Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1887/2506

พ.ศ. 2506 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

กรณีลูกหนี้ของธนาคารทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีให้ไว้แก่ธนาคารในวงเงินที่กำหนดไว้และมีระยะเวลา 2 เดือน นับแต่วันทำสัญญา ส่วนจำนวนเงินที่เบิกเกินบัญชีไปนั้น กำหนดให้ถือตามบัญชีกระแสรายวันของธนาคารแล้วมีผู้ค้ำประกันเข้าทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีดังกล่าวนั้นจนกว่าธนาคารจะได้รับชำระหนี้โดยสิ้นเชิง ดังนี้ คำว่า "เบิกเงินเกินบัญชี" ย่อมหมายความเป็นการเบิกเงินเกินจากบัญชีเงินฝากของลูกหนี้ที่เป็นลูกหนี้ธนาคารอยู่ทั้งหมด การเข้าค้ำประกันการเบิกเงินเกินบัญชีของลูกหนี้ จึงเป็นการค้ำประกันหนี้ที่มีอยู่และหนี้ในอนาคตในวงเงินที่ค้ำประกันในระยะ 2 เดือนนั้นด้วยแม้ในสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีจะมีข้อความว่า ถ้าผู้เบิกเงินเกินบัญชีไม่ส่งดอกเบี้ย (ในอัตราร้อยละ 8ต่อปี) ผู้เบิกเงินเกินบัญชียอมให้ดอกเบี้ยที่ค้างชำระนับทบเข้ากับจำนวนเงินเบิกเกินบัญชีทันทีที่ค้างชำระเป็นคราวๆ ไปก็ดี แต่ข้อสัญญานี้เป็นข้อตกลงในการเบิกเงินเกินบัญชีจะนำไปใช้ในกรณีที่มีการผิดนัดไม่ชำระหนี้มาได้ไม่ การที่ธนาคารโจทก์เจ้าหนี้ขอให้จำเลยซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันการเบิกเงินเกินบัญชีของลูกหนี้รับผิดใช้ดอกเบี้ยทบต้นต่อไปนับแต่วันฟ้องนั้น เป็นการที่โจทก์คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคสองห้ามไว้กรณีลูกหนี้ของธนาคารตายลง แล้วผู้เป็นทายาทได้ทำหนังสือรับสารภาพหนี้ให้ธนาคารเจ้าหนี้ไว้ อายุความเรียกร้องขอธนาคารเจ้าหนี้อันมีต่อลูกหนี้เจ้ามรดกก็ได้เปลี่ยนมาเป็นอายุความเรียกร้องอันมีต่อทายาทผู้รับสารภาพหนี้นั้น อายุความตามมาตรา 1754 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่มิให้เจ้าหนี้ฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนด 1 ปีนับแต่ความตายของเจ้ามรดกจึงสะดุดหยุดลง อายุความสำหรับสิทธิเรียกร้องของธนาคารเจ้าหนี้จึงต้องตั้งต้นนับใหม่ตามอายุความแห่งมูลหนี้การที่ลูกหนี้ของธนาคารนำเงินเข้าบัญชีและถอนออกไปในระยะเวลาที่ยังมีการเบิกเงินเกินบัญชีอยู่ หาเป็นการชำระหนี้เงินเบิกเกินบัญชีต่อธนาคารไม่ข้อสัญญาค้ำประกันที่ว่า เมื่อลูกหนี้ตาย ผู้ค้ำประกันยอมเข้าเป็นลูกหนี้ร่วม ย่อมมีความหมายว่าผู้ค้ำประกันยอมเข้าเป็นลูกหนี้ร่วมในหนี้ของลูกหนี้ซึ่งจะตกทอดไปยังทายาทของลูกหนี้นั้นตามกฎหมาย เมื่อปรากฏว่าทายาทของลูกหนี้ได้ทำหนังสือรับสารภาพหนี้ให้เจ้าหนี้ไว้ก่อนที่อายุความ 1 ปีได้สิ้นสุดลง ผู้ค้ำประกันก็ย่อมเป็นลูกหนี้ร่วมกับทายาทนั้นต่อไปตามจำนวนหนี้ที่ค้ำประกันไว้ และใช้อายุความตามมูลหนี้นั้น

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2496 หลวงชำนาญยุทธศิลป์เปิดบัญชีกระแสรายวันเลขที่ 4713 ต่อโจทก์ โดยฝากเงินไว้ 10,000 บาท ต่อมาวันที่ 18 เดือนเดียวกัน หลวงชำนาญฯ ได้ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีจากโจทก์ในวงเงิน 320,000 บาท มีกำหนดระยะเวลา 2 เดือน นับแต่วันทำสัญญา ส่วนจำนวนเงินเป็นหนี้ที่เบิกเกินบัญชีไปให้ถือตามบัญชีกระแสรายวันของโจทก์เลขที่ดังกล่าวข้างต้นโดยยอมให้ดอกเบี้ยร้อยละ 8 ต่อปี กำหนดส่งเป็นรายเดือนภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน หากไม่ส่งดอกเบี้ยตามอัตราและกำหนดดังกล่าว ก็ยอมให้ทบเข้ากับจำนวนเงินเบิกเกินบัญชีทันทีเป็นคราว ๆ ไป อันเป็นประเพณีของธนาคาร หลังจากนั้นหลวงชำนาญฯ ได้เบิกเงินจากโจทก์เป็นคราว

ๆ จนกระทั่งยอดเงินเป็นหนี้โจทก์ทั้งต้นและดอกเบี้ยตามบัญชีกระแสรายวันเมื่อสิ้นวันที่ 19 สิงหาคม 2496 ขึ้นถึง622,770.67 บาท หลวงชำนาญฯ จึงทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีให้โจทก์อีกฉบับหนึ่งเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2496 ในวงเงิน 500,000 บาทมีข้อความเช่นเดียวกับสัญญาฉบับแรกในการทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีฉบับที่ 2 นี้ จำเลยที่ 2 ยอมเป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้เบิกเงินเกินบัญชีของหลวงชำนาญฯ ตามที่ปรากฏในบัญชีกระแสรายวันของโจทก์ จนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้โดยสิ้นเชิง ทั้งจำเลยที่ 2 ได้มอบโฉนดที่ 7125 พร้อมทั้งใบมอบฉันทะให้โจทก์ทำจำนองไว้ด้วยหลังจากนั้นหลวงชำนาญฯ ได้เบิกเงินไปจากโจทก์อีกหลายคราวจนยอดเงินต้นและดอกตามบัญชีกระแสรายวันขึ้นถึง 949,189.52 บาทหลวงชำนาญฯ จึงทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีต่อโจทก์อีกฉบับหนึ่งเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2499 ในวงเงิน 850,000 บาท

มีข้อความเช่นเดียวกับสัญญาฉบับก่อน สัญญาฉบับนี้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาและจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรหลวงชำนาญฯ ได้เข้าค้ำประกันการชำระหนี้เบิกเงินเกินบัญชีของหลวงชำนาญฯ ตามที่ปรากฏตามบัญชีกระแสรายวันของโจทก์จนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้โดยสิ้นเชิงทั้งจำเลยที่ 1 ยังได้มอบโฉนดที่ 8533 ที่ 4000 และที่ 4409 พร้อมทั้งใบมอบอำนาจให้ทำนิติกรรมแก่โจทก์ไว้ด้วยครั้น พ.ศ. 2500 หลวงชำนาญฯ ถึงแก่กรรม จำเลยทั้ง 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันโดยได้ทำสัญญาให้ไว้ต่อโจทก์ไว้ก่อน แล้วว่าถ้าหลวงชำนาญฯ ถึงแก่กรรม จำเลยทั้ง 3 ยอมเข้ารับผิดร่วมกับลูกหนี้จำเลยทั้ง 3 จึงเป็นลูกหนี้ร่วมกับผู้รับมรดกของหลวงชำนาญฯ ตามสัญญาจำเลยที่ 1 ผู้รับพินัยกรรมของหลวงชำนาญฯ

ได้ทำหนังสือให้ไว้ต่อโจทก์เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2500 รับรองหนี้เบิกเงินเกินบัญชีปรากฏตามบัญชีกระแสรายวันที่หลวงชำนาญฯ เป็นหนี้โจทก์จำนวน 904,140.42 บาท และยินยอมใช้หนี้ดังกล่าวพร้อมทั้งดอกเบี้ยที่จะต้องเสียต่อไป จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดในหนี้สินนี้อีกโสดหนึ่งต่างหากจากฐานะทายาทและผู้ค้ำประกันโจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยทั้ง 3 ไม่ชำระดอกเบี้ยนั้นโจทก์ติดต่อมาจนถึงสิ้นวันที่ 28 ธันวาคม 2502 รวมยอดเงินทั้งสิ้นทั้งต้นและดอกเป็นเงิน 1,069,114.42 บาท ตามสำเนาบัญชีกระแสรายวันท้ายฟ้อง ขอให้ศาลบังคับจำเลยร่วมกันใช้เงินจำนวนดังกล่าวและดอกเบี้ยเป็นรายเดือนในอัตราร้อยละ 8 ต่อปี โดยคิดทบต้นทุกเดือนตามสัญญา

นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระหนี้ให้โจทก์เสร็จจำเลยทั้ง 3 ให้การต่อสู้คดีหลายประการ และฟ้องแย้งขอให้คืนโฉนดศาลชั้นต้นจดข้อแถลงรับกันแล้วสั่งงดสืบพยาน พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ในฐานะเป็นทายาทผู้รับพินัยกรรมและผู้จัดการมรดกของหลวงชำนาญฯลูกหนี้เอามรดกใช้หนี้โจทก์ 1,064,114 บาท 42 สตางค์ กับดอกเบี้ยร้อยละ 8 คิดทบต้นทุกเดือนตามประเพณีธนาคารที่ระบุไว้ในสัญญานับแต่วันฟ้องต่อไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้ง 3 คนในในฐานะส่วนตัวร่วมกันใช้ด้วยตามจำนวนต่อไปนี้ คือ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมใช้ 850,000 บาท และให้จำเลยที่ 2 ร่วมใช้เพียง 500,000 บาท เท่าที่จำเลยได้ค้ำประกันไว้กับให้ร่วมเสียดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ต้องร่วมรับผิดนั้นในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในฐานะผิดนัดนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะใช้เงินเสร็จ และให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยจำเลยทั้ง 3 คนอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า ให้จำเลยที่ 2ใช้เงิน 231,623 บาท 40 สตางค์แก่โจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ที่ 3 ในฐานะค้ำประกัน ให้โจทก์คืนโฉนด 3 แปลงที่เป็นของจำเลยที่ 3 ให้แก่จำเลยที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์และจำเลยทั้ง 3 ฎีกาศาลฎีกาพิจารณาฟังว่า

เดิมหลวงชำนาญฯ ได้ฝากเงินไว้ต่อโจทก์เป็นเงิน 10,000 บาท โดยเปิดบัญชีกระแสรายวันเลขที่ 4713 ต่อโจทก์แล้วได้ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีในวงเงิน 300,000 บาท จากนั้นหลวงชำนาญฯ ได้เบิกเงินจากโจทก์เป็นคราว ๆ จนยอดเงินเป็นหนี้โจทก์ขึ้นถึง 672,770.67 บาท หลวงชำนาญฯ จึงได้ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีให้แก่โจทก์อีกฉบับหนึ่งเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2496 ในวงเงิน 500,000 บาท มีกำหนดระยะเวลา 2 เดือน นับจากวันทำสัญญา ส่วนจำนวนเงินที่เบิกเกินบัญชีไปนั้น ให้ถือตามบัญชีกระแสรายวันของโจทก์ แล้วในวันเดียวกันนั้น จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันเบิกเงินเกินบัญชีให้โจทก์ไว้ ความว่า เนื่องในการที่ธนาคารได้ยอมให้หลวงชำนาญฯ เบิกเงินจากธนาคารตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีลงวันที่ 25 สิงหาคม 2596 เป็นเงิน 500,000 บาทนั้น ผู้ค้ำประกันยอมเข้าค้ำประกันการชำระหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีที่กล่าวแล้วจนกว่าธนาคารจะได้รับชำระหนี้โดยสิ้นเชิงดังนี้

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่าคำว่า เบิกเงินเกินบัญชีนี้ ย่อมหมายความเป็นการเบิกเงินเกินจากบัญชีฝากของหลวงชำนาญฯ ที่เป็นลูกหนี้ธนาคารอยู่ทั้งหมด จะตีความว่าเป็นการที่จะเบิกเงินเกินจากบัญชีลูกหนี้ธนาคารที่หลวงชำนาญฯ มีอยู่ในวันทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีนั้นหาได้ไม่ โดยเหตุผลก็น่าจะเห็นได้ว่า เมื่อหลวงชำนาญฯ ได้เบิกเงินเกินบัญชีไปแล้ว และเป็นลูกหนี้โจทก์อยู่ถึง 622,720 บาทเศษโจทก์จะต้องทวงถามให้จัดการชำระหนี้ หลวงชำนาญฯ จึงได้ยอมทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีนั้นเพื่อขยายเวลาการชำระหนี้นั้นต่อไปอีกการที่จำเลยที่ 2 เข้าค้ำประกันการเบิกเงินเกินบัญชีของหลวงชำนาญฯ จึงเป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยที่ 2 ยอมตนเข้าค้ำประกันหนี้ของหลวงชำนาญฯ ที่มีอยู่ต่อะนาคารไม่เกินวงเงิน 500,000 บาท

กล่าวคือเป็นการค้ำประกันหนี้ที่มีอยู่และหนี้ในอนาคตในวงเงินนั้นในระยะเวลา2 เดือนนั้นด้วย ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่า หนี้ที่หลวงชำนาญฯ มีอยู่ต่อโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้รู้ จึงไม่มีผลค้ำประกันในหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนหรือภายหลังระยะเวลา 2 เดือนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เพราะคำว่า เบิกเงินเกินบัญชีหาได้มีความหมายถึงการเบิกเงินเป็นคราว ๆ อย่างไรไม่ ศาลฎีกาจึงเห็นว่าจำเลยที่ 2 ได้เข้าค้ำประกันหนี้ที่หลวงชำนาญฯ เบิกเงินเกินบัญชีไปจากโจทก์ทั้งสิ้นแต่ไม่เกินวงเงิน 500,000 บาทสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังว่า เมื่อยอดเงินเบิกเงินเกินบัญชีของหลวงชำนาญฯ ได้ขึ้นถึง 849,189.42 บาท หลวงชำนาญฯ จึงทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีไว้กันโจทก์อีกฉบับหนึ่งลงวันที่19 เมษายน 2499 ในวงเงิน 850,000 บาท

มีกำหนดระยะเวลา 2 เดือน นับจากวันทำสัญญา ส่วนจำนวนเงินที่เบิกเกินบัญชีไปนั้นให้ถือตามบัญชีกระแสรายวันของโจทก์ แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้เข้าทำสัญญาค้ำประกันหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีที่กล่าวนั้นศาลฎีกาเห็นว่า แม้ต่อจากนั้นหลวงชำนาญฯ ไม่ได้เบิกเงินเกินบัญชีไปจากโจทก์เลยก็ดี แต่ข้อความในสัญญาประกอบพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ยอมเข้าผูกพันตนค้ำประกันหนี้เบิกเงินเกินบัญชีที่หลวงชำนาญฯ มีอยู่ต่อโจทก์ตามบัญชีกระแสรายวันของธนาคารจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันในวงเงิน 850,000 บาทตามสัญญาค้ำประกันนั้นเมื่อจำเลยที่ 1 ที่ 3 ต้องรับผิดดังกล่าวแล้ว โจทก์จึงไม่ต้องคืนโฉนดแก่จำเลยตามฟ้องแย้งฎีกาโจทก์ฟังขึ้นข้อที่โจทก์ฎีกามาด้วยว่า ที่ศาลแพ่งให้จำเลย (ในฐานะผู้ค้ำประกัน)ร่วมเสียดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ต้องร่วมรับผิดนั้นในอัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี ในฐานะผิดนัดนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะใช้เงินเสร็จนั้น โจทก์เห็นว่า ศาลควรให้จำเลยใช้ดอกเบี้ยทบต้นทุกเดือนไปนั้น

ศาลฎีกาเห็นว่า แม้ในสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีจะมีข้อความว่า ถ้าผู้เบิกเงินเกินบัญชีไม่ส่งดอกเบี้ย (ในอัตราร้อยละแปดต่อปี) ผู้เบิกเงินเกินบัญชียอมให้ดอกเบี้ยที่ค้างชำระนั้นทบเข้ากับจำนวนเงินเบิกเกินบัญชีทันทีที่ค้างชำระเป็นคราว ๆ ไปก็ดีแต่ข้อสัญญานี้เป็นข้อตกลงในการเบิกเงินเกินบัญชี จะนำไปใช้ในกรณีที่มีการผิดนัดไม่ชำระหนี้หาได้ไม่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 624 ได้บัญญัติบังคับไว้ว่า หนี้เงินนั้นท่านให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมายก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้นและในวรรคสองได้บัญญัติว่า ท่านห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด ฉะนั้น การที่โจทก์ฎีกาให้จำเลยรับผิดใช้ดอกเบี้ยทบต้นต่อไปนับแต่วันฟ้องนั้น จึงเป็นการที่โจทก์คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดซึ่งกฎหมายห้ามไว้ข้อที่จำเลยยกอายุความขึ้นต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะนำคดีมาฟ้องเกินกว่า 1 ปีนั้น

ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อบุคคลใดตายมรดกของบุคคลนั้นตกทอดแก่ทายาท จำเลยที่ 1 ผู้เป็นทายาทจึงตกเป็นลูกหนี้ที่โจทก์จะบังคับเอาตามสิทธิเรียกร้องที่มีอยู่ต่อหลวงชำนาญฯ ผู้ตาย สำหรับทรัพย์สินที่ตกทอดแก่จำเลยที่ 1 โดยสิ้นเชิง ดังนั้นเมื่อจำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือรับสารภาพหนี้ให้โจทก์ไว้แล้วอายุความเรียกร้องของโจทก์อันมีต่อเจ้ามรดกก็ได้เปลี่ยนมาเป็นอายุความเรียกร้องอันมีต่อจำเลยที่ 1 อายุความตามมาตรา 1754 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่มิให้เจ้าหนี้ฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่ความตายของเจ้ามรดกจึงสะดุดหยุดลง อายุความสำหรับสิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงต้องตั้งต้นนับใหม่ตามอายุความแห่งมูลหนี้คำว่ารับสารภาพหนี้

ก็มีความหมายบ่งชี้อยู่ชัดแล้วว่า เป็นการรับสภาพหนี้ตามมูลหนี้นั้น ๆ เมื่อมูลหนี้ในเรื่องนี้เป็นหนี้ที่ต่อขึ้นโดยการกู้เงิน อายุความบังคับตามสิทธิเรียกร้องอันมีมูลหนี้จากการกู้เงินนั้นย่อมมีกำหนด 10 ปี หาอาจกับไปใช้อายุความ1 ปีสำหรับสิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้มีอยู่แก่เจ้ามรดกได้ไม่ (อ้างฎีกาที่ 1896/2493 และฎีกาที่ 1618/2501)

ศาลฎีกาวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า การที่หลวงชำนาญฯนำเงินเข้าบัญชีและถอนออกไปในระยะเวลาที่ยังมีการเบิกเงินเกินบัญชีกันอยู่ หาเป็นการชำระหนี้เงินเบิกเกินบัญชีต่อธนาคารอย่างใดไม่ (อ้างฎีกาที่ 1073/2506) จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดในฐานะลูกหนี้ร่วมเมื่อหลวงชำนาญฯ ตายตามสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 2 ทำให้โจทก์ไว้เต็มจำนวน 500,000 บาท เพราะวันที่ 22 ตุลาคม 2496 อันเป็นวันก่อนครบกำหนดเวลา 2 เดือนที่จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันไว้นั้นหลวงชำนาญฯ เป็นลูกหนี้โจทก์ตามบัญชีกระแสรายวันโดยการเบิกเงินเกินบัญชีอยู่ถึง 886,340.69 บาทข้อที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ข้อสัญญาค้ำประกันที่ว่า เมื่อหลวงชำนาญฯ ตาย จำเลยที่ 2 ยอมเข้าเป็นลูกหนี้ร่วม ไม่เป็นผลบังคับได้ เพราะไม่มีตัวหลวงชำนาญฯ

ศาลฎีกาเห็นว่าข้อความในสัญญาเช่นนั้นย่อมมีความหมายว่าจำเลยที่ 2 ยอมเข้าเป็นลูกหนี้ร่วมในหนี้ของหลวงชำนาญฯ ซึ่งจะต้องตกทอดไปยังทายาทของหลวงชำนาญฯ ตามกฎหมายนั่นเองข้อที่ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า คดีต้องใช้อายุความมรดก 1 ปีนั้นศาลฎีกาเห็นว่าคดีปรากฏว่าทายาทของหลวงชำนาญ ผู้เข้าเป็นลูกหนี้แทนที่หลวงชำนาญฯ ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้โจทก์ไว้ก่อนที่อายุความ 1 ปีได้สิ้นสุดลง จำเลยที่ 2 ซึ่งตกลงเป็นลูกหนี้ร่วมในหนี้ของหลวงชำนาญฯ ที่ตกทอดมานั้น ก็ย่อมเป็นลูกหนี้ร่วมกับทายาทนั้นต่อไปตามจำนวนหนี้ที่ค้ำประกันไว้ และหนี้เงินกู้ที่รับสภาพแล้วนั้น ก็ย่อมเป็นหนี้เงินกู้ต่อไป สิทธิเรียกร้องมีอายุความ10 ปี ดังได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประมูล สุวรรณศร · ยง เหลืองรังษี · อรรถขจรนิติปคุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้