Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1886/2541

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

บ้านพิพาทเป็นบ้านที่ผู้ร้องกับนาง ห. ร่วมกันปลูกเป็นเรือนหอบนที่ดินของจำเลยที่ 1 โดยได้รับอนุญาตจาก จำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นส่วนควบของที่ดิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 146(มาตรา 109 เดิม)จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธินำบ้านพิพาทไปจดจำนองไว้กับโจทก์โจทก์จึงไม่มีสิทธินำยึดเพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ ผู้ร้องมีกรรมสิทธิ์รวมในบ้านพิพาท จึงสามารถใช้สิทธิอันเกิดจากกรรมสิทธิ์ครอบไปถึงบ้านพิพาททั้งหมดเพื่อต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกให้ปล่อยบ้านพิพาทที่โจทก์นำยึดได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1359แม้เจ้าของรวมคนอื่นจะมิได้ร่วมดำเนินการดังกล่าวก็ตาม

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 39,601 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย โดยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกของนายเส็ง เสียมทองหรือเตี๋ยมทอง ที่ตกทอดได้แก่จำเลยดังกล่าวและให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกันร่วมรับผิดในหนี้ดังกล่าวเป็นเงิน 50,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย หากไม่ชำระหนี้ให้บังคับทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ หากชำระหนี้ได้ไม่ครบให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์จนครบ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกของนายเส็งที่ตกทอดให้แก่จำเลยดังกล่าว

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาค้ำประกันเป็นเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และให้รับผิดตามสัญญาจำนอง แต่ทั้งนี้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองที่ดินเป็นเงินไม่เกิน 770,136.71 บาท พร้อมดอกเบี้ย หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ หากชำระหนี้ได้ไม่ครบให้ยึดทรัพย์อื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์จนครบ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่จำนองเฉพาะสิ่งปลูกสร้างคือ บ้านเลขที่ 14/2 หมู่ 4ตำบลบางขันแตก อำเภอเมืองสมุทรสงคราม

จังหวัดสมุทรสงครามเจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาไว้ขณะยึดเป็นเงิน 400,000บาท เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า บ้านเลขที่ 14/2 หมู่ที่ 4ตำบลบางขันแตก อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงครามที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องมิใช่ของจำเลยที่ 1 ขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดโจทก์ให้การว่า บ้านที่ยึดเป็นส่วนควบของที่ดินซึ่งเป็นของจำเลยที่ 1 ผู้ร้องไม่ได้คัดค้านและไม่ได้แสดงหลักฐานใดว่าทรัพย์ที่ยึดเป็นของผู้ร้อง ขอให้ยกคำร้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดบ้านเลขที่ 14/2หมู่ที่ 4 ตำบลบางขันแตก อำเภอเมืองสมุทรสงครามจังหวัดสมุทรสงคราม แก่ผู้ร้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว

โจทก์ฎีกาข้อแรกว่าบ้านพิพาทเป็นส่วนควบกับที่ดินโฉนดเลขที่ 6003 ตำบลบางขันแตกอำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม จึงเป็นของจำเลยที่ 1ผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขัดทรัพย์ข้อนี้ผู้ร้องเบิกความเป็นพยานว่า ก่อนจดทะเบียนสมรสได้ปลูกบ้านพิพาทร่วมกับนางหงษ์ โดยผู้ร้องออกเงินจำนวน 20,000 บาท นางหงษ์ออกเงินจำนวน 50,000 บาท ในการจดทะเบียนสมรสปลัดอำเภอชื่อสำราญเป็นคนไปจดทะเบียนให้ที่บ้านมีการบันทึกไว้ด้านหลังทะเบียนสมรสเอกสารหมาย ร.1 ผู้ร้องปลูกบ้านพิพาทเพื่อเป็นเรือนหอ ได้ขอเลขที่บ้านปรากฏตามเอกสารหมาย ร.2 นางหงษ์ เสียมทองภริยาผู้ร้องเบิกความเป็นพยานผู้ร้องว่า ในการปลูกเรือนหอพยานเป็นผู้ออกไม้ ส่วนผู้ร้องเป็นผู้ออกค่าแรง

ผู้ร้องเป็นผู้ขอเลขที่บ้าน นายแสวง สำลี ซึ่งเคยเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 ตำบลบางขันแตก และนายเสวก สุดสนิท กำนันตำบลบางขันแตกเบิกความเป็นพยานผู้ร้องทำนองเดียวกันว่าหลังจากหมั้นกันแล้วนางหงษ์ได้นำไม้มาปลูกเป็นเรือนหอในที่ดินของจำเลยที่ 1 และนายแสวงยังเบิกความยืนยันว่าผู้ร้องออกค่าวัสดุก่อสร้าง นางกนกพร สุกรสมิตร ปลัดอำเภอเมืองสมุทรสงครามเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่าเอกสารหมาย ร.1 เป็นทะเบียนสมรสระหว่างผู้ร้องกับนางสาวหงษ์ แซ่ลี้ ด้านหลังเอกสารมีการบันทึกทรัพย์สินระบุว่าผู้ร้องได้ออกเงินสมทบในการปลูกสร้างบ้าน20,000 บาท และเบิกความตอบทนายผู้ร้องถามค้านว่าการจดทะเบียนสมรสระหว่างผู้ร้องกับนางสาวหงษ์เป็นการจดทะเบียนสมรสนอกที่ว่าการอำเภอ

เห็นว่าคำเบิกความของผู้ร้องสอดคล้องกับคำเบิกความของพยานผู้ร้องปากอื่นและสอดคล้องกับบันทึกด้านหลังทะเบียนสมรสเอกสารหมาย ร.1 พยานผู้ร้องจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า บ้านพิพาทเป็นบ้านที่ผู้ร้องร่วมกับนางหงษ์ภริยาปลูกเป็นเรือนหอบนที่ดินของจำเลยที่ 1โดยได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ 1 บ้านพิพาทจึงไม่กลายเป็นส่วนควบเพราะผู้ร้องได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ 1 ให้ปลูกทำลงบนที่ดินของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 109ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นและตรงกับมาตรา 146 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนี้ ฉะนั้นบ้านพิพาทจึงไม่ใช่ทรัพย์ของจำเลยที่ 1ไม่มีสิทธินำไปจำนองโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธินำยึด ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นโจทก์ฎีกาต่อไปว่า

ศาลล่างทั้งสองพิพากษาเกินคำขอ เพราะนางหงษ์เจ้าของรวมอีกคนหนึ่งไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยบ้านพิพาทด้วย เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในบ้านพิพาท จึงอาจใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1359 ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สถิตย์ ไพเราะ · บุญธรรม อยู่พุก · ชวลิต ศรีสง่า
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1552/2568

รั้วกำแพงคอนกรีตที่เกิดเหตุเป็นส่วนหนึ่งของรั้วที่บริษัท ว. ผู้จัดสรรที่ดินสร้างขึ้นพร้อมการจัดสรรและปลูกสร้างทาวน์เฮาส์ขาย อันเป็นการจัดให้มีสาธารณูปโภคตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 43 ทำ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4838/2566

ต. เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้อง ต. และผู้ร้องต่างยื่นคำร้องว่าตนได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ อันเป็นการกล่าวอ้างว่า ต. และผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมาในระหว่างสมรส ที่ดิ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2911/2566

แม้ ผ. จะมีชื่อเป็นผู้รับโอนสิทธิครอบครองที่พิพาทร่วมกับ ม. ตามคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 613/2531 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2531 แต่ต้องถือว่าเป็นการครอบครองทำประโยชน์ในฐานะเจ้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2836/2566

ที่ดินพิพาทมีชื่อ ป. ท. ส. จำเลยที่ 2 และ น. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมโดยเจ้าของรวมเหล่านั้นมิได้แบ่งการครอบครองที่ดินพิพาทเป็นส่วนสัด เมื่อ น. ถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทส่วนของ น. ย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 185/2566

เดิมโจทก์ร่วมฟ้อง ส. เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 902/2556 หมายเลขแดงที่ 2060/2557 ของศาลชั้นต้น ขอให้ขับไล่และรื้อถอนเสาปูนและรั้วลวดหนามออกไปจากที่ดินโจทก์ร่วม และห้าม ส. กับบริวารเกี่ยวข้อง จำเลยเป็นผู้…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้