Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1888/2547

พ.ศ. 2547 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ป.พ.พ. มาตรา 438 วรรคหนึ่ง ให้อำนาจศาลกำหนดค่าสินไหมทดแทนว่าจะพึงใช้โดยสถานใด เพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ดังนั้น แม้จำเลยไม่ให้การต่อสู้ในเรื่องค่าเสียหาย ศาลอาจกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทและวินิจฉัยเรื่องค่าเสียหายได้ การชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 182, 183 ไม่ได้กำหนดว่าในคดีแต่ละเรื่องให้มีการชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทได้เพียงครั้งเดียวจะกำหนดประเด็นข้อพิพาทเพิ่มเติมขึ้นมาในระหว่างการพิจารณาไม่ได้ และ ป.วิ.พ. มาตรา 86 วรรคสาม ให้อำนาจศาลไว้ว่า เมื่อศาลเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมเป็นการจำเป็นที่จะต้องนำพยานหลักฐานอื่นอันเกี่ยวกับประเด็นในคดีมาสืบเพิ่มเติมให้ศาลทำการสืบพยานหลักฐานต่อไป ซึ่งอาจรวมทั้งการที่จะเรียกพยานที่สืบแล้วมาสืบใหม่ด้วยโดยไม่ต้องมีฝ่ายใดร้องขอ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทเรื่องค่าเสียหายของโจทก์ขึ้นในระหว่างการพิจารณา เนื่องจากเห็นว่าในการชี้สองสถานครั้งแรกกำหนดประเด็นไว้ไม่ครบถ้วนและกำหนดให้โจทก์จำเลยนำสืบพยานเพิ่มเติมในประเด็นที่กำหนดเพิ่ม จึงไม่ทำให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบในการสืบพยาน การใช้สิทธิฟ้องขับไล่ในฐานะเจ้าของทรัพย์ปกป้องทรัพย์สินของตนไม่ให้จำเลย ซึ่งไม่มีสิทธิเข้าเกี่ยวข้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ไม่มีกำหนดอายุความ ส่วนการเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 มีกำหนดอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิด และรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน และการนับอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/12 ให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ดังนั้น เมื่อจำเลยทั้งสามอยู่ในที่ดินที่จำเลยที่ 1 นำมาขายฝากแก่โจทก์มาโดยตลอด เมื่อครบกำหนดไถ่คืนแล้วจำเลยที่ 1 ไม่ไถ่คืนและโจทก์บอกกล่าวให้ออกไปจากที่ดินแล้ว จำเลยทั้งสามไม่ยอมออกไปจึงเป็นการอยู่โดยละเมิด ตราบใดที่จำเลยทั้งสองไม่ยอมออกไปการละเมิดก็ยังคงอยู่ คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 2759 เลขที่ดิน 104 ตำบลทุ่งกระพังโหม (ที่ถูก ตำบลกระพังโหม) อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม โดยจำเลยที่ 1 จดทะเบียนขายฝากให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2527 มีเงื่อนไขว่าให้จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนการขายฝากภายใน 3 เดือนนับแต่วันจดทะเบียนการขายฝาก แต่จำเลยที่ 1 ไม่ไถ่ถอนการขายฝากภายในกำหนด ที่ดินแปลงดังกล่าวจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยสมบูรณ์ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2528 เป็นต้นมา จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ร่วมกันครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวโดยไม่มีสิทธิและนำที่ดินไปให้จำเลยที่ 3 เช่า โจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสามออกไปจากที่ดินแปลงดังกล่าวและให้ส่งมอบการครอบครองที่ดินให้แก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉยเป็นการละเมิดต่อโจทก์เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย

โจทก์สามารถนำที่ดินแปลงดังกล่าวไปให้บุคคลอื่นเช่าทำประโยชน์ได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 350 บาท นับแต่วันที่ 2 มกราคม 2528 ถึงวันฟ้องเป็นค่าเสียหายรวมเป็นเงิน 38,908 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 2759 เลขที่ 104 ตำบลทุ่งกระพังโหม (ที่ถูก ตำบลกระพังโหม) อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม และส่งมอบการครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 38,908 บาท แก่โจทก์และค่าเสียหายอีกเดือนละ 350 บาท แก่โจทก์นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะออกไปจากที่ดินแปลงดังกล่าว จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การกับฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง และให้โจทก์ไปทำการจดทะเบียนไถ่ถอนการขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 2759 ตำบลกระพังโหม

อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ต่อเจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐมให้แก่จำเลยที่ 1 ให้เสร็จสิ้น หากโจทก์ไม่ยอมไปทำการจดทะเบียนไถ่ถอนการขายฝาก ขอให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ขอให้ยกฟ้องแย้ง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 2759 และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ 350 บาท นับแต่วันที่ 7 เมษายน 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะออกจากที่ดินแปลงดังกล่าว ให้ยกฟ้องแย้ง

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2527 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 2759 ตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ล.1 ให้แก่โจทก์ในราคา 100,000 บาท กำหนดไถ่ถอนภายใน 3 เดือน ตกลงให้โจทก์เป็นผู้เก็บรักษาโฉนดที่ดิน ครบกำหนดตามสัญญาแล้วยังไม่ได้จดทะเบียนไถ่ถอนแต่โฉนดที่ดินตามเอกสารหมาย ล.1 อยู่ในครอบครองของจำเลยที่ 1 โจทก์ขอออกใบแทนโฉนดที่ดินตามเอกสารหมาย จ.2 อ้างว่าโฉนดที่ดินสูญหาย มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสามประการแรกว่า ที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2541 ว่า ค่าเสียหายของโจทก์มีเพียงใดนั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า

เรื่องค่าเสียหายโจทก์บรรยายกล่าวไว้ในคำฟ้องและมีคำขอท้ายฟ้องไว้ จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคหนึ่ง ให้อำนาจศาลเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนว่าจะพึงใช้โดยสถานใด เพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ซึ่งตามกฎหมายดังกล่าวแม้จำเลยทั้งสามไม่ให้การต่อสู้ในเรื่องค่าเสียหาย ศาลก็อาจกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทและวินิจฉัยเรื่องค่าเสียหายได้ การชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 182, 183 ไม่ได้กำหนดว่าในคดีแต่ละเรื่องนั้นให้มีการชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทได้เพียงครั้งเดียว จะกำหนดประเด็นข้อพิพาทเพิ่มเติมขึ้นมาในระหว่างการพิจารณาไม่ได้ และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคสาม ให้อำนาจศาล

เมื่อศาลเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมเป็นการจำเป็นที่จะต้องนำพยานหลักฐานอื่นอันเกี่ยวกับประเด็นในคดีมาสืบเพิ่มเติม ให้ศาลทำการสืบพยานหลักฐานต่อไป ซึ่งอาจรวมทั้งการที่จะเรียกพยานที่สืบแล้วมาสืบใหม่ด้วย โดยไม่ต้องมีฝ่ายใดร้องขอ ฉะนั้น การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทเรื่องค่าเสียหายของโจทก์ขึ้นในระหว่างการพิจารณา เนื่องจากเห็นว่าในการชี้สองสถานครั้งแรกกำหนดประเด็นไว้ไม่ครบถ้วน และกำหนดให้โจทก์จำเลยนำสืบพยานเพิ่มเติมในประเด็นที่กำหนดเพิ่ม ไม่ทำให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบในการสืบพยานแต่อย่างใด

ที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่าเมื่อครั้งแรกศาลชั้นต้นชี้สองสถานไม่กำหนดประเด็นข้อพิพาทเรื่องค่าเสียหายและโจทก์ไม่คัดค้านถือว่าสละประเด็นเรื่องค่าเสียหายแล้วนั้นไม่อาจนำมาปรับใช้กับข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ฎีกาจำเลยทั้งสามประการที่สอง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ ซึ่งจำเลยที่ 1 อ้างเป็นประเด็นว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนขายฝากที่ดินให้ไว้แก่โจทก์ กำหนดราคาขายฝากและสินไถ่จำนวนเท่าใด ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่เคลือบคลุมนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2527 จำเลยที่ 1 ขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 2759 เลขที่ดิน 104 ตำบลทุ่งกระพังโหม อำเภอกำแพงแสน

จังหวัดนครปฐม ให้แก่โจทก์ กำหนดไถ่ถอนภายใน 3 เดือน ครบกำหนดแล้วจำเลยที่ 1 ไม่ไถ่ถอนและไม่ยอมออกไปจากที่ดิน ทำให้เสียหาย ขอให้บังคับขับไล่และเรียกค่าเสียหาย ฟ้องโจทก์ดังกล่าวเป็นฟ้องขอให้ขับไล่ฐานละเมิดและเรียกค่าเสียหาย ไม่ได้ให้บังคับตามสัญญาขายฝากหรือกล่าวหาว่าผิดสัญญาอันจะต้องกล่าวระบุรายละเอียดในข้อสัญญา โจทก์จึงไม่จำต้องบรรยายฟ้องเกี่ยวกับราคาขายฝากและสินไถ่ ฟ้องโจทก์เท่าที่บรรยายฟ้องมาได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง จึงไม่เคลือบคลุม ฎีกาจำเลยทั้งสามประการที่สาม คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ขายฝากที่ดินแล้วไม่ไถ่คืน และไม่ยอมออกไปจากที่ดินนั้นเป็นการอยู่โดยละเมิด

ทำให้โจทก์เสียหาย การฟ้องขับไล่นั้นเป็นการใช้สิทธิในฐานะเจ้าของทรัพย์ปกป้องทรัพย์สินของตนไม่ให้จำเลยทั้งสามซึ่งไม่มีสิทธิเข้าเกี่ยวข้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ไม่มีกำหนดอายุความ ส่วนการเรียกค่าเสียหายนั้นเป็นการเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 มีกำหนดอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิด และรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน และการนับอายุความนั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 ให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยทั้งสามอยู่ในที่ดินที่จำเลยที่ 1 นำมาขายฝากแก่โจทก์มาโดยตลอด เมื่อโจทก์อ้างว่าครบกำหนดไถ่คืนแล้ว

จำเลยที่ 1 ไม่ไถ่คืนและโจทก์บอกกล่าวให้ออกไปจากที่ดินแล้วจำเลยทั้งสามไม่ยอมออกไปเป็นการอยู่โดยละเมิด ฉะนั้น ตราบใดที่จำเลยทั้งสามไม่ยอมออกไป การละเมิดก็ยังคงมีอยู่ คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความที่จะฟ้องเรียกค่าเสียหายย้อนหลังไป 1 ปี นับแต่วันฟ้องชอบแล้ว ฎีกาจำเลยทั้งสามประการสุดท้าย จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ไถ่ถอนการขายฝากแล้วหรือไม่ จำเลยที่ 1 เบิกความว่าหลังจากจดทะเบียนการขายฝากไป 3 ถึง 4 วัน นายสมเกียรติ ธงชัยบริสุทธิ์ บิดาโจทก์ให้จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คจำนวน 1 ฉบับ จำนวนเงิน 300,000 บาท จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คให้ไปต่อหน้าผู้จัดการธนาคารทหารไทย จำกัด

สาขากำแพงแสน เช็คลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2527 แต่จำเลยที่ 1 เขียนเลขปี พ.ศ. ย่อว่า 27 คล้ายเลข 24 ตามต้นขั้วเช็คเอกสารหมาย ล.2 เป็นการชำระหนี้ไถ่ถอนการขายฝากที่ดินของนางสาวไผ่ เมฆปั้น ที่นำมาขายฝากกับโจทก์ด้วยจำนวน 200,000 บาท บิดาโจทก์ได้รับเงินตามเช็คไปแล้ว บิดาโจทก์เบิกความเป็นพยานโจทก์รับว่าได้รับเงินตามเช็คจำนวน 300,000 บาท ตามต้นขั้วเช็คเอกสารหมาย ล.2 จริง แต่เป็นการรับเงินเมื่อปี 2524 ในมูลหนี้ซื้อขายสุกรโดยจำเลยที่ 1 ซื้อสุกรไปจากฟาร์มของบิดาโจทก์ เห็นว่า จำเลยมีหน้าที่นำสืบก่อนไม่อาจนำสืบผู้จัดการธนาคารทหารไทย จำกัด สาขากำแพงแสน ที่อ้างว่ารู้เห็นการชำระหนี้ไถ่ถอนการขายฝากด้วยเช็คตามต้นขั้วเช็คเอกสารหมาย

ล.2 เนื่องจากหาตัวไม่พบ และไม่อาจนำสืบเอกสารการรับเงินตามเช็คดังกล่าวได้ว่าใครเป็นผู้รับเงินเนื่องจากธนาคารทำลายเอกสารแล้ว จำเลยที่ 2 ที่ 3 และนางสาวไผ่ เมฆปั้น เบิกความว่า จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ไถ่ถอนการขายฝากแล้วก็โดยจำเลยที่ 1 เล่าเรื่องให้ฟังเป็นพยานบอกเล่า ไม่มีน้ำหนักเพียงพอแก่การรับฟัง นายสมเกียรติบิดาโจทก์เบิกความในภายหลังมีโอกาสปฏิเสธว่าไม่ได้รับเงินตามเช็คที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายตามต้นขั้วเช็คเอกสารหมาย ล.2 แต่เบิกความยอมรับว่าได้รับเงินจำนวน 300,000 บาท ตามเช็คดังกล่าว แสดงถึงว่านายสมเกียรติเบิกความอย่างตรงไปตรงมา จำเลยที่ 1 ยอมรับว่าเคยซื้อสุกรจากฟาร์มของนายสมเกียรติหลายครั้ง ต้นขั้วเช็คเอกสารหมาย

ล. 2 ระบุลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 24 เป็นเลข 4 ที่ชัดเจน ไม่ใช่เลข 7 จำเลยที่ 1 ไม่ได้นำสืบเอกสารอื่นที่จำเลยที่ 1 เขียนเลข 7 ว่าเหมือนเลข 4 เพื่อเปรียบเทียบพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสามคงมีเพียงคำเบิกความจำเลยที่ 1 ลอย ๆ ว่าเลข 4 ในช่องวันที่ต้นขั้วเช็คเอกสารหมาย ล.2 นั้นความจริงเป็นเลข 7 ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนต่อตัวเลขที่ปรากฏ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานจำเลยทั้งสาม ฟังได้ว่าเช็คตามต้นขั้วเช็คเอกสารหมาย ล.2 จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายให้แก่บิดาโจทก์ชำระหนี้ค่าสุกรเมื่อปี 2524 ก่อนมีการขายฝากที่ดินพิพาทไม่ใช่เช็คชำระหนี้ไถ่ถอนการขายฝากที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทตกเป็นสิทธิของโจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมบัติ อรรถพิมล · ชาญชัย ลิขิตจิตถะ · สันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้