Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19217/2556

พ.ศ. 2556 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

พ.ร.ฎ.เงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ พ.ศ.2521 มาตรา 4 นว, 4 ทศ มีเจตนารมณ์กำหนดให้ความช่วยเหลือค่าครองชีพแก่ผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญต่ำกว่าเดือนละ 5,100 บาท เพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้นสามารถดำรงชีพอยู่ได้สอดคล้องกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป กรณีผู้มีสิทธิได้รับเบี้ยหวัดบำนาญเกินกว่า 5,100 บาท หรือได้รับเบี้ยหวัดหรือบำนาญหลายประเภทซึ่งเมื่อรวมกันแล้วเกินกว่า 5,100 บาท เห็นได้ว่ามีรายได้ต่อเดือนสูงพอสมควรเพียงพอต่อการดำรงชีพแล้ว จึงไม่มีสาเหตุที่จะต้องได้รับเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) ช่วยเหลืออีก การพิจารณาเพื่อกำหนด ช.ค.บ. สำหรับผู้มีสิทธิได้รับบำนาญหลายประเภทจึงต้องรวมบำนาญหลายประเภทนั้นเข้าด้วยกัน จำเลยเป็นข้าราชการบำนาญได้รับบำนาญปกติและ ช.ค.บ. รวมกันเกิน 5,100 บาทอยู่แล้ว เมื่อรวมกับบำนาญพิเศษหรือบำนาญตกทอดของผู้ตายก็ยิ่งเกิน 5,100 บาท มากขึ้นไปอีก จำเลยจึงไม่มีสิทธิได้รับ ช.ค.บ. เพิ่มตามบทบัญญัติดังกล่าวอีก

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.ฎ.เงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ พ.ศ.2521 มาตรา 4

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 94,341.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 94,341.25 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยถึงแก่ความตาย โจทก์แถลงขอให้ศาลออกหมายเรียกนางสร้อยและนางสาวสุกัญญา ทายาทของจำเลยเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกามีคำสั่งตั้งบุคคลผู้ถูกเรียกเป็นคู่ความแทน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลและเป็นส่วนราชการอยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี ตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 เป็นหน่วยงานในสังกัดของโจทก์ จำเลยเป็นข้าราชการบำนาญตำรวจได้รับบำนาญปกติในอัตราเดือนละ 6,190.80 บาท และเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) ในอัตราเดือนละ 396 บาท รวมเป็นเงินในอัตราเดือนละ 6,586.80 บาท จากกองการเงิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และจำเลยเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของจ่าสิบตำรวจอิทธิพล เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2544 จ่าสิบตำรวจอิทธิพลถึงแก่กรรมขณะปฏิบัติหน้าที่ราชการ จำเลยเป็นผู้ได้รับบำนาญพิเศษในฐานะทายาทโดยธรรมของจ่าสิบตำรวจอิทธิพลผู้ตาย ในอัตราเดือนละ 638.75 บาท และ

ช.ค.บ. ในอัตราเดือนละ 19 บาท ตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ พ.ศ.2521 ต่อมาวันที่ 23 กันยายน 2548 มีประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2548 ให้มีผลบังคับใช้นับแต่วันที่ 24 กันยายน 2548 เป็นต้นไป โจทก์ได้จ่าย ช.ค.บ. เพิ่มให้แก่จำเลยในฐานะทายาทผู้รับบำนาญตกทอดในอัตราเดือนละ 4,442.25 บาท (5,100 บาท หักด้วยเงินบำนาญพิเศษ 638.75 บาท และ ช.ค.บ. 19 บาท) นับแต่วันที่ 24 กันยายน 2548 จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2549 เป็นเวลา 12 เดือน 7 วัน เป็นเงิน 54,343.25 บาท และนับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2549 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2550 เป็นเวลา 8 เดือน เป็นเงิน 35,538 บาท

รวมเป็นเงิน 89,881.25 บาท และเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2548 มีประกาศบังคับใช้พระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2548 ซึ่งกำหนดให้เพิ่มอัตรา ช.ค.บ. ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2548 เป็นต้นไป โจทก์ได้จ่าย ช.ค.บ. เพิ่มตามกฎหมายดังกล่าวข้างต้นให้แก่จำเลยในฐานะทายาทผู้รับบำนาญตกทอดในอัตราเดือนละ 255 บาท นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2548 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2549 เป็นเวลา 12 เดือน เป็นเงิน 3,060 บาท และนับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2549 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2550 เป็นเวลา 8 เดือน เป็นเงิน 2,040 บาท รวมเป็นเงิน 5,100 บาท รวมเงินที่โจทก์จ่าย ช.ค.บ. เพิ่มให้แก่จำเลยเป็นเงินทั้งสิ้น 94,981.25 บาท โดยนำฝากเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทย

จำกัด (มหาชน) สาขาเดชอุดม เลขที่บัญชี 317 - 1 - 62842 - 2 ของจำเลย คดีมีประเด็นจะต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) ตามพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ พ.ศ.2521 มาตรา 4 นว และมาตรา 4 ทศ (แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2548 และพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2548) หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ พ.ศ.2521 มาตรา 3 และมาตรา 4 บัญญัติให้บุคคลผู้มีสิทธิได้รับเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.)

คือ ผู้ได้รับหรือมีสิทธิได้รับเบี้ยหวัดตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ผู้ได้รับหรือมีสิทธิได้รับบำนาญปกติ บำนาญพิเศษเพราะเหตุทุพพลภาพ และทายาทผู้รับบำนาญพิเศษหรือบำนาญตกทอด ซึ่งตามพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ พ.ศ.2521 มาตรา 4 นว แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2548 บัญญัติว่า "ผู้ได้รับหรือมีสิทธิได้รับเบี้ยหวัดตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ผู้ได้รับหรือมีสิทธิได้รับบำนาญปกติ บำนาญพิเศษเพราะเหตุทุพพลภาพบำนาญพิเศษ หรือบำนาญตกทอดในฐานะทายาทหรือผู้อุปการะหรือผู้อยู่ในอุปการะตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เมื่อรวมกับ ช.ค.บ. แล้ว

ต่ำกว่าเดือนละ 5,100 บาท ให้ได้รับ ช.ค.บ. เพิ่มอีกในอัตราเดือนละเท่ากับส่วนต่างของจำนวนเงิน 5,100 บาท หักด้วยจำนวนเบี้ยหวัดหรือบำนาญ และ ช.ค.บ. ที่ได้รับหรือมีสิทธิได้รับ" และมาตรา 4 ทศ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2548 บัญญัติว่า "ผู้ได้รับหรือมีสิทธิได้รับเบี้ยหวัดตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหม หรือผู้ได้รับหรือมีสิทธิได้รับบำนาญปกติ บำนาญพิเศษ เพราะเหตุทุพพลภาพ บำนาญพิเศษ หรือบำนาญตกทอดในฐานะทายาทหรือผู้อุปการะหรือผู้อยู่ในอุปการะ ตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการอยู่แล้วในวันที่ 1 ตุลาคม 2548 ให้ได้รับ ช.ค.บ. ในอัตราดังต่อไปนี้ ทั้งนี้

ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2548เป็นต้นไป (1) ผู้ที่ได้รับหรือมีสิทธิได้รับเบี้ยหวัดหรือบำนาญ และ ช.ค.บ. อยู่แล้ว ให้ได้รับช.ค.บ. เพิ่มขึ้นอีกในอัตราเดือนละร้อยละห้าของจำนวนเบี้ยหวัดหรือบำนาญและ ช.ค.บ. ที่ได้รับหรือมีสิทธิได้รับ (2) ผู้ที่ได้รับหรือมีสิทธิได้รับเฉพาะเบี้ยหวัดหรือบำนาญ ให้ได้รับ ช.ค.บ. ในอัตราเดือนละร้อยละห้าของจำนวนเบี้ยหวัดหรือบำนาญที่ได้รับหรือมีสิทธิได้รับการคำนวณ ช.ค.บ. ถ้ามีเศษของบาทให้ปัดทิ้ง" ตามบทบัญญัติดังกล่าวมีเจตนารมณ์กำหนดให้ความช่วยเหลือค่าครองชีพแก่ผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญต่ำกว่าเดือนละ 5,100 บาท เพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้นสามารถดำรงชีพอยู่ได้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น

กรณีผู้มีสิทธิได้รับเบี้ยหวัดบำนาญเกินกว่า 5,100 บาท หรือได้รับเบี้ยหวัดหรือบำนาญหลายประเภทซึ่งเมื่อรวมกันแล้วเกินกว่า 5,100 บาท เห็นได้ว่ามีรายได้ต่อเดือนสูงพอสมควรเพียงพอต่อการดำรงชีพแล้ว จึงไม่มีสาเหตุที่จะต้องได้รับ ช.ค.บ. ช่วยเหลืออีก การพิจารณาเพื่อกำหนด ช.ค.บ. สำหรับผู้มีสิทธิได้รับบำนาญหลายประเภท จึงต้องรวมบำนาญหลายประเภทนั้นเข้าด้วยกัน กรณีของจำเลยเป็นข้าราชการบำนาญตำรวจได้รับบำนาญปกติในอัตราเดือนละ 6,190.80 บาท และ ช.ค.บ. ในอัตราเดือนละ 396 บาท จึงเกิน 5,100 บาท อยู่แล้ว เมื่อพิจารณารวมกับบำนาญพิเศษหรือบำนาญตกทอดของจ่าสิบตำรวจอิทธิพลผู้ตายก็ยิ่งเกิน 5,100 บาท มากยิ่งขึ้นไปอีก จำเลยจึงไม่มีสิทธิได้รับ

ช.ค.บ. ตามที่โจทก์เบิกจ่ายให้จำเลยตามมาตรา 4 นว เป็นเงิน 89,881.25 บาท และ ช.ค.บ. ตามมาตรา 4 ทศ ที่โจทก์คำนวณคลาดเคลื่อนจ่ายเกินไป เป็นเงิน 4,460 บาท รวมเป็นเงินที่โจทก์เบิกจ่ายให้จำเลยเกินไปทั้งสิ้น 94,341.25 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 94,341.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 เมษายน 2552) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พีรพล พิชยวัฒน์ · นพพร โพธิรังสิยากร · สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
ศาลล่าง
ศาลแขวงอุบลราชธานี - นายธวัช บัวพิทักษ์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.1034/2556
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ238/2552
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ480/2552
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้