Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 196/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

บริเวณที่ตรวจค้นพบเฮโรอีนของกลางเป็นที่นั่งพักผ่อนของผู้ต้องขังทั่วไปและขณะที่ตรวจค้นก็มีผู้ต้องขังทำงานอยู่บริเวณใกล้เคียงประมาณ100คนโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นว่าจำเลยเอาเฮโรอีนของกลางไปซ่อนไว้ในที่ค้นพบทั้งไม่มีคนเห็นว่าจำเลยได้ขายเฮโรอีนให้ภ. คำซัดทอดของภ. เป็นพยานบอกเล่าสำหรับธนบัตรจำนวน472บาทกับยาชนิดแคปซูล39เม็ดและใบเลื่อยตัดเหล็ก1ใบที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อที่ตรวจค้นพบเฮโรอีนของกลางนั้นก็มีผู้ต้องขังอื่นอีก2คนแสดงตนเป็นเจ้าของส่วนใบเลื่อยกับยาแคปซูลก็ไม่ปรากฎว่าเป็นของจำเลยการที่พยานโจทก์เบิกความว่าจำเลยเป็นผู้นำตรวจค้นและรับว่าเสื้อยืด3ตัวที่วางทับขวดซึ่งมีเฮโรอีนซ่อนอยู่เป็นของตนซึ่งหากจำเลยเป็นคนเอาเฮโรอีนไปซ่อนไว้ตรงนั้นก็คงไม่กล้าพาเจ้าหน้าที่ไปตรวจค้นใต้กองเสื้อนั้นน่าจะพาไปตรวจค้นยังจุดอื่นทั้งเสื้อที่กองอยู่ก็ไม่มีชื่อจำเลยติดอยู่หากจำเลยซ่อนเฮโรอีนไว้และถูกจับได้ก็สามารถปฏิเสธได้ว่ามิใช่เสื้อของจำเลยแต่เมื่อจำเลยยอมรับว่าเป็นเสื้อของตนโดยดีแสดงว่ามีความบริสุทธิ์ใจและไม่รู้ว่ามีคนเอาเฮโรอีนไปซ่อนไว้ใต้เสื้อพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบยังไม่มีน้ำหนักพอให้รับฟังว่าเฮโรอีนของกลางเป็นของจำเลย

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 4, 7, 8, 26, 67, 97, 102 ริบของกลาง เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย และนับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5053/2533 ของศาลชั้นต้นด้วยจำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ และอยู่ในระหว่างต้องโทษในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอเพิ่มโทษจริงศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 67 ลงโทษจำคุก 2 ปี จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกตามพระราชบัญญัตินี้ในระหว่างต้องโทษมากระทำความผิดคดีนี้อีก เพิ่มโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 97 กึ่งหนึ่งเป็นจำคุก 3 ปี และให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5053/2533 ของศาลชั้นต้น

ริบของกลางจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ เฮโรอีนของกลางมีไว้เป็นความผิดจึงให้ริบโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า จำเลยเป็นนักโทษต้องขังอยู่ ที่เรือนจำกลางคลองเปรม แขวงลาดยาว เขตจตุจักรกรุงเทพมหานคร ก่อนเกิดเหตุนายบุญลือ ดุลย์มา เจ้าหน้าที่อบรมและฝึกวิชาชีพ 2 ปฏิบัติหน้าที่ประจำโรงงาน 2 สืบทราบว่า มีนักโทษลักลอบเสพเฮโรอีนโดยซื้อมาจากจำเลย วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2538เวลา 15 นาฬิกา จึงได้ไปที่โรงงาน 2 แดน 3 พร้อมกับนายมงคล จันทร์ต๊ะวงศ์ เจ้าหน้าที่ควบคุมและผู้ต้องขังซึ่งเป็นผู้ช่วยเหลืออีก 3 คน และจำเลย ทำการตรวจค้นภายในโรงงานบริเวณที่นั่งพักผ่อน พบขวดเป๊ปซี่เปล่าขนาด 2 ลิตร

วางอยู่ 4 ขวดโดยมีเสื้อยืดของจำเลย 3 ตัว วางทับอยู่ จากการตรวจค้นพบหลอดยาหอมตราห้าเจดีย์ 1 หลอด ซุกซ่อนอยู่ในขวดเป๊ปซี่โดยพันด้วยผ้าเทปไว้เมื่อเปิดออกดูปรากฎว่ามีเฮโรอีนบรรจุอยู่ภายใน จึงแจ้งข้อหาจำเลยว่ามีเฮโรอีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจำเลยให้การปฏิเสธตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.3 หลังจากนั้นนายบุญลือได้ทำบันทึกรายงานเสนอผู้บังคับบัญชา และผู้บังคับบัญชาให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิด ตามเอกสารหมาย จ.2 และจ.4 ต่อมาผู้บัญชาการเรือนจำกลางคลองเปรมมีหนังสือถึงผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลประชาชื่นให้ดำเนินคดีแก่จำเลย พร้อมส่งเฮโรอีนของกลางในคดีไปด้วยตามเอกสารหมาย จ.5 ชั้นสอบสวนร้อยตำรวจตรีชุมพลพิศลย์กุลพันธ์

แจ้งข้อหาจำเลยฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจำเลยให้การปฏิเสธส่วนของกลางได้ส่งไปตรวจพิสูจน์ที่กองพิสูจน์หลักฐาน กรมตำรวจปรากฏว่าเป็นเฮโรอีนไฮโดรคลอไรด์หนัก 0.18 กรัม ตามเอกสารหมาย จ.7จำเลยนำสืบว่า จำเลยต้องโทษอยู่ในแดน 3 เรือนจำกลางคลองเปรมและมีชื่อทำงานในโรงงาน 2 แต่จ้างนักโทษอื่นทำงานแทนวันเกิดเหตุคือวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2538 ซึ่งเป็นวันพฤหัสบดี ตามระเบียบของเรือนจำกลางคลองเปรมให้เยี่ยมผู้ต้องขังชาวต่างประเทศได้มีมิชชั่นนารีชื่อภราดา โฮม มาเยื่ยมจำเลยเวลา 13 นาฬิกาตามเอกสารหมาย ล.1 และจำเลยได้กลับมาแดน 3 เวลา 15 นาฬิกานายวินัยซึ่งเป็นนักโทษและเป็นผู้ช่วยผู้คุมกับผู้คุมได้มาค้นตัวและตู้เก็บสิ่งของจำเลยแต่ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย

หลังจากนั้นผู้คุมและนายวินัยได้กล่าวหาว่าจำเลยเป็นผู้ขายเฮโรอีนให้นักโทษพร้อมทั้งได้นำกระดาษมาให้ลงลายมือชื่อ แต่จำเลยไม่ยอมและให้การปฏิเสธ หลังเกิดเหตุแล้วจำเลยถูกแยกไปขังเดี่ยวนายจำนงค์ นาคสุข เจ้าหน้าที่ควบคุมแดน 3 ได้รับรายงานจากนายบุญลือ ดุลย์มา เกี่ยวกับการจับกุมเฮโรอีนตามเอกสารหมาย จ.2เอกสารดังกล่าวระบุเพียงว่าพบเฮโรอีนอยู่ในกองผ้าของผู้ต้องขังชาวต่างประเทศไม่ได้ระบุว่าพบอยู่ในกองผ้าของจำเลย และจำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่ได้รู้เห็นและเป็นเจ้าของเฮโรอีน ส่วนเงินสดที่ค้นได้นั้นมีชาวไนจีเรีย 2 คน รับว่าเป็นของตนพิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบโดยจำเลยมิได้โต้เถียงให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่าตามวันและเวลาเกิดเหตุ

นายบุญลือ ดุลย์มาเจ้าหน้าที่อบรมและฝึกวิชาชีพ 2ปฏิบัติหน้าที่ประจำอยู่โรงงานเรือนจำกลางคลองเปรมกับนายมงคลจันทร์ต๊ะวงศ์ เจ้าหน้าที่ควบคุมและผู้ต้องขังซึ่งเป็นผู้ช่วยเหลืออีก 3 คนได้ไปตรวจที่โรงงาน 2 แดน 3 ที่จำเลยฝึกงานอยู่เนื่องจากสืบทราบว่ามีนักโทษลักลอบเสพเฮโรอีนได้ตรวจค้นบริเวณที่พวกนักโทษนั่งพักผ่อนพบขวดเป๊ปซี่เปล่าขนาด 2 ลิตร จำนวน 4 ขวดวางไว้ที่พื้นติดกำแพงโดยมีเสื้อยืด 3 ตัว วางทับไว้ พบหลอดยาหอมตราห้าเจดีย์ 1 หลอด ซ่อนอยู่ในขวดเป๊ปซี่โดยมีผ้าเทปพันไว้ เมื่อเปิดออกดูพบเฮโรอีน 1 หลอด ซ่อนอยู่ข้างในจึงยึดมาเป็นของกลางและกล่าวหาว่าจำเลยมีเฮโรอีนของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต

จำเลยให้การปฏิเสธ ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์จึงมีว่าเฮโรอีนของกลางเป็นของจำเลยหรือไม่ เห็นว่าโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นว่าจำเลยเป็นคนเอาเฮโรอีนของกลางไปซ่อนไว้ในที่ค้นพบทั้งไม่มีคนเห็นว่าจำเลยได้ขายเฮโรอีนให้นายโภคิน แซ่อึ้งคำซัดทอดของนายโภคินจึงเป็นพยานบอกเล่าตามคำของนายบุญลือกับนายมงคลพยานโจทก์ได้ความว่า นอกจากค้นพบเฮโรอีนของกลางแล้วยังพบธนบัตรจำนวน 472 บาท กับยาชนิดแคปซูล 39 เม็ด และใบเลื่อยตัดเหล็ก 1 ใบ ซ่อนอยู่ใต้เสื้อนั้นด้วย แต่เงิน 472 บาทนั้นผู้ต้องขังชื่อนายเฮนรี่ ไอโยฮา กับนายเจ.เอ็น โอกัวฟอร์แสดงตนเป็นเจ้าของ ใบเลื่อยกับยาแคปซูลก็ไม่ปรากฏว่าเป็นของจำเลยบริเวณที่ตรวจค้นพบเฮโรอีนของกลางนั้นก็เป็นที่นั่งพักผ่อนของผู้ต้องขังทั่วไป

ขณะเข้าทำการตรวจค้นก็มีผู้ต้องขังทำงานอยู่ในโรงงานแดน 2 นั้น ประมาณ 100 คน นายเฮนรี่กับนายเจ.เอ็นยังเอาเงินไปซ่อนไว้ใต้เสื้อนั้นได้ อาจจะมีผู้ต้องขังคนอื่นนำเฮโรอีนของกลางไปซ่อนไว้ก็ได้ และนายบุญลือว่าจำเลยเป็นผู้นำตรวจค้นและรับว่าเสื้อยืด 3 ตัว นั้นเป็นของจำเลย ซึ่งหากจำเลยเป็นคนเอาเฮโรอีนไปซ่อนไว้ตรงนั้นก็คงไม่กล้าพาเจ้าหน้าที่ไปตรวจค้นใต้กองเสื้อนั้นน่าจะพาไปตรวจค้นยังจุดอื่น ทั้งเสื้อที่กองอยู่ก็ไม่มีชื่อจำเลยติดอยู่ หากจำเลยซ่อนเฮโรอีนไว้และถูกจับได้จำเลยก็สามารถปฏิเสธได้ว่ามิใช่เสื้อของจำเลย แต่จำเลยยอมรับว่าเป็นเสื้อของจำเลยโดยดี ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีความบริสุทธิ์ใจและไม่รู้ว่ามีคนเอาเฮโรอีนซ่อนไว้ใต้เสื้อ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบยังไม่มีน้ำหนักพอให้รับฟังว่าเฮโรอีนของกลางเป็นของจำเลย

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
บุญศรี แก้วสาร · วินัย วิมลเศรษฐ · วิรัตน์ ลัทธิวงศกร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2104/2567

การวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานบอกเล่า พยานซัดทอด หรือพยานที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้านนั้น ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มี…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1207/2567

การจะเป็นความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติโดยร่วมกระทำการใด ๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในการดำเนินการขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ หรือเป็นเครือข่ายดำเนินงานขององค์กรดังกล่าว หรือสมคบกันตั้งแต่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 125/2567

การกระทำที่จะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 110 (1) ผู้กระทำต้องรู้ว่าสินค้าที่ตนนำเข้ามาในราชอาณาจักร จำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้เพื่อจำหน่าย เป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 740/2566

แม้คําพิพากษาคดีแพ่งของศาลชั้นต้นจะมีผลผูกพันโจทก์จำเลยซึ่งเป็นคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ทำให้จำเลยไม่มีสิทธิกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอย่างอื่นให้แตกต่างไปจากผลแห่งคําวินิจฉัยดังกล่าวที่ฟังข้อ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 514/2566

วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบให้ใช้ระบบไต่สวนและเป็นไปโดยรวดเร็ว และก่อนศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ศาลอาจเรียกพยานหลักฐานมาสืบเพิ่มเติมตามที่เห็นสมควร ซึ่งรวมทั้งการเรียกพยานที่สืบแล้วมาสืบใหม่โดย…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้