Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1952/2561

พ.ศ. 2561 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้ในชั้นพิจารณาผู้เสียหาย ส. ร. และ พ. เบิกความว่าจำหน้าคนร้ายไม่ได้เพราะเกิดเหตุมานานสิบกว่าปีแล้วก็ตาม แต่โจทก์ก็มีคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย ส. ร. และ พ. ซึ่งคำให้การดังกล่าวระบุรายละเอียดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสอดคล้องต้องกัน โดยเฉพาะผู้เสียหายไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อนแต่ก็ให้การถึงรูปพรรณสัณฐานของจำเลยไว้โดยละเอียด อีกทั้งคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย ร. และ พ. พนักงานสอบสวนได้ปฏิบัติตาม ป.วิ.อ. มาตรา 133 ทวิ ยากที่พนักงานสอบสวนจะปั้นแต่งขึ้นเอง แม้บันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนดังกล่าวจะเป็นพยานบอกเล่า แต่เมื่อพิจารณาจากสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้นน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ จึงรับฟังคำให้การชั้นสอบสวนดังกล่าวประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) แม้จำเลยจะไม่มีทนายความหรือบุคคลที่ไว้วางใจของจำเลยเข้าร่วมในการ

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

เนื้อความคำพิพากษา

แม้ในชั้นพิจารณาผู้เสียหาย ส. ร. และ พ. เบิกความว่าจำหน้าคนร้ายไม่ได้เพราะเกิดเหตุมานานสิบกว่าปีแล้วก็ตาม แต่โจทก์ก็มีคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย ส. ร. และ พ. ซึ่งคำให้การดังกล่าวระบุรายละเอียดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสอดคล้องต้องกัน โดยเฉพาะผู้เสียหายไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อนแต่ก็ให้การถึงรูปพรรณสัณฐานของจำเลยไว้โดยละเอียด อีกทั้งคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย ร. และ พ. พนักงานสอบสวนได้ปฏิบัติตาม ป.วิ.อ. มาตรา 133 ทวิ ยากที่พนักงานสอบสวนจะปั้นแต่งขึ้นเอง แม้บันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนดังกล่าวจะเป็นพยานบอกเล่า แต่เมื่อพิจารณาจากสภาพ ลักษณะ

ข้อมูลคดี

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.312/2561
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ3596/2559
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ2180/2560
แหล่งที่มา
และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้นน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ จึงรับฟังคำให้การชั้นสอบสวนดังกล่าวประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) แม้จำเลยจะไม่มีทนายความหรือบุคคลที่ไว้วางใจของจำเลยเข้าร่วมในการสอบสวน แต่ตามบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยระบุว่าก่อนสอบปากคำ พนักงานสอบสวนถามจำเลยว่าต้องการพบทนายความหรือบุคคลที่ไว้วางใจเข้าร่วมฟังการสอบสวนหรือไม่ อย่างไร จำเลยตอบว่าไม่ต้องการ ดังนี้ แสดงว่าพนักงานสอบสวนได้แจ้งสิทธิดังกล่าวให้จำเลยทราบแล้ว แต่จำเลยสละสิทธิในการมีทนายความ เมื่อคดีมีเพียงอัตราโทษจำคุกไม่ใช่มีอัตราโทษประหารชีวิต กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะต้องจัดหาทนายความหรือบุคคลที่ไว้วางใจเข้าร่วมฟังการสอบสวนให้แก่จำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134/1 วรรคสองโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 288 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 จำคุก 12 ปี คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ไต้แย้งในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายใช้อาวุธมีดปลายแหลม 1 เล่ม แทงนายสดายุ ผู้เสียหายหลายครั้ง ถูกบริเวณหน้าท้อง ใต้ชายโครงขวาบาดแผลลึกทะลุถึงตับได้รับอันตรายสาหัส คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นคนร้ายกระทำความผิดตามพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหาย นายสุชาติ นายเรืองยศ และนายไพโรจน์ เบิกความในทำนองเดียวกันว่า ในวันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 21 นาฬิกา ผู้เสียหายกับพวกไปเที่ยวที่ร้านตะวันคาราโอเกะ ตำบลท่าศาลา อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช ขณะอยู่ในร้านลูกค้าโต๊ะอื่นไม่พอใจผู้เสียหายเนื่องจากพนักงานหญิงของร้านดูแลผู้เสียหายเป็นพิเศษ แต่ก็สามารถปรับความเข้าใจกันได้ ต่อมาเวลาประมาณ 24 นาฬิกา ผู้เสียหายกับพวกออกจากร้านดังกล่าวเพื่อจะกลับบ้านจึงถูกวัยรุ่นหลายคนรุมทำร้าย และมีคนร้ายคนหนึ่งใช้อาวุธมีดปลายแหลมแทงผู้เสียหายหลายครั้ง แต่ขณะที่ผู้เสียหายเบิกความนั้น พนักงานอัยการโจทก์ซักถามว่าคนร้ายที่ใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายมีตัวอยู่ในห้องพิจารณาของศาลหรือไม่ พยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความว่า จำหน้าคนร้ายไม่ได้เนื่องจากเกิดเหตุมานานแล้ว เห็นว่า แม้ในชั้นพิจารณาผู้เสียหาย นายสุชาติ นายเรืองยศ และนายไพโรจน์จะเบิกความว่าจำหน้าคนร้ายไม่ได้ เพราะเกิดเหตุมานานสิบกว่าปีแล้วก็ตาม แต่โจทก์ก็มีคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย นายสุชาติ นายเรืองยศ และนายไพโรจน์มาเป็นพยาน ซึ่งคำให้การดังกล่าวต่างระบุรายละเอียดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสอดคล้องต้องกันว่า ขณะผู้เสียหายกับพวกออกจากร้านตะวันคาราโอเกะเพื่อจะกลับบ้าน จำเลยกับพวกได้เข้ารุมทำร้าย โดยผู้เสียหายถูกวัยรุ่นไม่ทราบชื่อใช้ขวดตีบริเวณศีรษะข้างขวา หลังจากนั้นได้ถูกชกต่อยและสุดท้ายจำเลยได้ใช้อาวุธมีดปลายแหลมแทงบริเวณหน้าท้องข้างขวาของผู้เสียหาย และยังมีคำให้การในชั้นสอบสวนของนายส่อหรี บิดาผู้เสียหาย ซึ่งให้การว่า ภายหลังทราบว่าผู้เสียหายถูกแทงได้รับบาดเจ็บ จึงติดตามไปที่โรงพยาบาล สอบถามนายสุชาติและนายเรืองยศได้ความว่าผู้ที่ใช้มีดแทงผู้เสียหาย คือ จำเลยกับพวก โดยนายส่อหรีให้การในวันเกิดเหตุ นายสุชาติให้การในวันที่ 30 เมษายน 2547 ซึ่งเป็นเวลาหลังเกิดเหตุไม่นานนัก ส่วนผู้เสียหาย นายเรืองยศ และนายไพโรจน์ให้การในวันที่ 30 มิถุนายน 2547 แม้จะเป็นเวลาหลังเกิดเหตุเกือบ 3 เดือน แต่ก็ได้ความจากพันตำรวจตรีประจักษ์ พนักงานสอบสวนว่า เนื่องจากพยานโจทก์ดังกล่าวเป็นเยาวชนต้องนัดหมายเจ้าหน้าที่ฝ่ายอื่นเข้าร่วมสอบปากคำ และในส่วนของผู้เสียหายก็ได้รับบาดเจ็บยังต้องพักรักษาตัวอยู่ ซึ่งล้วนแต่เป็นเหตุผลที่ทำให้พยานโจทก์ดังกล่าวมาให้การล่าช้า จึงหาเป็นพิรุธแต่อย่างใดไม่ เมื่อพิจารณาคำให้การในชั้นสอบสวนของพยานโจทก์ดังกล่าวโดยเฉพาะของผู้เสียหาย แม้ผู้เสียหายไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อน แต่ก็ให้การถึงรูปพรรณสัณฐานของจำเลยไว้โดยละเอียดว่า อายุประมาณ 20 ปีกว่า รูปร่างใหญ่ล่ำสัน ผมหยิก หน้ากลม ผิวดำแดง ตาสองชั้น จมูกปกติ ริมฝีปากหนา หูปกติ มีลายสักที่บริเวณเปลือกตาเขียนว่าอะไรจำไม่ได้ อีกทั้งคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย นายเรืองยศ และนายไพโรจน์ ก็ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวน นักสังคมสงเคราะห์ และพนักงานอัยการ อันเป็นการปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 133 ทวิ ยากที่พนักงานสอบสวนจะปั้นแต่งขึ้นเอง เชื่อว่า ขณะให้การผู้เสียหาย นายสุชาติ นายเรืองยศ นายไพโรจน์ และนายส่อหรีคงไม่ทันคิดช่วยเหลือหรือปรักปรำจำเลย และไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์ดังกล่าวให้การไว้โดยมีเหตุจูงใจหรือถูกบังคับขู่เข็ญแต่อย่างใด แม้บันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนดังกล่าวจะเป็นพยานบอกเล่า แต่เมื่อพิจารณาจากสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มาและข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้น น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ จึงรับฟังคำให้การในชั้นสอบสวนดังกล่าวประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) ประกอบกับ ในชั้นพิจารณาผู้เสียหาย นายสุชาติ นายเรืองยศ และนายไพโรจน์ได้เบิกความถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นไปตามลำดับและตรงกับคำให้การในชั้นสอบสวน เพียงแต่ไม่ชี้ตัวยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้ายเท่านั้น ในเรื่องนี้คงเป็นเพราะพยานโจทก์ดังกล่าวมาเบิกความเป็นพยานภายหลังจากวันเกิดเหตุเป็นเวลานานถึง 13 ปี รูปร่างหน้าตาของจำเลยย่อมเปลี่ยนแปลงไปได้ จึงเป็นเหตุให้พยานโจทก์ดังกล่าวจำหน้าจำเลยไม่ได้ นอกจากนี้โจทก์ยังมีพันตำรวจตรีประจักษ์ พนักงานสอบสวน มาเบิกความเป็นพยานว่า พยานได้แจ้งข้อหาแก่จำเลยว่า ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จำเลยให้การรับสารภาพ และนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ ตามบันทึกคำให้การและบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพของผู้ต้องหา พันตำรวจตรีประจักษ์เป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นพนักงานสอบสวนไปตามอำนาจหน้าที่โดยไม่มีส่วนได้เสียกับคู่กรณีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด และไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลย คำเบิกความของพันตำรวจตรีประจักษ์ที่เกี่ยวกับการสอบสวนจำเลยก็ไม่มีข้อพิรุธที่ทำให้ไม่น่าเชื่อว่าทำการสอบสวนโดยไม่ชอบแต่อย่างใด จำเลยก็ให้การหลังเกิดเหตุไม่นาน คือ วันที่ 13 มิถุนายน 2547 และได้ให้รายละเอียดต่างๆ ในการกระทำความผิดไว้อย่างละเอียดเป็นขั้นตอน ซึ่งมีข้อเท็จจริงสอดคล้องกับคำให้การในชั้นสอบสวนของพยานโจทก์ทั้งสี่ เชื่อว่าจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจและให้การไปตามความจริงที่เกิดขึ้น ที่จำเลยนำสืบต่อสู้อ้างฐานที่อยู่นั้น จำเลยก็มีเพียงตัวจำเลยเบิกความปากเดียวลอยๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุน จึงมีน้ำหนักน้อย ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 นำคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลย ซึ่งไม่มีทนายความหรือบุคคลที่ไว้วางใจของจำเลยเข้าร่วมในการสอบสวนมารับฟังประกอบในการวินิจฉัยลงโทษจำเลย จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ตามบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยระบุว่า ก่อนสอบปากคำ พนักงานสอบสวนถามจำเลยว่าต้องการพบทนายความหรือบุคคลที่ไว้วางใจเข้าร่วมฟังการสอบสวนหรือไม่ อย่างไร จำเลยตอบว่าไม่ต้องการ ดังนี้ แสดงว่าพนักงานสอบสวนได้แจ้งสิทธิดังกล่าวให้จำเลยทราบแล้ว แต่จำเลยสละสิทธิในการมีทนายความ เมื่อคดีนี้มีเพียงอัตราโทษจำคุกไม่ใช่มีอัตราโทษประหารชีวิต กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะต้องจัดทนายความหรือบุคคลที่ไว้วางใจเข้าร่วมฟังการสอบสวนให้แก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/1 วรรคสอง พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมารับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1952/2561พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราชโจทก์นายธีรวุฒิหรือป้อม พรหมช่วยจำเลย ป.วิ.อ. ม. 134/1 วรรคสอง, ม. 226/3 วรรคสอง (1)แม้ในชั้นพิจารณาผู้เสียหาย ส. ร. และ พ. เบิกความว่าจำหน้าคนร้ายไม่ได้เพราะเกิดเหตุมานานสิบกว่าปีแล้วก็ตาม แต่โจทก์ก็มีคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย ส. ร. และ พ. ซึ่งคำให้การดังกล่าวระบุรายละเอียดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสอดคล้องต้องกัน โดยเฉพาะผู้เสียหายไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อนแต่ก็ให้การถึงรูปพรรณสัณฐานของจำเลยไว้โดยละเอียด อีกทั้งคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย ร. และ พ. พนักงานสอบสวนได้ปฏิบัติตาม ป.วิ.อ. มาตรา 133 ทวิ ยากที่พนักงานสอบสวนจะปั้นแต่งขึ้นเอง แม้บันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนดังกล่าวจะเป็นพยานบอกเล่า แต่เมื่อพิจารณาจากสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้นน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ จึงรับฟังคำให้การชั้นสอบสวนดังกล่าวประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) แม้จำเลยจะไม่มีทนายความหรือบุคคลที่ไว้วางใจของจำเลยเข้าร่วมในการสอบสวน แต่ตามบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยระบุว่าก่อนสอบปากคำ พนักงานสอบสวนถามจำเลยว่าต้องการพบทนายความหรือบุคคลที่ไว้วางใจเข้าร่วมฟังการสอบสวนหรือไม่ อย่างไร จำเลยตอบว่าไม่ต้องการ ดังนี้ แสดงว่าพนักงานสอบสวนได้แจ้งสิทธิดังกล่าวให้จำเลยทราบแล้ว แต่จำเลยสละสิทธิในการมีทนายความ เมื่อคดีมีเพียงอัตราโทษจำคุกไม่ใช่มีอัตราโทษประหารชีวิต กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะต้องจัดหาทนายความหรือบุคคลที่ไว้วางใจเข้าร่วมฟังการสอบสวนให้แก่จำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134/1 วรรคสองโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 288 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 จำคุก 12 ปี คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ไต้แย้งในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายใช้อาวุธมีดปลายแหลม 1 เล่ม แทงนายสดายุ ผู้เสียหายหลายครั้ง ถูกบริเวณหน้าท้อง ใต้ชายโครงขวาบาดแผลลึกทะลุถึงตับได้รับอันตรายสาหัส คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นคนร้ายกระทำความผิดตามพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหาย นายสุชาติ นายเรืองยศ และนายไพโรจน์ เบิกความในทำนองเดียวกันว่า ในวันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 21 นาฬิกา ผู้เสียหายกับพวกไปเที่ยวที่ร้านตะวันคาราโอเกะ ตำบลท่าศาลา อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช ขณะอยู่ในร้านลูกค้าโต๊ะอื่นไม่พอใจผู้เสียหายเนื่องจากพนักงานหญิงของร้านดูแลผู้เสียหายเป็นพิเศษ แต่ก็สามารถปรับความเข้าใจกันได้ ต่อมาเวลาประมาณ 24 นาฬิกา ผู้เสียหายกับพวกออกจากร้านดังกล่าวเพื่อจะกลับบ้านจึงถูกวัยรุ่นหลายคนรุมทำร้าย และมีคนร้ายคนหนึ่งใช้อาวุธมีดปลายแหลมแทงผู้เสียหายหลายครั้ง แต่ขณะที่ผู้เสียหายเบิกความนั้น พนักงานอัยการโจทก์ซักถามว่าคนร้ายที่ใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายมีตัวอยู่ในห้องพิจารณาของศาลหรือไม่ พยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความว่า จำหน้าคนร้ายไม่ได้เนื่องจากเกิดเหตุมานานแล้ว เห็นว่า แม้ในชั้นพิจารณาผู้เสียหาย นายสุชาติ นายเรืองยศ และนายไพโรจน์จะเบิกความว่าจำหน้าคนร้ายไม่ได้ เพราะเกิดเหตุมานานสิบกว่าปีแล้วก็ตาม แต่โจทก์ก็มีคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย นายสุชาติ นายเรืองยศ และนายไพโรจน์มาเป็นพยาน ซึ่งคำให้การดังกล่าวต่างระบุรายละเอียดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสอดคล้องต้องกันว่า ขณะผู้เสียหายกับพวกออกจากร้านตะวันคาราโอเกะเพื่อจะกลับบ้าน จำเลยกับพวกได้เข้ารุมทำร้าย โดยผู้เสียหายถูกวัยรุ่นไม่ทราบชื่อใช้ขวดตีบริเวณศีรษะข้างขวา หลังจากนั้นได้ถูกชกต่อยและสุดท้ายจำเลยได้ใช้อาวุธมีดปลายแหลมแทงบริเวณหน้าท้องข้างขวาของผู้เสียหาย และยังมีคำให้การในชั้นสอบสวนของนายส่อหรี บิดาผู้เสียหาย ซึ่งให้การว่า ภายหลังทราบว่าผู้เสียหายถูกแทงได้รับบาดเจ็บ จึงติดตามไปที่โรงพยาบาล สอบถามนายสุชาติและนายเรืองยศได้ความว่าผู้ที่ใช้มีดแทงผู้เสียหาย คือ จำเลยกับพวก โดยนายส่อหรีให้การในวันเกิดเหตุ นายสุชาติให้การในวันที่ 30 เมษายน 2547 ซึ่งเป็นเวลาหลังเกิดเหตุไม่นานนัก ส่วนผู้เสียหาย นายเรืองยศ และนายไพโรจน์ให้การในวันที่ 30 มิถุนายน 2547 แม้จะเป็นเวลาหลังเกิดเหตุเกือบ 3 เดือน แต่ก็ได้ความจากพันตำรวจตรีประจักษ์ พนักงานสอบสวนว่า เนื่องจากพยานโจทก์ดังกล่าวเป็นเยาวชนต้องนัดหมายเจ้าหน้าที่ฝ่ายอื่นเข้าร่วมสอบปากคำ และในส่วนของผู้เสียหายก็ได้รับบาดเจ็บยังต้องพักรักษาตัวอยู่ ซึ่งล้วนแต่เป็นเหตุผลที่ทำให้พยานโจทก์ดังกล่าวมาให้การล่าช้า จึงหาเป็นพิรุธแต่อย่างใดไม่ เมื่อพิจารณาคำให้การในชั้นสอบสวนของพยานโจทก์ดังกล่าวโดยเฉพาะของผู้เสียหาย แม้ผู้เสียหายไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อน แต่ก็ให้การถึงรูปพรรณสัณฐานของจำเลยไว้โดยละเอียดว่า อายุประมาณ 20 ปีกว่า รูปร่างใหญ่ล่ำสัน ผมหยิก หน้ากลม ผิวดำแดง ตาสองชั้น จมูกปกติ ริมฝีปากหนา หูปกติ มีลายสักที่บริเวณเปลือกตาเขียนว่าอะไรจำไม่ได้ อีกทั้งคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย นายเรืองยศ และนายไพโรจน์ ก็ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวน นักสังคมสงเคราะห์ และพนักงานอัยการ อันเป็นการปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 133 ทวิ ยากที่พนักงานสอบสวนจะปั้นแต่งขึ้นเอง เชื่อว่า ขณะให้การผู้เสียหาย นายสุชาติ นายเรืองยศ นายไพโรจน์ และนายส่อหรีคงไม่ทันคิดช่วยเหลือหรือปรักปรำจำเลย และไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์ดังกล่าวให้การไว้โดยมีเหตุจูงใจหรือถูกบังคับขู่เข็ญแต่อย่างใด แม้บันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนดังกล่าวจะเป็นพยานบอกเล่า แต่เมื่อพิจารณาจากสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มาและข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้น น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ จึงรับฟังคำให้การในชั้นสอบสวนดังกล่าวประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) ประกอบกับ ในชั้นพิจารณาผู้เสียหาย นายสุชาติ นายเรืองยศ และนายไพโรจน์ได้เบิกความถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นไปตามลำดับและตรงกับคำให้การในชั้นสอบสวน เพียงแต่ไม่ชี้ตัวยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้ายเท่านั้น ในเรื่องนี้คงเป็นเพราะพยานโจทก์ดังกล่าวมาเบิกความเป็นพยานภายหลังจากวันเกิดเหตุเป็นเวลานานถึง 13 ปี รูปร่างหน้าตาของจำเลยย่อมเปลี่ยนแปลงไปได้ จึงเป็นเหตุให้พยานโจทก์ดังกล่าวจำหน้าจำเลยไม่ได้ นอกจากนี้โจทก์ยังมีพันตำรวจตรีประจักษ์ พนักงานสอบสวน มาเบิกความเป็นพยานว่า พยานได้แจ้งข้อหาแก่จำเลยว่า ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จำเลยให้การรับสารภาพ และนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ ตามบันทึกคำให้การและบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพของผู้ต้องหา พันตำรวจตรีประจักษ์เป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นพนักงานสอบสวนไปตามอำนาจหน้าที่โดยไม่มีส่วนได้เสียกับคู่กรณีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด และไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลย คำเบิกความของพันตำรวจตรีประจักษ์ที่เกี่ยวกับการสอบสวนจำเลยก็ไม่มีข้อพิรุธที่ทำให้ไม่น่าเชื่อว่าทำการสอบสวนโดยไม่ชอบแต่อย่างใด จำเลยก็ให้การหลังเกิดเหตุไม่นาน คือ วันที่ 13 มิถุนายน 2547 และได้ให้รายละเอียดต่างๆ ในการกระทำความผิดไว้อย่างละเอียดเป็นขั้นตอน ซึ่งมีข้อเท็จจริงสอดคล้องกับคำให้การในชั้นสอบสวนของพยานโจทก์ทั้งสี่ เชื่อว่าจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจและให้การไปตามความจริงที่เกิดขึ้น ที่จำเลยนำสืบต่อสู้อ้างฐานที่อยู่นั้น จำเลยก็มีเพียงตัวจำเลยเบิกความปากเดียวลอยๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุน จึงมีน้ำหนักน้อย ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 นำคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลย ซึ่งไม่มีทนายความหรือบุคคลที่ไว้วางใจของจำเลยเข้าร่วมในการสอบสวนมารับฟังประกอบในการวินิจฉัยลงโทษจำเลย จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ตามบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยระบุว่า ก่อนสอบปากคำ พนักงานสอบสวนถามจำเลยว่าต้องการพบทนายความหรือบุคคลที่ไว้วางใจเข้าร่วมฟังการสอบสวนหรือไม่ อย่างไร จำเลยตอบว่าไม่ต้องการ ดังนี้ แสดงว่าพนักงานสอบสวนได้แจ้งสิทธิดังกล่าวให้จำเลยทราบแล้ว แต่จำเลยสละสิทธิในการมีทนายความ เมื่อคดีนี้มีเพียงอัตราโทษจำคุกไม่ใช่มีอัตราโทษประหารชีวิต กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะต้องจัดทนายความหรือบุคคลที่ไว้วางใจเข้าร่วมฟังการสอบสวนให้แก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/1 วรรคสอง พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมารับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน(ชลิต กฐินะสมิต-ประมวญ รักศิลธรรม-วีรวิทย์ สายสมบัติ)ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช - นายธวัฒชัย พลายด้วงศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายทนงศักดิ์ เที่ยงสุทธิสกุลแหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1214/2555

คำให้การชั้นสอบสวนของ จ. และ ก. ที่ว่า จำเลยมอบเงินให้ไปซื้อเมทแอมเฟตามีน 1,000 เม็ด แม้เป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน แต่มิได้เป็นการปัดความรับผิดของผู้ซัดทอดให้เป็นความผิดของจำเลยเพียงผู้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5873/2567

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134/1 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุก ก่อนเริ่มถามคำให้การให้พนักงานสอบสวนถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและผู้ต้องหาต้องการทนายความ ให้รัฐจัดหาทนายความให้" ซึ่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4943/2567

คดีนี้และคดีหมายเลขแดงที่ อ 1036/2564 ของศาลชั้นต้น เหตุเกิดวันเดียวกันและสถานที่เดียวกัน จึงมีความเกี่ยวพันกันจนอาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 160 วรรคหนึ่ง การนับโทษต่อจึงต้องอยู่ในบังค…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 642/2567

แม้ในชั้นจับกุมจำเลยและ ก. จะให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุมว่าเมทแอมเฟตามีนและอาวุธปืนเป็นของทั้งสองคน แต่คำให้การดังกล่าวเป็นถ้อยคำรับสารภาพของจำเลยผู้ถูกจับที่ให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ จึงต้องห้…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2566 (เลขอ้างอิง 693462)

แม้คดีจะฟังได้ตามที่โจทก์อ้างว่าคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 6 ไม่ใช่คำซัดทอด แต่โจทก์ก็ยอมรับว่าพยานหลักฐานดังกล่าวเป็นพยานบอกเล่า ซึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 วรรคสอง ห้ามไม่ให้ศาลรับฟังพยานบอกเล่า เว้…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้