Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1927/2546

พ.ศ. 2546 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ระบุชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ร้องและลงชื่อท้ายคำร้องเพียงผู้เดียวเท่านั้น คำร้องดังกล่าวจึงเป็นคำร้องของจำเลยที่ 1โดยเฉพาะ จะแปลความว่าจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์แทนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ด้วยหาได้ไม่ ทั้งการที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เข้าใจผิดคิดว่าการที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์หมายถึงจำเลยทุกคนนั้น ก็มิใช่เหตุสุดวิสัย เมื่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 มิได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ก่อนสิ้นระยะเวลาตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด และเหตุที่อ้างก็มิใช่เหตุสุดวิสัยอันจะมีคำขอภายหลังสิ้นกำหนดเวลายื่นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 กรณีจึงไม่มีเหตุจะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่8826 และเลขที่ 9219 ตำบลหนองแค (นาเริ่ง) อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี ระหว่างจำเลยที่ 1 ที่ 5 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุพจน์ ต.วรพานิช กับจำเลยที่ 3 ที่ 4 เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2540 แล้วให้จำเลยที่ 1 ที่ 5 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุพจน์กับจำเลยที่ 1 ที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวเนื้อที่ 4 ไร่ 2 งาน 14 ตารางวา ภายในเส้นสีเขียวของแผนที่วิวาทหมาย จ.ล.1 ให้แก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายนพดลต.วรพานิช หากจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำพิพากษานี้แทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 และหากยังไม่สามารถโอนที่ดินบริเวณดังกล่าวให้แก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายนพดลได้ให้จำเลยที่ 1 ที่ 5 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุพจน์และจำเลยที่ 1 ที่ 2 ร่วมกันใช้ราคา 32,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายนพดลแทนต่อไป คำขออื่นให้ยกวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2544

จำเลยทั้งห้ายื่นคำร้องว่า ตามที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องลงวันที่ 23 มกราคม 2544 ขอถอนทนายความและขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ ศาลได้อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ถอนทนายความเพียงคนเดียวเนื่องจากจำเลยที่ 1 ลงชื่อในคำร้องเพียงคนเดียวและอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ถึงวันที่ 23 กุมภาพันธ์2544 แต่จำเลยที่ 1 เข้าใจผิดว่าศาลอนุญาตขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ได้ทั้งห้าคนจึงขอให้ศาลอนุญาตให้จำเลยทั้งห้าขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ถึงวันที่ 5 มีนาคม 2544ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ากรณีมิใช่เหตุสุดวิสัยที่จะทำให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ยื่นคำร้องขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้หลังจากสิ้นระยะเวลาแล้วจึงไม่อนุญาต วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2544จำเลยทั้งห้ายื่นคำร้องอีกว่า เป็นความเข้าใจผิดของจำเลยที่ 1 ว่าจำเลยที่ 1 กับพวกรวม5 คน

หมายความรวมถึงจำเลยทั้งห้าคนแต่ลงชื่อในคำร้องเพียงคนเดียวได้ขออนุญาตให้จำเลยอื่นอีก 4 คน ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปถึงวันที่ 5 มีนาคม 2544ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าพฤติการณ์ตามคำร้องมิใช่เหตุสุดวิสัยดังที่มีคำสั่งไปแล้ว ทั้งจำเลยที่ 1 จะยื่นคำร้องแทนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ก็มิได้ จึงให้ยกคำร้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ว่ามีเหตุที่จะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 หรือไม่ ที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฎีกาว่าการที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 23 มกราคม 2544โดยที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 มิได้ลงชื่อด้วยเป็นการสำคัญผิดว่าจำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์แทนจำเลยทุกคนเป็นเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 แล้วนั้น

ศาลฎีกาเห็นว่าตามคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 23 มกราคม 2544 นั้น จำเลยที่ 1 ระบุชื่อจำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียวเป็นผู้ร้องและได้ลงชื่อท้ายคำร้องเพียงผู้เดียวเช่นกัน เห็นได้ชัดว่าคำร้องดังกล่าวเป็นคำร้องของจำเลยที่ 1 โดยเฉพาะ จะแปลความว่าจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์แทนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ด้วยหาได้ไม่ ทั้งการที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เข้าใจผิดคิดว่าจำเลยที่ 1 แจ้งว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์หมายถึงจำเลยทุกคนด้วยนั้นก็มิใช่เหตุสุดวิสัยดังที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฎีกา เมื่อจำเลยที่ 2ถึงที่ 5 มิได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ก่อนสิ้นระยะเวลาตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด และเหตุที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 อ้างก็มิใช่กรณีมีเหตุสุดวิสัยอันจะมีคำขอภายหลังสิ้นกำหนดเวลายื่นอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิชัย เหลืองวิไล · กำพล ภู่สุดแสวง · ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4303/2558

เมื่อทนายจำเลยทราบนัดและคำสั่งศาลชั้นต้นโดยชอบแล้วไม่มาศาล ต้องถือว่าจำเลยทราบวันนัดและคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยนำค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ทั้งสองมาชำระเพิ่มเติมโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ถึงแม้ว่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1843/2551

แม้จำเลยให้การว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับการขนส่งระหว่างประเทศและนิติกรรมที่เกี่ยวเนื่อง ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1803/2549

แม้ท้ายคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของจำเลยจะมีหมายเหตุข้อความว่า ข้าพเจ้ารอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอถือว่าทราบแล้ว แต่การที่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของจำเลยในวันเดียวกัน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 551/2548

จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษา และลงชื่อยอมรับที่จะมาฟังคำสั่งศาลวันที่ 3 พฤษภาคม 2544 ซึ่งพ้นกำหนดที่ศาลอนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินคร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5914/2548

คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งอุทธรณ์ของจำเลยลงวันที่ 8 ตุลาคม 2546 ปรากฏมีรอยลบด้วยหมึกสีขาวในตอนท้าย แล้วมีข้อความเขียนทับลงบนรอยลบดังกล่าวใหม่เป็นที่ประจักษ์ดังที่จำเลยกล่าวอ้าง อันเป็นการขูดลบโดยศาลชั…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้