Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1955/2546

พ.ศ. 2546 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 และที่ 2 รู้มาแต่แรกแล้วว่า ล. ผู้เป็นบิดาได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่ก. และโจทก์ที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) หายไป แล้วจำเลยที่ 1 นำหลักฐานใบแจ้งความไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3)แทนฉบับที่อ้างว่าหายไป จึงมีเจตนาที่จะกระทำผิดหาใช่เป็นเรื่องที่ขาดเจตนาไม่ ความผิดฐานแจ้งความเท็จคือการนำความเป็นเท็จไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 รู้อยู่ว่า ล. บิดาได้ขายที่ดินพิพาทไปแต่กลับไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) หาย และจำเลยที่ 1 นำสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีไปขอออกใบแทน จนกระทั่งไปดำเนินการรับโอนมรดกที่ดินพิพาทมาเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 ย่อมทำให้โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินที่แท้จริงต้องได้รับความเสียหายแล้ว หาใช่ไม่เป็นความผิดเพราะโจทก์ทั้งสองไม่เสียหายและไม่มีอำนาจฟ้องไม่ การที่จำเลยที่ 1 แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานตำรวจและเจ้าพนักงานที่ดินเป็นการกระทำต่อเนื่องกัน โดยมีเจตนาเดียวกันเพื่อขอใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) แล้วรับโอนมรดกที่ดินมาเป็นชื่อของตนการกระทำของจำเลยที่ 1จึงเป็นกรรมเดียว

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 90,91, 137, 267, 268จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดสองกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นที่ยุติว่าที่ดินพิพาทเดิมเป็นของนายเลียบหรือเรียบ สัตย์ซื่อ ซึ่งเป็นสามีจำเลยที่ 3 และเป็นบิดาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยมีหลักฐานเป็นแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ต่อมานายเกิด ปั้นศิริ สามีโจทก์ที่ 1 ได้นำหนังสือมอบอำนาจของนายเลียบไปขอออกหนังสือสำคัญเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) และโอนขายให้ตนเองแต่ทางอำเภอเพียงดำเนินการให้เฉพาะการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ในนามของนายเลียบ ครั้นวันที่ 17 พฤษภาคม 2537 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้นำความไปแจ้งเพื่อเป็นหลักฐานต่อร้อยตำรวจเอกประเสริฐ มาเหม ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอพนัสนิคมว่าหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินพิพาทได้หายไปตามบันทึกประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย

จ.1 แล้วจำเลยที่ 1 นำใบแจ้งความดังกล่าวไปยื่นประกอบคำขอต่อนายสมศักดิ์สุ่มเจริญ เจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอให้ทางสำนักงานที่ดินจังหวัดออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ฉบับที่อ้างว่าหายไป คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยทั้งสองได้กระทำผิดฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาหรือไม่ โจทก์ทั้งสองมีตัวโจทก์ที่ 1และที่ 2 มาเบิกความว่า โจทก์ที่ 1 และนายเกิด ปั้นศิริ สามีโจทก์ที่ 1 ได้ซื้อที่ดินแปลงพิพาทจากนายเลียบเมื่อปี 2505 โดยมีการส่งมอบการครอบครองและหนังสือสำหรับที่ดินให้นายเกิดยึดถือไว้ ต่อมานายเลียบหลบหนีคดีอาญาจึงเพียงทำหนังสือมอบอำนาจให้นายเกิดไปดำเนินการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3)

พร้อมทำนิติกรรมโอนขายให้นายเกิด แต่เนื่องจากลายมือชื่อของนายเลียบไม่เหมือนเดิมที่เคยเซ็นไว้นายอำเภอจึงยอมเปลี่ยนหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินจากแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน(ส.ค.1) เป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) แต่ไม่ดำเนินการเรื่องการโอนขายที่ดินให้ นายเกิดกับจำเลยที่ 3 ไปรับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ด้วยกันและคงมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ดังกล่าวให้โจทก์ที่ 1 ยึดถือไว้ครั้นปี 2517 โจทก์ที่ 1 ได้แบ่งขายที่ดินพิพาทด้านทิศตะวันออกให้โจทก์ที่ 2 จำนวน8 ไร่ ต่อมาหลังจากที่นายเกิดและนายเลียบได้ถึงแก่กรรม จำเลยที่ 1 เคยไปพบโจทก์ที่ 1เพื่อสอบถามถึงที่ดินพิพาท ซึ่งโจทก์ที่ 1 ก็ได้แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบว่าเป็นการขายขาดมิใช่ขายฝาก

พร้อมทั้งนำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ให้จำเลยที่ 1 ดูก่อนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจและขอออกใบแทนหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดิน รายละเอียดปรากฏตามเอกสารหมาย จ.1และ จ.11 นอกจากนี้โจทก์ทั้งสองยังมีนายหยุด ดิเสถียร บุตรนางเย็นซึ่งมีที่ดินติดต่อกับที่ดินพิพาททางทิศตะวันออก นายมนัส ปั้นศิริ บุตรโจทก์ที่ 1 และเป็นน้องชายโจทก์ที่ 2 กับนายสมพงษ์ กลัดสมบัติ มาเบิกความสนับสนุนว่า โจทก์ทั้งสองเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมากกว่า 30 ปี จนถึงปัจจุบัน ฝ่ายจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีตัวจำเลยที่ 3 มาเบิกความทำนองเดียวกันว่า นายเลียบหลบหนีคดีอาญา ตั้งแต่ปี 2505แต่ก็แอบกลับมาเยี่ยมบ้านเป็นครั้งคราว โดยไม่ได้เล่าอะไรให้ฟังระหว่างนั้นจำเลยที่ 3เป็นผู้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท

จนกระทั่งทำไม่ไหวจึงให้โจทก์ที่ 1 เข้าทำประโยชน์แทน ครั้นปี 2533 นายเลียบป่วยหนักจึงได้เล่าให้ฟังว่าไปกู้เงินนายเกิดไว้ 1,000 บาท และมอบแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ให้นายเกิดยึดถือไว้ จำเลยที่ 3 เพียงทราบว่าเมื่อปี 2505 นายเลียบเคยไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) แต่ดำเนินการไม่แล้วเสร็จ เพราะต้องหลบหนีคดีอาญา หลังจากนั้นจำเลยที่ 3 ก็ไม่ทราบเรื่องราวการขอออกหนังสือสำคัญอีกเลยและก่อนไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ จำเลยทั้งสามก็ช่วยกันค้นหาหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินพิพาทแล้ว แต่หาไม่พบ นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ปฏิเสธว่าไม่เคยไปพบโจทก์ที่ 1 ที่บ้านของโจทก์ที่ 1 ส่วนที่โจทก์ที่ 1 อ้างว่านายเกิดซื้อที่ดินจากนายเลียบนั้น

ปรากฏว่าต่อมานายเกิดได้ไปขอยกเลิกการซื้อขายนั้นแล้ว ตามคำขอยกเลิกคำขอและบันทึกถ้อยคำเอกสารหมาย ล.1 และ ล.2 โดยมีนายอู๋ วิทยประภารัตน์ กำนันตำบลท้องที่ กับนายประมวล วงศ์พรประดิษฐ์ ผู้ใหญ่บ้านท้องที่ซึ่งที่ดินพิพาทตั้งอยู่มาเบิกความยืนยันว่าเห็นฝ่ายจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท เห็นว่า ฝ่ายโจทก์ทั้งสองนอกจากมีภาพถ่ายหมาย จ.7 มาแสดงถึงการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินแล้วยังมีนายหยุด ดิเสถียร บุตรนางเย็นซึ่งรับมรดกที่ดินของนางเย็นที่อยู่ติดต่อกับที่ดินพิพาทด้านทิศตะวันออก และนายสมพงษ์ กลัดสมบัติ ผู้ไปร่วมลงแขกดำนาในที่ดินพิพาทมายืนยันว่า คงเห็นแต่ฝ่ายโจทก์ทั้งสองเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตลอดมา ซึ่งแม้ฝ่ายจำเลยที่ 1และที่ 2 จะมีกำนันและผู้ใหญ่บ้านท้องที่มาเบิกความยืนยันเช่นกัน แต่เมื่อพิจารณาคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ที่รับว่านายเกิดได้นำพยานบุคคลซึ่งลงชื่อรับรองลายมือชื่อของนายเลียบในหนังสือมอบอำนาจเอกสาร

จ.2 มายืนยันต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าเป็นลายมือชื่อที่นายเลียบลงชื่อไว้จริง ตามบันทึกถ้อยคำเอกสารหมาย ล.7 และ ล.8 ประกอบกับจำเลยที่ 1 ตอบคำถามค้านทนายโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยที่ 1 เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเมื่อปี 2537 ส่วนก่อนหน้านั้นใครจะดูแลครอบครองไม่ทราบจำเลยที่ 1 ได้ย้ายไปอยู่ที่อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี ทั้งครอบครัวตั้งแต่เรียนหนังสือจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 อันแสดงว่าย้ายไปตั้งแต่ยังเป็นเด็ก และยังรับอีกว่าปัจจุบันบุตรโจทก์ที่ 1 เป็นผู้เข้าทำประโยชน์ ส่วนจำเลยที่ 3 ก็เบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ทั้งสองเช่นกันว่า นายเกิดและโจทก์ที่ 1 เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2505 และจำเลยที่ 1 เข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเมื่อปี 2537 เพียงปีเดียวแล้ว ข้อเท็จจริงเชื่อว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 รู้มาแต่แรกแล้วว่านายเลียบผู้เป็นบิดาได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่นายเกิดและโจทก์ที่ 1 ดังนั้น

การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) หายไป แล้วจำเลยที่ 1 นำหลักฐานใบแจ้งความไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) แทนฉบับที่อ้างว่าหายไป จึงมีเจตนาที่จะกระทำผิดดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษา กรณีหาใช่เรื่องที่ขาดเจตนาไม่ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาอ้างว่า โจทก์ทั้งสองไม่เสียหายเพราะที่ดินพิพาทเพียงมีเอกสารสิทธิเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ไม่เกี่ยวกับการได้ที่ดินมาด้วยการครอบครองนั้น เห็นว่า ความผิดฐานแจ้งความเท็จก็คือการนำความเป็นเท็จไปแจ้งต่อเจ้าพนักงาน การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 รู้อยู่ว่านายเลียบบิดาได้ขายที่ดินพิพาทไปแต่กลับไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3)

หายและจำเลยที่ 1 นำสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีไปขอออกใบแทน จนกระทั่งไปดำเนินการรับโอนมรดกที่ดินพิพาทมาเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 ย่อมทำให้โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินที่แท้จริงต้องได้รับความเสียหายแล้ว หาใช่ไม่เป็นความผิด เพราะโจทก์ทั้งสองไม่เสียหายและไม่มีอำนาจฟ้องไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยที่ 1 แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานตำรวจและเจ้าพนักงานที่ดินเป็นการกระทำต่อเนื่องกัน โดยมีเจตนาเดียวกันเพื่อขอใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) แล้วรับโอนมรดกที่ดินมาเป็นชื่อของตนการกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นกรรมเดียว ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 ประกอบมาตรา 195 และศาลฎีกาเห็นต่อไปว่าทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีประโยชน์ต่อการพิจารณาอยู่มาก นับเป็นเหตุบรรเทาโทษเห็นควรลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 2"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 137 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 สองครั้งเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทในมาตราเดียวกัน จึงให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 บทเดียว จำคุกคนละ 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีประโยชน์ต่อการพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 1 ใน 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ · วิชัย วิวิตเสวี · สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 210/2566

การบรรยายฟ้องความผิดฐานแจ้งความเท็จ ต้องระบุชัดเจนถึงข้อความเท็จนั้นว่ามีข้อความเป็นอย่างไร และความจริงเป็นอย่างไร คำฟ้องของโจทก์บรรยายเพียงว่า จำเลยนำข้อความอันเป็นเท็จไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นเทศ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1270/2563

ในคดีอาญาที่จำเลยไม่ให้การหรือให้การปฏิเสธ กฎหมายมีมาตรการให้มีการตรวจพยานหลักฐานโดยให้โจทก์ส่งเอกสารและวัตถุที่โจทก์จะอ้างเป็นพยานให้อีกฝ่ายตรวจสอบตามที่คู่ความร้องขอหรือศาลเห็นสมควรก่อนสืบพยานโจทก์…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1243/2563

การที่ผู้ตายที่ 2 เคยทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองร่วมกับผู้ตายที่ 1 มาก่อน โดยมีข้อที่ 3 ระบุว่า พินัยกรรมฉบับนี้หากจะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข หรือผู้ทำพินัยกรรมคนหนึ่งคนใดจะถอนพินัยกรรมฉบับนี้ หรือทำพิ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1221/2563

ขณะจำเลยใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมซื้อขายที่ดิน โจทก์ยังไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว ความเสียหายโดยตรงที่เกิดขึ้นเมื่อมีการใช้เอกสารปลอมจึงมีเฉพาะเจ้าของที่ดินซึ่งอาจต้องส…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9557/2558

ใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.ท.บ. 5) ไม่ใช่เอกสารที่แสดงว่าผู้ชำระค่าภาษีมีสิทธิในที่ดิน คือ สิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เพราะเอกสารที่แสดงถึงสิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดินย่อมเป็นไปตาม ป.ที…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้