Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2534 (เลขอ้างอิง 18756)

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ศาลชั้นต้นได้ชี้สองสถานและนัดสืบพยานโจทก์ ก่อนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องอ้างว่าจำเลยที่ 2ที่ 3 ได้จดทะเบียนโอนขายที่นาพิพาทคืนให้แก่จำเลยที่ 1 โดยโจทก์เพิ่งทราบหลังจากการชี้สองสถาน จึงขอแก้ไขคำฟ้องตามข้อเท็จจริงดังกล่าว เพื่อบังคับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ซื้อที่นาพิพาทอีก ทอด หนึ่ง ให้โอนขายแก่โจทก์ด้วย เห็นได้ชัดว่าข้อเท็จจริงดังกล่าว เพิ่งเกิดขึ้นหลังวันชี้สองสถาน โจทก์จึงไม่อาจยื่นคำร้องได้ ก่อนวันชี้สองสถาน ตามคำฟ้องโจทก์เป็นเรื่องจำเลยที่ 1 ขายที่นาพิพาทให้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยไม่แจ้งและเสนอขายให้โจทก์ในฐานะผู้เช่า ก่อนโจทก์จึงฟ้องขอบังคับซื้อที่ดินนาพิพาทจากจำเลยทั้งสาม ตาม พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 ขณะคดีอยู่ ในระหว่าง พิจารณาจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็ได้จดทะเบียนโอนขาย ที่นาพิพาทคืนให้จำเลยที่ 1 โจทก์จึงได้แก้ไขคำฟ้องเพื่อบังคับ จำเลยที่ 1 ตามข้อเท็จจริงที่เพิ่งเกิดขึ้นด้วย เป็นการแก้ไข คำฟ้องเพื่อคุ้มครองสิทธิของตนในระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 179(2) มีความเกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิม โจทก์มีสิทธิ ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 182 ตามคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวกล่าวว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3ไม่ยอมส่งโฉนดที่พิพาทตามคำสั่งศาลเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐาน เพราะจำเลยทั้งสามตั้งใจโอนที่นาพิพาทเพื่อไม่ให้โจทก์บังคับคดี ต่อมาจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้โอนที่นาพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 กำลังบอกขายที่นาพิพาทเพื่อให้พ้นจากการบังคับคดี ของ โจทก์จึงขอให้ศาลอายัดที่นาก่อนศาลมีคำพิพากษา คำร้องของโจทก์ เป็น การขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยโอนขาย ยักย้าย หรือ จำหน่ายซึ่งทรัพย์สินที่พิพาทจนกว่าคดีจะถึงที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 254(2) แม้โจทก์จะใช้คำว่าขอให้อายัด ก็แปลได้ว่าเป็นการ ขอให้ห้ามจำหน่ายจ่ายโอนนั่นเอง เมื่อตามคำร้องปรากฏว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้โอนที่นาพิพาทให้จำเลยที่ 1 ในระหว่าง การพิจารณา และจำเลยที่ 1 กำลังบอกขายให้บุคคลอื่นต่อไป พอชี้ ให้เห็นความตั้งใจของจำเลยทั้งสามว่าจะจำหน่ายจ่ายโอนเพื่อ ขัดขวางแก่การบังคับตามคำบังคับคดี ซึ่งอาจจะออกบังคับเอาแก่จำเลย ทั้งสามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 255 แล้วคดีนี้โจทก์ฟ้องขอบังคับซื้อ ที่นาพิพาท หากจำเลยที่ 1 จะขายที่นาพิพาทต้องแจ้งให้โจทก์ทราบ ตามสิทธิที่จะซื้อก่อน ตาม พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 มาตรา 54 และหากขายที่นาพิพาทไปแล้วผู้ซื้อก็ต้อง รับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ตามมาตรา 28ซึ่งโจทก์ได้รับความคุ้มครอง อยู่แล้วก็ตาม แต่ถ้าปล่อยให้จำเลยโอนที่นาพิพาทไปยังบุคคลภายนอก แม้โจทก์ชนะคดีก็ไม่อาจบังคับคดีแก่จำเลยเพื่อให้ได้มาซึ่ง ที่นาพิพาท โจทก์ต้องไปดำเนินการ เพื่อ บังคับซื้อจากบุคคลภายนอก ผู้รับโอนตามมาตรา 54 ใหม่ ทำให้เกิด ภาระ แก่โจทก์ไม่มีที่สิ้นสุด โจทก์จึงมีสิทธิขอคุ้มครองชั่วคราวได้ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 254(2) ศาลชั้นต้นต้องรับ คำร้อง ของโจทก์ไว้ไต่สวน.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.พ. มาตรา 179 ป.วิ.พ. มาตรา 180 ป.วิ.พ. มาตรา 254 ป.วิ.พ. มาตรา 255 พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 28 พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 54

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งห้าได้เช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1179ตั้งแต่ยังเป็นของนายโสภณ ศุภจิตร เพื่อทำนา ต่อนายโสภณ ศุภจิตรขายฝากที่ดินดังกล่าวไว้แก่จำเลยที่ 1 แล้วไม่ไถ่คืน ที่ดินจึงเป็นของจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์ทั้งห้าก็เช่าจากจำเลยที่ 1 ตลอดมาต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ 3โดยไม่บอกกล่าวให้โจทก์ทั้งห้าทราบ โจทก์ทั้งห้าได้ร้องเรียนต่อกำนันซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการการเช่าที่ดินเกษตรกรรมประจำตำบลหน้าไม้ในที่สุดคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำจังหวัดปทุมธานีมีมติให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 โอนขายในราคาที่จำเลยที่ 1ขายให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 หรือตามราคาตลาดในขณะนั้นแล้วแต่ราคาใดสูงกว่ากัน

ขณะนั้นที่ดินดังกล่าวราคาไร่ละ 5,000 บาทแต่จำเลยที่ 2 ที่ 3 จะให้โจทก์ทั้งห้าซื้อคืนในราคาไร่ละ 20,000บาท ซึ่งโจทก์ทั้งห้าไม่อาจซื้อคืนในราคานั้นได้ ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสามโอนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งห้าในราคาไร่ละ10,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,127,500 บาท ให้จำเลยที่ 2ที่ 3 รับเงินจำนวนดังกล่าวจากโจทก์ทั้งห้าในวันจดทะเบียนการขายที่สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี หากจำเลยที่ 2 ที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามก็ให้โจทก์ทั้งห้าวางเงินต่อศาล หรือสำนักงานวางทรัพย์ของศาลและถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2 ที่ 3โอนขายที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งห้าต่อไป ในระหว่างคดียังไม่ถึงที่สุดนั้นให้โจทก์ทั้งห้ามีสิทธิทำนาพิพาทต่อไปตามเดิม

จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การว่า ปัจจุบันจำเลยที่ 1ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงไม่มีอำนาจโอนให้โจทก์ทั้งห้า โจทก์ทั้งหาไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 3 เพราะศาลจังหวัดปทุมธานียังไม่ได้วินิจฉัยชี้ขาดคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำจังหวัด (คชก.จังหวัด) ปทุมธานี คดีจึงยังไม่ถึงที่สุด จำเลยที่ 2 ที่ 3 จึงไม่ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งห้าการที่จำเลยที่ 1 ขายที่ดินให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติ การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 มาตรา 53, 54เพราะเป็นการซื้อคืนการขายฝากเพื่อประกอบกิจการเอง ตามมาตรา 37เป็นการขายคืนให้นายโสภณ

ศุภจิตร เจ้าของที่ดินเดิมที่ขายฝากไว้แก่จำเลยที่ 1 โดยนายโสภณให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนเท่านั้น การที่โจทก์ทั้งห้าได้ชำระค่าเช่าให้จำเลยที่ 2 ที่ 3ครั้งหนึ่ง จึงถือว่าโจทก์ทั้งห้าเป็นผู้เช่านาของจำเลยที่ 2ที่ 3 จึงไม่มีสิทธิขอซื้อคืน หากจะซื้อที่ดินจากจำเลยที่ 2 ที่ 3ต้องซื้อตามราคาท้องตลาดขณะที่ซื้อหากจะขายก็ต้องขายไร่ละ 20,000บาท โจทก์ทั้งห้าเช่าที่ดินจากผู้เช่าเดิมเนื้อที่รวมกันทั้งหมดเพียง 105 ไร่เท่านั้น เนื้อที่อีก 7 ไร่ จึงอยู่นอกเหนือคำวินิจฉัยของ คชก.จังหวัดปทุมธานี ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นนัดชี้สองสถานในวันที่ 9 ธันวาคม 2531 แล้วนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 30 มกราคม 2532 แต่เมื่อถึงวันที่ 24 มกราคม2532

โจทก์ทั้งห้ายื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้อง อ้างว่าไม่อาจแก้ไขคำฟ้องได้ก่อนวันชี้สองสถาน จึงขออนุญาตแก้ไขคำฟ้องก่อนวันสืบพยานศาลชั้นต้นสั่งว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้วกรณีเกิดขึ้นภายหลังฟ้องและเป็นเรื่องระหว่างโจทก์และนางระเบียบ (คงหมายถึงจำเลยที่ 1)อีกเรื่องหนึ่งต่างหากจากคดีนี้ จึงไม่เกี่ยวกับฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ ให้ยกคำร้อง" ครั้งถึงวันที่ 30 มกราคม 2532 โจทก์ทั้งห้ายื่นคำร้องขอให้ศาลทำการไต่สวนและมีคำสั่งให้อายัดที่พิพาทเพื่อเป็นการคุ้มครองโจทก์ทั้งห้าเป็นการชั่วคราวก่อนศาลจะมีคำพิพากษาศาลชั้นต้นสั่งว่า กรณีไม่ต้องด้วยมาตรา 255 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เพียงแต่จำเลยไม่ส่งโฉนดที่ดินเท่านั้น จึงไม่อาจขอคุ้มครองได้ ให้ยกคำร้อง โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์คำสั่งทั้งสอง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ทั้งห้าฎีกาคำสั่งทั้งสอง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาแรกโจทก์มีสิทธิขอแก้ไขคำฟ้องตามคำร้องที่ยื่นหรือไม่เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นทำการชี้สองสถานเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2531 และนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 30 มกราคม2532 แต่ก่อนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์คือเมื่อวันที่ 24 มกราคม2532 โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องอ้างว่าเมื่อวันที่ 30ธันวาคม 2531 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้จดทะเบียนโอนขายที่นาพิพาทคืนให้แก่จำเลยที่ 1 โดยโจทก์เพิ่งทราบหลังจากการชี้สองสถานจึงขอแก้ไขคำฟ้องตามข้อเท็จจริงดังกล่าว เพื่อบังคับจำเลยที่ 1ในฐานะผู้ซื้อที่นาพิพาทอีกทอดหนึ่งให้โอนขายแก่โจทก์ทั้งห้าด้วยเห็นได้ชัดว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวเพิ่งเกิดขึ้นหลังวันชี้สองสถานโจทก์จึงไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนวันชี้สองสถาน

คดีนี้ตามฟ้องเดิมเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ขายที่นาพิพาทให้จำเลยที่ 2 และที่ 3โดยไม่แจ้งและเสนอขายให้โจทก์ทั้งห้าในฐานะผู้เช่าก่อน โจทก์จึงฟ้องขอบังคับซื้อที่นาพิพาทจากจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 ขณะคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็ได้จดทะเบียนโอนขายที่นาพิพาทคืนให้จำเลยที่ 1 โจทก์จึงได้แก้ไขคำฟ้องเพื่อบังคับจำเลยที่ 1 ตามข้อเท็จจริงที่เพิ่งเกิดขึ้นด้วยเป็นการแก้ไขคำฟ้องเพื่อคุ้มครองสิทธิของตนในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179(2) มีความเกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิม โจทก์มีสิทธิยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180

ปัญหาต่อไปมีว่า คดีมีเหตุคุ้มครองชั่วคราวตามคำร้องของโจทก์หรือไม่เห็นว่าตามคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวกล่าวว่าจำเลยที่ 2และที่ 3 ไม่ยอมส่งโฉนดที่ดินพิพาทตามคำสั่งศาลเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐาน เพราะจำเลยทั้งสามตั้งใจโอนที่นาพิพาทเพื่อไม่ให้โจทก์บังคับคดี ต่อมาจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้โอนที่นาพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 กำลังบอกขายที่นาพิพาทเพื่อให้พ้นจากการบังคับคดีของโจทก์ จึงขอให้ศาลอายัดที่นาพิพาทก่อนศาลมีคำพิพากษาตามคำร้องของโจทก์เป็นการขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยโอนขาย ยักย้ายหรือจำหน่ายซึ่งทรัพย์สินที่พิพาทจนกว่าคดีจะถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 254(2) แม้โจทก์จะใช้คำว่าขอให้อายัด

ก็แปลได้ว่าเป็นการขอให้ห้ามจำหน่ายจ่ายโอนนั่นเอง เมื่อตามคำร้องปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้โอนที่นาพิพาทให้จำเลยที่ 1 ในระหว่างการพิจารณา และจำเลยที่ 1 กำลังบอกขายให้บุคคลอื่นต่อไป พอชี้ให้เห็นความตั้งใจของจำเลยทั้งสามว่าจะจำหน่ายจ่ายโอนเพื่อขัดขวางแก่การบังคับตามคำบังคับซึ่งอาจจะออกบังคับเอาแก่จำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 255 แล้วส่วนที่ศาลอุทธรณ์อ้างว่าหากจำเลยที่ 1 จะขายที่นาพิพาทก็ต้องทำหนังสือแจ้งให้คณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลเพื่อแจ้งให้โจทก์ทราบตามสิทธิที่จะซื้อก่อนตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 มาตรา 54 หรือหากขายที่นาพิพาทไปแล้ว

ผู้ซื้อก็ต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ตามมาตรา 28ซึ่งให้ความคุ้มครองโจทก์อยู่แล้ว จึงไม่จำต้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนนั้นศาลฎีกาเห็นว่า ตามมาตรา 28 เป็นเพียงให้ผู้รับโอนต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของผู้โอนที่มีต่อผู้เช่ากล่าวคือสิทธิการเช่าไม่ระงับไปเพราะเหตุโอนกรรมสิทธิ์เท่านั้น แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องขอบังคับซื้อที่นาพิพาทตามมาตรา 54 หากปล่อยให้จำเลยโอนที่นาพิพาทไปยังบุคคลภายนอก แม้โจทก์ชนะคดีก็ไม่อาจบังคับคดีแก่จำเลยเพื่อให้ได้มาซึ่งที่นาพิพาท โจทก์ต้องไปดำเนินการเพื่อบังคับซื้อจากบุคคลภายนอกผู้รับโอนตามมาตรา 54 ใหม่ ทำให้เกิดภาระแก่โจทก์ไม่มีที่สิ้นสุด โจทก์จึงมีสิทธิร้องขอคุ้มครองชั่วคราวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254(2) ศาลชั้นต้นต้องรับคำร้องของโจทก์ไว้ไต่สวน

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับว่า อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องและให้รับคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของโจทก์ไว้ไต่สวนต่อไป.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เพ็ง เพ็งนิติ · เสริมพงศ์ วรยิ่งยง · อุระ หวังอ้อมกลาง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4269/2565

แม้จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามจะมิได้ยกปัญหาว่าฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายขึ้นอ้างในคำให้การ แต่กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามจึงยกขึ้นฎีกาได้ตาม ป.ว…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 746/2563

การที่โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ที่ได้ยื่นไว้ต่อศาลชั้นต้นโดยขอลดจำนวนทุนทรัพย์จาก 3,000,000 บาท ลงเหลือ 300,000 บาท มิใช่เป็นการแก้ไขประเด็นในอุทธรณ์ ย่อมไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบ การขอแก้ไขเพิ่มเติม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3332/2561

การที่ อ. ทำสัญญาขายที่ดินพิพาทให้จำเลย ไม่ทำให้การเช่านาพิพาทระหว่าง อ. กับโจทก์ระงับไปเพราะเหตุที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ ผู้รับโอนต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของผู้โอนที่มีต่อผู้เช่านาตาม พ.ร.บ.การเช่าท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7649/2560

จำเลยทั้งสองตั้งใจจะยักย้ายทรัพย์สินที่พิพาทไปให้พ้นจากอำนาจศาลหรือขายทรัพย์สินดังกล่าวเพื่อประวิงหรือขัดขวางต่อการบังคับตามคำบังคับใดๆ หรืออาจจะออกคำบังคับเอาแก่จำเลยทั้งสอง คำฟ้องโจทก์จึงมีมูลและมีเ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15722/2558

การแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำฟ้องของโจทก์ให้บริบูรณ์เพื่อแสดงและยืนยันตัวบุคคลว่าเป็นบุคคลคนเดียวกัน เมื่อ"นายสมเกียรติ" กับ "นายสมเกียรติ์" เป็นบุคคลคนเดียวกัน การขอแก้ไขเพิ่มเติมชื่อนายสมเกียรติ์เข้ามา จึงม…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้