การฝ่าฝืนข้อบังคับหรือระเบียบเกี่ยวกับการทำงาน ที่จำเลยให้โจทก์ที่ 1 ถึง 12 ออกจากงานจึงเป็นการเลิกจ้างตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46 วรรคสอง ค่าชดเชยตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานหมายความว่าเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้าง เมื่อเลิกจ้าง นอกเหนือจากเงินประเภทอื่นการจ่ายเงินบำเหน็จให้แก่พนักงานเมื่อออกจากงานของจำเลยตามข้อบังคับว่าด้วยกองทุนบำเหน็จ มีหลักเกณฑ์การจ่ายแตกต่างจากการจ่ายค่าชดเชย ถือมิได้ว่าเงินที่จ่ายตามข้อบังคับดังกล่าวเป็นการจ่ายค่าชดเชย แม้จะมีข้อบังคับระบุว่าพนักงานมีสิทธิรับเงินบำเหน็จเพียงอย่างเดียว และถือเป็นค่าชดเชยตามกฎหมายก็ไม่มีผลบังคับ อุทธรณ์ที่มิได้โต้แย้ง คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางโดยยกข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายขึ้นอ้างอิงโดยชัดแจ้ง เป็นอุทธรณ์ที่มิชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานฯ พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้าง เมื่อไม่จ่ายก็ตกเป็นผู้ผิดนัดนับแต่วันเลิกจ้าง ข้ออ้างว่าไม่เจตนาหาเป็นเหตุให้พ้นความรับผิดไม่.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.พ.พ. มาตรา 224 ป.วิ.พ. มาตรา 225 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 มาตรา 9 พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 มาตรา 11

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสิบสามสำนวนนี้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยเรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1ถึงโจทก์ที่ 13โจทก์ทั้งสิบสามสำนวนฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์ทั้งสิบสามเป็นลูกจ้างประจำรายวัน ทำงานที่โรงงานพิษณุโลก เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน2533 จำเลยได้มีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 12 ฐานหย่อนความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่การงาน และเมื่อวันที่25 เมษายน 2533 โจทก์ที่ 13 ได้ลาออกจากงานโดยไม่มีความผิดโจทก์ทั้งสิบสามมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตามข้อบังคับองค์การทอผ้าว่าด้วยกองทุนบำเหน็จ พ.ศ. 2521 แต่จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จให้แก่โจทก์ทั้งสิบสามไม่ครบ และไม่จ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายให้แก่โจทก์ที่ 1ถึงโจทก์ที่ 12 ขอให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จส่วนที่ยังขาดและค่าชดเชยจำเลยทั้งสิบสามสำนวนให้การว่า

โจทก์ทั้งสิบสามได้รับเงินบำเหน็จไปครบถ้วนแล้ว โจทก์ที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 12 ออกจากงานฐานหย่อนความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่การงานเป็นการพ้นจากตำแหน่งตามพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518 มาตรา 9 และมาตรา 11 ที่แก้ไขแล้วนอกจากนี้โจทก์ที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 12 ถูกงดขั้นเงินเดือนในปี 2531และปี 2532 เป็นเวลา 2 ปี ติดต่อกันเนื่องจากบกพร่องในหน้าที่การงานหรือมีผลงานต่ำกว่ามาตรฐานถือว่าเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับหรือระเบียบเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้างเป็นกรณีร้ายแรง ซึ่งนายจ้างไม่จำต้องตักเตือนก่อนการออกจากงานของโจทก์ที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 12 เป็นการออกจากงานโดยผลของกฎหมาย

ไม่เป็นการเลิกจ้างตามความหมายของประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46 วรรคสอง ที่แก้ไขแล้วโจทก์ที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 12 ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย ตามข้อบังคับของจำเลยคือ ข้อบังคับองค์การทอผ้าว่าด้วยกองทุนบำเหน็จพ.ศ. 2521 ข้อ 8 ระบุว่า พนักงานที่ออกจากงานตามข้อ 7 มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จแต่เพียงอย่างเดียวและถือว่าเป็นเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานด้วย โจทก์ที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 12 ได้รับเงินบำเหน็จจากจำเลยแล้ว และไม่เคยบอกกล่าวให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย จำเลยไม่ได้ผิดนัด และไม่มีเจตนาผิดนัดไม่จ่ายค่าชดเชย จึงไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยค่าชดเชย ขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลาง พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยและเงินบำเหน็จแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 12 และเงินบำเหน็จ แก่โจทก์ที่ 13 ตามจำนวนที่ระบุในคำพิพากษาพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในยอดเงินค่าชดเชยนับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ 1 มิถุนายน 2533)และดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในยอดเงินบำเหน็จนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 28 ธันวาคม 2533) จนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยทั้งสิบสามสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "

จำเลยอุทธรณ์ตามข้อ 2.1ว่า การที่จำเลยให้โจทก์ที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 12 ออกจากงานเพราะเหตุหย่อนความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่การงานเป็นการให้พ้นจากตำแหน่งตามพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518 มาตรา 9 และมาตรา 11 ที่แก้ไขแล้วและโจทก์ที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 12 ถูกงดขั้นเงินเดือนในปี 2531และปี 2532 เป็นเวลา 2 ปี ติดต่อกัน เนื่องจากบกพร่องต่อหน้าที่การงานหรือมีผลงานในหน้าที่ต่ำกว่ามาตรฐาน ซึ่งถือได้ว่าโจทก์ที่ 1ถึงโจทก์ที่ 12 ฝ่าฝืนข้อบังคับหรือระเบียบเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้างเป็นกรณีร้ายแรง การที่จำเลยให้โจทก์ที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 12 ออกจากงาน มิใช่เป็นการเลิกจ้างตามความหมายของประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงานข้อ 46 วรรคสอง จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้าง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518 มาตรา 9 และมาตรา 11 นั้นเป็นเพียงบทบัญญัติที่กำหนดคุณสมบัติและเหตุที่พนักงานรัฐวิสาหกิจจะต้องพ้นจากตำแหน่งเพื่อให้รัฐวิสาหกิจถือปฏิบัติเป็นแนวเดียวกันมิได้หมายความว่าเมื่อพนักงานรัฐวิสาหกิจผู้ใดขาดคุณสมบัติหรือมีเหตุที่ต้องพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากบกพร่องต่อหน้าที่การงานหรือมีผลงานในหน้าที่ต่ำกว่ามาตรฐาน อันถือว่าเป็นผู้ที่ไม่สามารถทำงานให้แก่รัฐวิสาหกิจนั้นได้เต็มเวลา การจ้างเป็นอันระงับไปทันทีแต่รัฐวิสาหกิจผู้เป็นนายจ้างจะต้องดำเนินการให้พนักงานผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งไปด้วย และการที่โจทก์ที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 12 บกพร่องต่อหน้าที่การงาน หรือมีผลงานในหน้าที่ต่ำกว่ามาตรฐานอันถือว่าเป็นผู้ที่ไม่สามารถทำงานให้แก่จำเลยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจได้เต็มเวลานั้น

ก็ไม่ใช่กรณีกระทำความผิดฐานฝ่าฝืนข้อบังคับหรือระเบียบเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้าง การที่จำเลยให้โจทก์ที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 12 ออกจากงานจึงเป็นการเลิกจ้างตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานข้อ 46 วรรคสองซึ่งจำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้าง ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบสามสำนวนข้อนี้ฟังไม่ขึ้นจำเลยอุทธรณ์ตามข้อ 2.2 ว่า ตามข้อบังคับองค์การทอผ้าว่าด้วยกองทุนบำเหน็จ พ.ศ. 2521 ข้อ 8 ระบุว่า พนักงานที่ออกจากงานตามข้อ 7 มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จแต่เพียงอย่างเดียวและถือว่าเป็นเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานด้วย ข้อบังคับดังกล่าวไม่ขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนเนื่องจากออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15(3) แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การทอผ้า พ.ศ. 2498 โจทก์ทั้งสิบสามได้รับเงินบำเหน็จจากจำเลยไปแล้ว จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยอีก

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงานข้อ 2 ได้ให้ความหมายของ "ค่าชดเชย" ไว้ว่า เป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้างนอกเหนือไปจากเงินประเภทอื่นซึ่งนายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้าง สำหรับเงินบำเหน็จที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ทั้งสิบสามเมื่อเลิกจ้างนั้น ตามข้อบังคับองค์การทอผ้าว่าด้วยกองทุนบำเหน็จ พ.ศ. 2521 ข้อ 5 ระบุว่าการจ่ายเงินบำเหน็จพนักงานเมื่อออกจากงานตามข้อ 7 ให้จ่ายจากกองทุนบำเหน็จ และตามข้อ 7พนักงานที่ออกจากงานจะได้รับเงินบำเหน็จจะต้องมีเวลาทำงานไม่น้อยกว่า 5 ปีบริบูรณ์ ซึ่งเห็นได้ว่า การจ่ายเงินบำเหน็จมีหลักเกณฑ์ในการจ่ายแตกต่างไปจากค่าชดเชยตามประกาศกระทรวงมหาดไทย

เรื่อง การคุ้มครองแรงงาข้อ 46 จึงถือไม่ได้ว่าที่จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จให้แก่โจทก์ทั้งสิบสามเป็นการจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายข้อบังคับองค์การทอผ้าว่าด้วยกองทุนบำเหน็จ พ.ศ. 2521 ข้อ 8ที่ระบุให้พนักงานที่ออกจากงานมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จแต่เพียงอย่างเดียวโดยถือว่าเป็นค่าชดเชยตามกฎหมาย ไม่มีผลบังคับศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ที่ 1ถึงโจทก์ที่ 12 ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบสามสำนวนข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกันจำเลยอุทธรณ์ตามข้อ 2.3 ว่า จำเลยได้จ่ายเงินบำเหน็จให้แก่โจทก์ทั้งสิบสามครบถ้วนแล้ว โดยเฉพาะโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 8มีอายุการทำงานเพียง 14 ปี และโจทก์ที่ 3 มีอายุการทำงานเพียง15 ปี

โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 3 มิได้มีอายุการทำงาน 16 ปีและโจทก์ที่ 8 มิได้มีอายุการทำงาน 15 ปี ตามฟ้อง เพราะตามข้อบังคับองค์การทอผ้าว่าด้วยการพนักงาน พ.ศ. 2523 ข้อ 4 ระบุว่า บุคคลที่องค์การจะจ้างหรือบรรจุเป็นพนักงานตามอัตรากำลังขององค์การจะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์และตามพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518ได้กำหนดคุณสมบัติของพนักงานรัฐวิสาหกิจว่าต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ดังนั้น จึงต้องเริ่มนับอายุการทำงานเมื่อพนักงานผู้นั้นมีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามข้อบังคับองค์การทอผ้าว่าด้วยกองทุนบำเหน็จ พ.ศ. 2521ซึ่งเป็นข้อบังคับที่ใช้ในการคำนวณเงินบำเหน็จ ข้อ 3.5 กำหนดว่าอายุการทำงาน หมายความว่า ระยะเวลาตั้งแต่วันที่พนักงานเข้าประจำทำงานในองค์การทอผ้า และได้รับเงินเดือนหรือค่าจ้างจนถึงวันพ้นตำแหน่ง... มีความหมายชัดแจ้งว่าการนับอายุการทำงานเพื่อคำนวณเงินบำเหน็จให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่พนักงานเข้าประจำในองค์การทอผ้าโดยได้รับเงินเดือนหรือค่าจ้าง ข้อเท็จจริงได้ความตามที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมาว่า โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 3เข้าทำงานกับจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2517 ปรากฏตามเอกสารหมาย ล.1 และเอกสารหมาย ล.3 ตามลำดับ และโจทก์ที่ 8 เข้าทำงานกับจำเลยตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2518 ปรากฏตามเอกสารหมาย

ล.8โดยโจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 8 ต่างได้รับค่าจ้างนับแต่เข้าทำงานจำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 8 เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน2533 โจทก์ที่ 1 และที่ 3 จึงมีอายุการทำงาน 15 ปี 8 เดือน โจทก์ที่ 8 มีอายุการทำงาน 15 ปี 2 เดือน ซึ่งเมื่อนับอายุการทำงานตามข้อบังคับของจำเลย โดยหากมีเศษเกินกว่า 6 เดือน ให้นับเป็น1 ปี และหากมีเศษไม่ถึง 6 เดือนให้ปัดทิ้งแล้ว โจทก์ที่ 1 และที่ 3 มีอายุการทำงาน 16 ปี โจทก์ที่ 8 มีอายุการทำงาน 15 ปีที่ข้อบังคับองค์การทอผ้าว่าด้วยการพนักงาน พ.ศ. 2523 ข้อ 4ระบุว่า บุคคลที่องค์การจะจ้างหรือบรรจุเป็นพนักงานตามอัตรากำลังขององค์การต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ และตามพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ

พ.ศ. 2518ที่กำหนดว่าพนักงานรัฐวิสาหกิจต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์นั้น เป็นบทกำหนดคุณสมบัติของพนักงานของจำเลยเท่านั้น หาใช่วิธีการนับอายุการทำงานเพื่อคำนวณเงินบำเหน็จไม่ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 8 มีอายุการทำงานตามฟ้องศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนข้ออุทธรณ์ของจำเลยที่เกี่ยวกับโจทก์นอกนั้นว่าจำเลยได้จ่ายเงินบำเหน็จให้ครบถ้วนนั้น อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้มิได้โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลาง โดยยกข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายขึ้นอ้างอิงโดยแจ้งชัดในอุทธรณ์ จึงเป็นอุทธรณ์ที่มิชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน

พ.ศ. 2522มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยจำเลยอุทธรณ์ตามข้อ 2.4 ว่า โจทก์ที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 12 มิได้บอกกล่าวให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยก่อนฟ้อง จำเลยไม่ตกเป็นผู้ผิดนัดและโจทก์ดังกล่าวได้รับเงินบำเหน็จจากจำเลยตามข้อบังคับองค์การทอผ้าว่าด้วยกองทุนบำเหน็จ พ.ศ. 2521 ซึ่งให้ถือว่าเป็นการจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายแล้ว จำเลยเข้าใจว่าไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย จำเลยไม่มีเจตนาผิดนัด จึงไม่ต้องรับผิดเสียดอกเบี้ยค่าชดเชย เห็นว่า ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46 กำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้าง เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 12 และจำเลยไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ดังกล่าว จำเลยจึงต้องเป็นผู้ผิดนัดนับแต่วันเลิกจ้าง และต้องเสียดอกเบี้ยตามกฎหมาย ข้ออ้างว่าจำเลยไม่มีเจตนาผิดนัดไม่เป็นเหตุให้จำเลยพ้นความรับผิดได้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ครีภูมิ สุวรรณโรจน์ · อุดม เฟื่องฟุ้ง · พรชัย สมรรถเวช
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4780/2534

ตาม พ.ร.บ. คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจฯ มาตรา 9 และมาตรา 11 เมื่อศาลพิพากษาให้โจทก์เป็นบุคคลล้มละลายแล้ว โจทก์จะเป็นพนักงานของจำเลยไม่ได้เพราะขาดคุณสมบัติ แต่จำเลยจะต้องดำเนินกา…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2528 (เลขอ้างอิง 33078)

การเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯมาตรา 49 นั้น หมายถึงการเลิกจ้างที่ไม่มีเหตุอันสมควร มิได้หมายความว่าถ้านายจ้างเลิกจ้างโดยลูกจ้างมิได้กระทำผิดแล้วจะถือว่าเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2524 (เลขอ้างอิง 31655)

พระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจฯ ใช้สำหรับพิจารณาว่า คุณสมบัติของพนักงานรัฐวิสาหกิจมีอย่างไรบ้าง การที่รัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นนายจ้างให้ลูกจ้างออกจากงานเพราะขาดคุณสมบัติในเ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2524 (เลขอ้างอิง 31639)

พระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจพ.ศ.2518 ใช้สำหรับพิจารณาว่าคุณสมบัติขั้นมาตรฐานของพนักงานรัฐวิสาหกิจมีอย่างไรบ้าง การที่รัฐวิสาหกิจให้ลูกจ้างออกจากงานเพราะขาดคุณสมบัติใ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2524 (เลขอ้างอิง 31708)

การเลิกจ้างตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานฯหมายถึงการที่นายจ้างให้ลูกจ้างออกจากงานไม่ว่ากรณีใด ๆ โดยลูกจ้างไม่ได้กระทำความผิดตามที่ระบุไว้ ไม่มีข้อความยกเว้นไว้เป็นกรณีพิเศษมิให้ถือว่…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้