Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18869/2557

พ.ศ. 2557 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 กับพวกเห็นว่าคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์โจทก์ชุดที่ 38 บริหารงานสหกรณ์โจทก์บกพร่องและทุจริต อาจสร้างความเสียหายให้แก่สหกรณ์โจทก์อย่างมาก กรณีมีมูลเหตุทำให้จำเลยที่ 1 กับพวกเชื่อว่าสามารถดำเนินการประชุมในวันที่ 19 พฤษภาคม 2554 แล้วมีมติให้ปลดคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์โจทก์ชุดที่ 38 ออกและแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์โจทก์ชุดใหม่ ต่อมาวันที่ 23 พฤษภาคม 2554 ซึ่งเป็นวันเปิดทำการสหกรณ์โจทก์ จำเลยที่ 1 กับพวกไม่สามารถเข้าไปในที่ทำการสำนักงานของสหกรณ์โจทก์ จำเลยที่ 1 กับพวกไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจและเชิญเจ้าพนักงานตำรวจมาเป็นสักขีพยานตัดลูกกุญแจเพื่อเข้าไปทำงานในสำนักงานของสหกรณ์โจทก์ตามปกติ ประกอบกับวันที่ 25 พฤษภาคม 2554 นายทะเบียนสหกรณ์วินิจฉัยว่า การเรียกและจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีของฝ่ายจำเลยที่ 1 ไม่ชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับ ทำให้มติที่ออกมาไม่มีผลบังคับ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์โจทก์ชุดที่ 38 เข้าดำเนินการสหกรณ์โจทก์ต่อไป จำเลยที่ 1 กับพวกก็ยอมปฏิบัติตาม พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบไม่มีน้ำหนักให้ฟังได้ว่าจำเลยทั้งยี่สิบกระทำโดยประสงค์ต่อผลให้สหกรณ์โจทก์ได้รับความเสียหาย เพราะจำเลยทั้งยี่สิบกระทำไปโดยมีเจตนาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของสมาชิกสหกรณ์และปกป้องมิให้สหกรณ์โจทก์ได้รับความเสียหายต่อไป จึงมิใช่เป็นการจงใจหรือกลั่นแกล้งที่จะให้สหกรณ์โจทก์เกิดความเสียหาย จำเลยทั้งยี่สิบจึงไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับขับไล่จำเลยทั้งยี่สิบพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินที่ตั้งอาคารและกิจการของสหกรณ์โจทก์เลขที่ 43/2 หมู่ที่ 4 ถนนสังฆสันติสุข แขวงกระทุ่มราย เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร ห้ามจำเลยทั้งยี่สิบพร้อมบริวารเกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการของสหกรณ์โจทก์อีกต่อไป ห้ามจำเลยทั้งยี่สิบและตัวแทนจัดเก็บรายได้และรายจ่ายในกิจการสหกรณ์ ให้จำเลยทั้งยี่สิบร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 3,593,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและให้ชำระค่าเสียหายวันละ 224,600 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งยี่สิบและบริวารจะออกไปจากสหกรณ์โจทก์ จำเลยที่ 1 ถึง 20 ให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายนำสืบรับกันฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์การเกษตร คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์โจทก์ชุดที่ 38 มีนายยูโซปเป็นรองประธานกรรมการ ทำหน้าที่ประธานกรรมการและผู้จัดการสหกรณ์โจทก์ กับนายฐัตปกรณ์ รองประธานกรรมการสหกรณ์โจทก์ ลงลายมือชื่อและประทับตราโจทก์ฟ้องคดีนี้ คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์โจทก์ชุดที่ 38 ไม่ได้จัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2553 และมีหนังสือถึงนายทะเบียนสหกรณ์แจ้งเหตุที่ยังไม่เรียกประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2553 แต่นายทะเบียนมีหนังสือลงวันที่ 10 มกราคม 2554 ว่า หลังจากวันสิ้นปีทางบัญชี วันที่ 31 มีนาคม 2553 สหกรณ์โจทก์ยังมิได้จัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2553 ทำให้ยังไม่มีการเลือกตั้งคณะกรรมการแทนกรรมการที่ครบวาระและลาออก โดยคณะกรรมการดำเนินการยังคงรักษาการตามข้อบังคับข้อ 69 เกิน 150 วัน และคำชี้แจงของสหกรณ์โจทก์ที่ว่าสหกรณ์โจทก์ยังไม่เรียกประชุมใหญ่สามัญประจำปี

เพราะอยู่ระหว่างการตรวจสอบงบการเงินจากกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และยังมีรายการทางบัญชีที่ยังไม่เรียบร้อย อีกทั้งยังต้องแก้ไขข้อบังคับเกี่ยวกับการขาดทุนสะสมเกินทุนสำรอง เห็นว่าเป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น ดังนั้น นายทะเบียนสหกรณ์จึงสั่งให้สหกรณ์โจทก์เรียกประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2553 ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือฉบับดังกล่าว คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์โจทก์ชุดที่ 38 ขอขยายระยะเวลาการประชุมใหญ่สามัญประจำปีไปเป็นวันที่ 19 พฤษภาคม 2554 และเมื่อถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2554 คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์โจทก์ชุดที่ 38 ไม่เรียกประชุม แต่พาคณะกรรมการกับพนักงานไปประชุมสัมมนาที่จังหวัดนครนายก และมีหนังสือถึงนายทะเบียนสหกรณ์ขอขยายระยะเวลาการประชุมจากวันที่ 19 พฤษภาคม 2554 ไปเป็นวันที่ 25 สิงหาคม 2554 อีก ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2554 นั้นเองจำเลยที่ 1 กับพวกจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2553 ที่บริเวณลานจอดรถของสหกรณ์โจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุมและดำเนินการประชุม ที่ประชุมลงมติให้ปลดคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์โจทก์ชุดที่ 38 ออก และแต่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นประธานกรรมการ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นรองประธานกรรมการ จำเลยที่ 4 เป็นเลขานุการ จำเลยที่ 5 เป็นเหรัญญิก จำเลยที่ 6 ถึงที่ 15 เป็นกรรมการ จำเลยที่ 16 เป็นผู้จัดการ จำเลยที่ 17 ถึงที่ 19 เป็นผู้ตรวจสอบกิจการ ต่อมาวันที่ 23 พฤษภาคม 2554 อันเป็นวันเปิดทำการวันแรกจำเลยที่ 1 กับพวกไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ที่สถานีตำรวจและเชิญเจ้าพนักงานตำรวจมาเป็นสักขีพยานแล้วตัดลูกกุญแจที่ทำการสำนักงานเข้าไปในสำนักงานของโจทก์ ครั้นวันที่ 25 พฤษภาคม 2554 นายทะเบียนสหกรณ์มีคำวินิจฉัยว่า การเรียกและจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีของฝ่ายจำเลยที่ 1 ไม่ชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับ ทำให้มติที่ออกมาไม่มีผลบังคับ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์โจทก์ชุดที่ 38 เข้าดำเนินกิจการของสหกรณ์โจทก์ต่อไป จำเลยทั้งยี่สิบยอมปฏิบัติตาม

ปัญหาต่อไปมีว่า จำเลยทั้งยี่สิบกระทำละเมิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 54 และข้อบังคับสหกรณ์โจทก์ ข้อ 57 วรรคสอง บัญญัติสอดคล้องกันว่า ให้คณะกรรมการดำเนินการของสหกรณ์เรียกประชุมใหญ่สามัญประจำปี ปีละ 1 ครั้ง ภายใน 150 วัน นับแต่วันสิ้นปีทางบัญชีของสหกรณ์ ซึ่งนับแต่วันสิ้นปีทางบัญชีวันที่ 31 มีนาคม 2553 จะครบ 150 วัน ในวันที่ 28 สิงหาคม 2553 แต่เกิน 150 วันแล้วคณะกรรมการดำเนินการของสหกรณ์โจทก์ชุดที่ 38 ยังไม่เรียกประชุมอ้างว่าอยู่ระหว่างการตรวจสอบงบการเงินและยังมีรายการทางบัญชีที่ไม่เรียบร้อย อีกทั้งยังต้องแก้ไขข้อบังคับเกี่ยวกับการขาดทุนสะสมเกินทุนสำรอง วันที่ 30 กันยายน 2553 สมาชิกสหกรณ์โจทก์ขอให้เปิดประชุมใหญ่วิสามัญ วันที่ 22 ตุลาคม 2553 ผู้ตรวจสอบกิจการสหกรณ์โจทก์ขอให้ถอดถอนคณะกรรมการดำเนินการชุดที่ 38 และเรียกประชุมใหญ่วิสามัญ วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2554 สหกรณ์โจทก์มีหนังสือขอขยายเวลาการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2553 เป็นวันที่ 19 พฤษภาคม 2554 ครั้นถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2554 คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์โจทก์ชุดที่ 38 ไม่ได้เรียกประชุม

กลับพาคณะกรรมการและพนักงานไปประชุมสัมมนาที่จังหวัดนครนายก จากพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงถึงเจตนาของคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์โจทก์ชุดที่ 38 พยายามบ่ายเบี่ยงไม่เรียกประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2553 และฝ่าฝืนคำสั่งของนายทะเบียนสหกรณ์อย่างมีข้อพิรุธจนเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 กับพวก ซึ่งเห็นว่าคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์โจทก์ชุดที่ 38 บริหารงานสหกรณ์โจทก์บกพร่องและทุจริตจนกระทั่งไม่มีเงินซื้อน้ำมันมาจำหน่ายให้แก่สมาชิก และค้างจ่ายเงินเดือนพนักงานสหกรณ์โจทก์ในเดือนกันยายน 2553 อาจสร้างความเสียหายให้แก่สหกรณ์โจทก์อย่างมากจึงไม่อาจทนเห็นความเสียหายจากการบริหารและปฏิบัติงานของคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์โจทก์ชุดที่ 38 ต่อไป

กรณีมีมูลเหตุทำให้จำเลยที่ 1 กับพวกเชื่อว่าสามารถดำเนินการประชุมในวันที่ 19 พฤษภาคม 2554 ดังกล่าว แล้วมีมติให้ปลดคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์โจทก์ชุดที่ 38 ออกและแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์โจทก์ชุดใหม่ ต่อมาวันที่ 23 พฤษภาคม 2554 ซึ่งเป็นวันเปิดทำการสหกรณ์โจทก์ จำเลยที่ 1 กับพวกและพนักงานของโจทก์ไม่สามารถเข้าไปทำงานในที่ทำการสำนักงานของสหกรณ์โจทก์ จำเลยที่ 1 กับพวกไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ที่สถานีตำรวจและเชิญเจ้าพนักงานตำรวจมาเป็นสักขีพยานตัดลูกกุญแจเพื่อเข้าไปทำงานในสำนักงานของสหกรณ์โจทก์ตามปกติ ประกอบกับวันที่ 25 พฤษภาคม 2554 นายทะเบียนสหกรณ์มีคำวินิจฉัยว่า การเรียกและจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีของฝ่ายจำเลยที่ 1 ไม่ชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับ

ทำให้มติที่ออกมาไม่มีผลบังคับ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์โจทก์ชุดที่ 38 เข้าดำเนินการสหกรณ์โจทก์ต่อไป จำเลยที่ 1 กับพวกก็ยอมปฏิบัติตาม พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบไม่มีน้ำหนักให้ฟังได้ว่า จำเลยทั้งยี่สิบกระทำดังกล่าวโดยประสงค์ต่อผลให้สหกรณ์โจทก์ได้รับความเสียหาย เพราะจำเลยทั้งยี่สิบกระทำไปโดยมีเจตนาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของสมาชิกสหกรณ์และปกป้องมิให้สหกรณ์โจทก์ได้รับความเสียหายต่อไป จึงมิใช่เป็นการจงใจหรือกลั่นแกล้งที่จะให้สหกรณ์โจทก์เกิดความเสียหายตามที่โจทก์ฎีกา จำเลยทั้งยี่สิบจึงไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ตามฟ้อง ปัญหาอื่นนอกจากนี้ไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไป ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ · อดิศักดิ์ ปัตรวลี · เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดมีนบุรี - นายวราเชน ชูพงศ์
ศาลอุทธรณ์ - นายวิชาญ ศิริเศรษฐ์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.1433/2557
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ716/2554
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ343/2555
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้