Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1906/2519

พ.ศ. 2519 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้กรรมสิทธิ์ในที่ดินตามสัญญาให้จะตกเป็นของวัด อ. แต่ก็อยู่ภายใต้บังคับแห่งเงื่อนไขที่ว่า เมื่อผู้ให้วายชนม์แล้วคณะกรรมการจัดการมรดกของผู้ให้เป็นผู้มีอำนาจจัดการเก็บผลรายได้จากที่ดินนั้นเพื่อแบ่งปันแก่วัด อ. และบุคคลอื่นตามส่วนที่กำหนดไว้ในสัญญาคณะกรรมการจัดการมรดกซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกย่อมมีสิทธิฟ้องจำเลยผู้เช่าที่ดินนั้นได้แม้คำฟ้องจะระบุว่าวัด อ.เป็นโจทก์ แต่ก็ได้บรรยายฟ้องไว้ชัดเจนถึงอำนาจของผู้จัดการมรดก แสดงให้เห็นว่าโจทก์ฟ้องโดยอาศัยอำนาจของผู้จัดการมรดก หาใช่อาศัยอำนาจของวัด อ. ผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ไม่ วัดอ. ไม่มีสิทธิที่จะขัดขวางอำนาจจัดการของคณะกรรมการจัดการมรดก เพราะกรรมสิทธิ์ในที่ดินของวัด อ.อยู่ภายใต้เงื่อนไขแห่งสัญญาให้ดังกล่าว เมื่อฟังว่าที่ดินที่จำเลยเช่าอยู่ในอำนาจจัดการของคณะกรรมการจัดการมรดกคณะกรรมการจัดการมรดกจะมอบอำนาจฟ้องก่อนทำสัญญาเช่าหรือภายหลังการทำสัญญาเช่าก็ได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 1088 และ 1096 เป็นกรรมสิทธิ์ของพันตำรวจเอกพระยาประสงค์สรรพการ (ยวง เอกะนาค) พระยาประสงค์สรรพการทำนิติกรรมยกที่ดินดังกล่าวให้แก่วัดอนงคารามโดยมีเงื่อนไขให้ผู้ยกให้มีสิทธิอาศัยและเก็บกินในที่ดินนั้น เมื่อผู้ยกให้ถึงแก่กรรมแล้วให้คณะกรรมการจัดการมรดกของผู้ยกให้ที่ตั้งขึ้นเป็น ผู้ทำประโยชน์และเก็บผลรายได้ในที่ดินนั้นแบ่งให้แก่ทายาทและวัดอนงคาราม คณะกรรมการจัดการมรดกได้มอบอำนาจให้นางสัน สังข์ละม่อม เป็นผู้ดูแลและเก็บผลรายได้ตลอดจนให้มี อำนาจฟ้องผู้ละเมิดขับไล่ออกจากที่ดิน จำเลยได้ทำสัญญาเช่าที่ดินโฉนดที่ 1096 กับนางสัน สังข์ละม่อม ผู้รับมอบอำนาจจากคณะกรรมการจัดการมรดกโจทก์เพื่อทำนา

หลังจากที่จำเลยได้เพาะปลูกเกี่ยวข้าวจนครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญาเช่าแล้ว จำเลยได้ขนย้ายสัมภาระและที่พักไปจากที่เช่า และส่งมอบที่ดินนั้นคืนแก่โจทก์ จำเลยชำระค่าเช่าให้โจทก์ แต่ยังค้างอยู่อีก โจทก์ไม่มีความประสงค์จะให้จำเลยเช่าทำนาในปีต่อไป จึงได้ว่าจ้างบุคคลอื่นไถที่ดินดังกล่าวเพื่อทำประโยชน์ ต่อมาจำเลยบังอาจละเมิดเข้าทำการเพาะปลูกข้าวลงในที่ดินนั้นโดยไม่มีสิทธิจะทำได้ โจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยออกไปหลายครั้ง จำเลยไม่ยอมออก โจทก์ได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินจำเลยก็ไม่ยอมออก โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาทและให้จำเลยใช้ค่าเสียหายจำเลยให้การว่า

โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดอนงคาราม สัญญายกให้มิได้กำหนดว่าเป็นสิทธิอาศัยและสิทธิเก็บกินตามกฎหมาย หนังสือมอบอำนาจตามเอกสารท้ายฟ้องไม่ใช่หนังสือมอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องคดี เพราะโจทก์ไม่มีอำนาจจัดการมรดกที่ดินดังกล่าว ทั้งคณะกรรมการเองก็ไม่มีอำนาจฟ้องคดีอยู่แล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยไม่เคยผิดนัดชำระค่าเช่านา โจทก์ประสงค์จะให้ผู้อื่นเข้าครอบครองทำสัญญาเช่าด้วยอัตราสูง จึงหาเหตุขับไล่จำเลยระหว่างจำเลยครอบครองทำนาตามสิทธิการเช่าโจทก์ได้นำรถไปไถเพื่อบีบบังคับให้จำเลยออกจากที่นา เป็นการบุกรุกและละเมิดกฎหมายโจทก์ไม่มีอำนาจเรียกค่าเสียหาย จำเลยไม่เคยรับแจ้งการบอกเลิกการเช่าจากโจทก์ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมระหว่างพิจารณา

วัดอนงคารามโดยนายสำรวย ศิลปประดิษฐ์ ผู้รับมอบอำนาจยื่นคำร้องว่าผู้ร้องไม่ประสงค์จะฟ้องขับไล่ผู้เช่าที่ดินของผู้ร้องทั้งปวงไม่เคยมอบอำนาจให้คณะกรรมการจัดการมรดกและนางสัน สังข์ละม่อม ฟ้องขับไล่ผู้เช่า การที่ปรากฏชื่อวัดอนงคารามเป็นโจทก์เป็นการแอบอ้างชื่อ การฟ้องคณะกรรมการจัดการมรดกต้องจัดการด้วยตนเองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1723 มิใช่โดยตัวแทน ทั้งผู้ร้องได้ฟ้องคณะกรรมการจัดการมรดกและผู้รับมอบอำนาจ ขอให้ถอดถอนผู้จัดการมรดก แต่งตั้งผู้จัดการมรดกใหม่ ถอนสิทธิของผู้รับประโยชน์ตามพินัยกรรม แล้วขอให้มีคำสั่งยกฟ้องคดีนี้ ศาลชั้นต้นสั่งว่า "รับเป็นคำร้องสอดเป็นจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(2)

ฯลฯศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว เห็นว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องและฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม และฟังว่าจำเลยค้างชำระค่าเช่า จำเลยได้ออกไปจากที่เช่าแล้วกลับเข้าทำนาอีก เป็นการละเมิดต่อโจทก์ พิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่พิพาท ให้จำเลยเสียค่าเช่าและค่าเสียหายจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินจำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยและจำเลยร่วมฎีกาศาลฎีกาเห็นว่า แม้ที่ดินพิพาทจะเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดอนงคารามตามหนังสือสัญญาให้กรรมสิทธิ์ที่ดิน แต่ในสัญญานั้นมีข้อความว่า "การให้นี้ผู้ให้และผู้รับให้ได้ตกลงกันดังปรากฏตามสัญญาลงวันที่ 3 สิงหาคม 2496 ซึ่งต่อท้ายหนังสือสัญญานี้" สัญญาต่อท้ายสัญญาให้ข้อ 1. มีความว่า

การให้ดังกล่าวมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้ ฯลฯ (2) เมื่อผู้ถวายวายชนม์แล้วให้แบ่งผลรายได้เป็น 7 ส่วน ให้วัดอนงคารามสมทบทุนเอกะนาคมูลนิธิเป็นผลรายได้บำรุงพระพุทธศาสนาในด้านการศาสนศึกษา การศิลานุปถัมภ์ และการปฏิสังขรณ์พระอาราม1 ส่วน ให้นางสาวประยูร เอกะนาค และนางสัน สังข์ละม่อม คนละ 2 ส่วนให้นางสาวแหยม เอกะนาค และเด็กชายเทียมเทพ เอกะนาค คนละ 1 ส่วนพอได้เลี้ยงชีพ และให้ใช้ประโยชน์ที่ดินนานั้นได้บางส่วนตามแต่ที่คณะกรรมการจัดการมรดกจะพิจารณาเห็นพร้อมกันเป็นเอกฉันท์ สมควรแก่กรณีและอัตภาพ ฯลฯ(6) การเก็บผลรายได้แบ่งปันให้แก่วัดอนงคารามและบุคคลผู้มีสิทธิที่จะพึงได้รับนั้น เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการจัดการมรดกผู้ถวายพร้อมกับผู้มีสิทธิทายาทของผู้ถวายจะปฏิบัติการโดยมิให้เกี่ยวข้องแก่กรมการศาสนาแต่อย่างใด

นอกจากทางวัดอนงคารามจะแต่งตั้งกรรมการบางคนเข้าร่วมกับคณะกรรมการจัดการมรดกในเมื่อเห็นเป็นการสมควรแก่กรณีแต่เฉพาะที่เกี่ยวในเรื่องผลรายได้จากที่นาให้เป็นไปอย่างเที่ยงธรรมและเหมาะสม และข้อ 2 มีความว่า ผู้รับยินดีอนุโมทนารับที่ดินของผู้ให้ไว้เป็นศาสนาสมบัติของวัดอนงคารามและยินยอมตกลงตามเงื่อนไขของผู้ให้ดังกลาวแล้วในข้อ 1 นั้นทุกประการ ดังนี้ เห็นได้ว่า แม้กรรมสิทธิ์ในที่ดินตามสัญญาให้จะตกเป็นของวัดอนงคาราม แต่ก็อยู่ภายใต้บังคับแห่งเงื่อนไขที่ว่า เมื่อผู้ให้วายชนม์แล้ว คณะกรรมการจัดการมรดกของผู้ให้เป็นผู้มีอำนาจจัดการเก็บผลรายได้จากที่ดินนั้นเพื่อแบ่งปันแก่วัดอนงคารามและบุคคลอื่นตามส่วนที่กำหนดไว้ในสัญญา

คณะกรรมการจัดการมรดกซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกย่อมมีสิทธิฟ้องจำเลยผู้เช่าที่ดินนั้นได้ แม้คำฟ้องจะระบุว่าวัดอนงคารามเป็นโจทก์ แต่โจทก์ก็ได้บรรยายฟ้องไว้ชัดเจนถึงอำนาจของผู้จัดการมรดก แสดงให้เห็นว่าโจทก์ฟ้องโดยอาศัยอำนาจของผู้จัดการมรดกหาใช่อาศัยอำนาจของวัดอนงคารามผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ไม่ วัดอนงคารามไม่มีสิทธิที่จะขัดขวางอำนาจจัดการของคณะกรรมการจัดการมรดก เพราะกรรมสิทธิ์ในที่ดินของวัดอนงคารามอยู่ภายใต้เงื่อนไขแห่งสัญญาให้ดังกล่าวข้างต้น ที่จำเลยและจำเลยร่วมฎีกาว่าคณะกรรมการมอบให้ฟ้องภายหลังสัญญาเช่า จึงไม่มีอำนาจฟ้องตามสัญญาเช่า โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โดยอ้างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1723 มาด้วยนั้น

เมื่อฟังว่าที่ดินที่จำเลยเช่าอยู่ในอำนาจจัดการของคณะกรรมการจัดการมรดก คณะกรรมการจัดการมรดกจะมอบอำนาจฟ้องก่อนทำสัญญาเช่า หรือภายหลังการทำสัญญาเช่าก็ได้ และตามพินัยกรรมของเจ้ามรดกก็มีข้อความให้คณะกรรมการจัดการมรดกที่จะแต่งตั้งตัวแทนได้ หาเป็นการขัดต่อบทกฎหมายดังกล่าวไม่ ส่วนฎีกาข้ออื่นจำเลยและจำเลยร่วมมิได้ให้การต่อสู้จะยกขึ้นฎีกาไม่ได้พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
จันทร์ ระรวยทรง · แผ้ว ศิวะบวร · ผสม จิตรชุ่ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้