Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19692/2557

พ.ศ. 2557 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์มีสภาพเป็นรัฐวิสาหกิจตาม พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 ถือว่าโจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐตาม พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 มาตรา 46 (9) และ พ.ร.ฎ.แบ่งส่วนราชการสำนักงานอัยการสูงสุด พ.ศ.2540 มาตรา 4 กำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงานอัยการสูงสุดเข้าว่าต่างและแก้ต่างคดีแทนโจทก์ได้ และพนักงานอัยการเป็นผู้ปฏิบัติราชการให้สำนักงานอัยการสูงสุด โดยอำนาจและหน้าที่ตาม พ.ร.บ.พนักงานอัยการ พ.ศ.2498 (เดิม) มาตรา 11 กำหนด เมื่อโจทก์แต่งตั้งพนักงานอัยการให้ทำหน้าที่ทนายความ พนักงานอัยการจึงมีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์ได้ตาม พ.ร.บ.พนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (2) จำเลยประกอบกิจการอุตสาหกรรมการผลิตและจำหน่ายกระดาษ จำเลยซื้อก๊าซจากโจทก์เพื่อนำไปใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าและความร้อนภายในโรงงานของจำเลยเพื่อผลิตกระดาษอันเป็นกิจการของจำเลย จึงเป็นกรณีโจทก์ ผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบให้จำเลยทำเพื่อกิจการของฝ่ายจำเลยนั้นเอง สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในเงินค่าก๊าซที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์ จึงมีกำหนดอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (5) แม้พฤติการณ์ที่โจทก์ปิดวาล์วก๊าซ ถือว่าโจทก์ในฐานะคู่สัญญาได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาซื้อขายก๊าซแล้วคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง แต่กรณีก็เป็นการเลิกสัญญาเพราะจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระเบี้ยปรับซึ่งเป็นค่าเสียหายจากการผิดสัญญาซื้อขายก๊าซของจำเลย ซึ่งได้เกิดขึ้นและยังมีอยู่ตลอดไปจนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้จากจำเลยโดยสิ้นเชิง การเลิกสัญญาดังกล่าวหาได้ทำให้สิทธิเรียกร้องเอาเบี้ยปรับจากจำเลยระงับไปไม่ ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิเรียกเอาเบี้ยปรับตามที่กำหนดไว้ในสัญญาซื้อขายก๊าซจากจำเลยได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 115,360,077.25 บาท พร้อมเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ของต้นเงิน 64,028,645.46 บาท นับตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2551 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 87,453,358.76 บาท แก่โจทก์ พร้อมเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ของต้นเงินจำนวน 64,028,645.46 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนโจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เดิมโจทก์เป็นนิติบุคคลซึ่งจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2521 เรียกว่า การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ต่อมาคณะรัฐมนตรีเห็นชอบการเปลี่ยนแปลงทุนเป็นเรือนหุ้นของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยและเห็นชอบในรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดตั้งโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 มาตรา 19 วันที่ 30 กันยายน 2544 ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเงื่อนเวลายกเลิกกฎหมายว่าด้วยการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2544 ยกเลิกพระราชบัญญัติการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2521 และวันที่ 1 ตุลาคม 2544 โจทก์แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด ตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ

พ.ศ.2542 โดยยังมีสภาพเป็นรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2544 จำเลยกับโจทก์ทำสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติกัน โดยจำเลยตกลงซื้อก๊าซจากโจทก์เพื่อใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าและความร้อนภายในโรงงานผลิตกระดาษของจำเลย ต่อมาจำเลยผิดสัญญาโดยค้างชำระค่าก๊าซแก่โจทก์ในปี 2547 งวดเดือนมีนาคม 2547 ถึงเดือนธันวาคม 2547 จำนวน 10 งวด ในปี 2548 งวดเดือนกุมภาพันธ์ 2548 ถึงเดือนธันวาคม 2548 จำนวน 11 งวด และในปี 2549 งวดเดือนมกราคม 2549 ถึงเดือนมิถุนายน 2549 จำนวน 6 งวด โดยรวมค้างชำระค่าก๊าซทั้งสิ้น 64,028,654.46 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 4,482,005.19 บาท เบี้ยปรับตามสัญญา (ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะกำหนดให้ใหม่) 46,849,426.60 บาท

รวมเป็นเงิน 115,360,077.25 บาท ระหว่างระยะเวลาตามสัญญาซื้อขายก๊าซ จำเลยยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของตนเองและศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ โดยแต่งตั้งจำเลยเป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการ ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตฟ้องจำเลยสำหรับหนี้เบี้ยปรับที่จำเลยค้างชำระระหว่างวันที่ 27 เมษายน 2547 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2548 จำนวนเงิน 2,433,190.26 บาท ซึ่งเป็นมูลหนี้ที่เกิดขึ้นนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งแต่งตั้งผู้ทำแผนจนถึงก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งได้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/13 ประกอบมาตรา 90/12 (4)

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า พนักงานอัยการมีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ในประเด็นดังกล่าวศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด จึงสิ้นสภาพการเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติ แต่โจทก์ยังคงมีสภาพเป็นรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 จึงถือว่าโจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐ ตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 มาตรา 46 (9) และพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการสำนักงานอัยการสูงสุด พ.ศ.2540 มาตรา 4 กำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงานอัยการสูงสุดเข้าว่าต่างและแก้ต่างคดีแทนโจทก์ได้ การว่าต่างและแก้ต่างคดีแทนโจทก์จึงอยู่ในอำนาจของสำนักงานอัยการสูงสุด เป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายอื่นซึ่งบัญญัติว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงานอัยการสูงสุด จึงเป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานอัยการ ตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (2) พนักงานอัยการจึงมีอำนาจเข้าว่าต่างและแก้ต่างแทนโจทก์ได้ และศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

ที่จำเลยฎีกาว่า มาตรา 46 (9) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 และพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการสำนักงานอัยการสูงสุด พ.ศ.2540 มาตรา 4 ให้อำนาจแก่สำนักงานอัยการสูงสุดซึ่งเป็นหน่วยงานนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่า พนักงานอัยการเป็นผู้ปฏิบัติราชการให้สำนักงานอัยการสูงสุด โดยอำนาจและหน้าที่ตามที่พระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 (เดิม) มาตรา 11 กำหนด เมื่อโจทก์แต่งตั้งพนักงานอัยการให้ทำหน้าที่ทนายความ พนักงานอัยการจึงมีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์ได้ตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (2) ซึ่งไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งมาตรา 11 (5) ดังนั้น ข้อที่จำเลยฎีกาว่า

โจทก์โดยพนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีนี้ เพราะพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (5) ไม่ได้ให้อำนาจไว้ด้วยเหตุต่าง ๆ จึงไม่เป็นสาระที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงผลเป็นให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์ตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (2) ได้ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่นำมาฟ้องในเงินค่าก๊าซและเบี้ยปรับจากจำเลยขาดอายุความหรือไม่ สำหรับสิทธิเรียกร้องในเงินค่าก๊าซที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์นั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ ให้มีกำหนดอายุความสองปี (1) ผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรม ผู้ประกอบหัตถกรรม ผู้ประกอบศิลปอุตสาหกรรมหรือช่างฝีมือ เรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ ค่าการงานที่ได้ทำ หรือค่าดูแลกิจการของผู้อื่น รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง..." และมาตรา 193/33 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความห้าปี...(5)

สิทธิเรียกร้องตามมาตรา 193/34 (1) (2) และ (5) ที่ไม่อยู่ในบังคับอายุความสองปี" เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังว่า จำเลยประกอบกิจการอุตสาหกรรมการผลิตและจำหน่ายกระดาษ จำเลยซื้อก๊าซจากโจทก์เพื่อนำไปใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าและความร้อนภายในโรงงานของจำเลยเพื่อผลิตกระดาษอันเป็นกิจการของจำเลย จึงเป็นกรณีโจทก์ผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบให้จำเลยทำเพื่อกิจการของฝ่ายจำเลยนั้นเอง สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในเงินค่าก๊าซที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์ จึงมีกำหนดอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (5) หาใช่มีกำหนดอายุความ 2 ปี ดังที่จำเลยอ้างแต่อย่างใดไม่ ส่วนข้อเท็จจริงที่จำเลยนำมาอ้างเป็นเหตุว่า การซื้อก๊าซจากโจทก์ไม่ใช่เป็นการที่จำเลยนำก๊าซไปเดินเครื่องจักรที่ใช้ผลิตกระดาษโดยตรง

ต้องนำไปแปลงผ่านโรงผลิตไฟฟ้าก่อนจะนำไฟฟ้าที่ได้ไปเดินเครื่องจักรผลิตกระดาษ จึงไม่ใช่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง ต้องนำกำหนดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 มาใช้บังคับนั้น เป็นการยกข้อเท็จจริงอันเป็นข้อต่อสู้นอกเหนือคำให้การมายกขึ้นอ้างในการยื่นฎีกา ไม่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระค่าก๊าซที่ค้างชำระภายในกำหนดอายุความ 5 ปี สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ส่วนสิทธิเรียกร้องเบี้ยปรับที่จำเลยค้างชำระนั้น

เมื่อสิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นประธาน คือ ค่าก๊าซที่จำเลยค้างชำระไม่ขาดอายุความดังที่ได้วินิจฉัยมา ข้อฎีกาของจำเลยที่อ้างว่าเบี้ยปรับที่จำเลยค้างชำระซึ่งเป็นสิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นอุปกรณ์นั้นจะต้องขาดอายุความด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/26 จึงไม่อาจรับฟังได้ ดังนั้น สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่ฟ้องเรียกเอาเงินค่าก๊าซและเบี้ยปรับจากจำเลยจึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า เมื่อสัญญาซื้อขายก๊าซระหว่างโจทก์กับจำเลยเลิกกันแล้ว โจทก์มีสิทธิเรียกเอาเบี้ยปรับตามที่กำหนดไว้ในสัญญาดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า แม้พฤติการณ์ที่โจทก์ปิดวาล์วก๊าซ ถือว่าโจทก์ในฐานะคู่สัญญาได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาซื้อขายก๊าซแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ดังที่จำเลยฎีกาก็ตาม แต่กรณีก็เป็นการเลิกสัญญาเพราะจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระเบี้ยปรับซึ่งเป็นค่าเสียหายจากการผิดสัญญาซื้อขายก๊าซของจำเลย ซึ่งได้เกิดขึ้นและยังมีอยู่ตลอดไปจนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้จากจำเลยโดยสิ้นเชิง

การเลิกสัญญาดังกล่าว หาได้ทำให้สิทธิเรียกร้องเอาเบี้ยปรับจากจำเลยระงับไปไม่ ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยไว้โดยละเอียดแล้ว และตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1010/2538 คดีระหว่าง นายไชยเสน โจทก์ นางกาญจนา จำเลย ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิเรียกเอาเบี้ยปรับตามที่กำหนดไว้ในสัญญาซื้อขายก๊าซจากจำเลยได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกา 10,000 บาท แทนโจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมชาย พงษธา · วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี · พันวะสา บัวทอง
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ - นายภูวภาคย์ สิริโพธิกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นางสาวเบญจมาศ ปัญญาดิลก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.2547/2555
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ1394/2551
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ1704/2552
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้