Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1971/2541

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์บรรยายฟ้องมาแจ้งชัดแล้วว่าจำเลยทั้งห้าได้ร่วมกันบุกรุกเข้าไปตัดโค่นทำไม้หวงห้ามประเภท ก.และอ้างบทมาตรา 11 ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484อันเป็นบทห้ามกระทำความผิดแล้ว แม้โจทก์จะมิได้อ้างมาตรา 73 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทลงโทษมาด้วย ศาลย่อมลงโทษตามมาตรา 73 วรรคสอง ได้ไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.อ. มาตรา 158 ป.วิ.อ. มาตรา 192 พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 72 พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 73

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามพระราชบัญญัติป่าไม้พ.ศ. 2484 มาตรา 11, 54, 69, 72 ตรี, 74, 74 ทวิ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4, 5, 6, 9, 14, 31, 35ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ริบของกลาง และสั่งให้จำเลยทั้งห้าผู้แทนและบริวารของจำเลยทั้งห้าออกจากเขตป่าและป่าสงวนแห่งชาติจำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง(2),73 วรรคสอง(2) พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14,31 วรรคสอง(2) การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นความผิดสองกรรมต่างกัน ให้เรียกกระทงลงโทษฐานทำไม้หวงห้ามในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้

พ.ศ. 2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง,73 วรรคสอง(2) ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุกคนละ 6 ปี ฐานมีไม้หวงห้ามไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 6 ปี รวมจำคุกคนละ 12 ปี จำเลยที่ 4และที่ 5 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคสอง พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติพ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง(2) เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติพ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง(2) ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดจำคุกคนละ 6 ปี ลงโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 8 ปี จำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 4 ปีริบของกลาง ให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 ผู้แทนและบริวารของจำเลยที่ 4และที่ 5 ออกจากป่าสงวนแห่งชาติ ข้อหาอื่นให้ยกจำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 3และที่ 5 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 4 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2และที่ 3 ฐานร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานทำไมและฐานมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครอง และที่จำเลยที่ 1ฎีกาขอให้ยกฟ้อง นั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดจริงดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นเพียงลูกจ้างของจำเลยที่ 1 มิได้เป็นคู่สัญญาที่สามารถทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับหมายเลขตราประทับเฉกเช่นจำเลยที่ 1 จึงต้องรับฟังเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 และข้อที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 หลบหนีเป็นพิรุธนั้น ก็ปรากฏว่าก่อนเข้าทำการจับกุมมีการยิงปืนก่อนจริง ซึ่งย่อมเป็นเหตุให้เกิดการตื่นกลัวได้ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยที่ 2และที่ 3 ดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3สำหรับปัญหาที่โจทก์ฎีกาของให้ลงโทษจำเลยที่ 5 ในฐานะผู้กระทำความผิดร่วมกับจำเลยที่ 4 ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติและปัญหาที่จำเลยที่ 4 ฎีกาขอให้ยกฟ้อง นั้น

ศาลฎีกาเห็นว่าข้อเท็จจริงคงได้ความตรงกันแต่เพียงว่า จำเลยที่ 4 และครอบครัวได้ทำสวนยางพาราอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติมานานหลายสิบปีแล้วแต่สำหรับจำนวนเนื้อที่ป่าตลอดจนตำแหน่งจุดที่ป่าที่จำเลยที่ 4ยึดถือครอบครองนั้น โจทก์มิได้นำสืบแสดงทั้งในรูปแผนที่หรือพยานอื่นใด แม้กระทั่งจำนวนเนื้อที่ป่าที่พยานบุคคลระบุว่า จำเลยที่ 4 ถือครองนั้นก็แตกต่างกันไป หาข้อยุติจากพยานหลักฐานโจทก์มิได้ คงอาศัยคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 4 ในชั้นสอบสวนซึ่งระบุว่าจำเลยที่ 4 ได้แผ้วถางและถือครองเนื้อที่ป่ารวมประมาณ100 ไร่เศษ ซึ่งจำเลยที่ 4 มิได้นำสืบปฏิเสธ เป็นหลักฐานสำคัญฟังประกอบพยานบุคคลของโจทก์ได้ว่าจำเลยที่ 4 ได้กระทำความผิดจริงซึ่งเป็นจำนวนที่เกินกว่าจำนวนที่ดินที่จำเลยที่ 4 ได้รับจัดสรรในรูป

ส.ป.ก. ตามที่ต่อสู้ แต่สำหรับจำนวนที่ 5 พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบคงได้ความแต่เพียงว่าเป็นบุตรและอาศัยร่วมอยู่กับจำเลยที่ 4ส่วนข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 5 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 4 ในการกระทำความผิดคงมีเพียงคำเบิกความของพยานบุคคลลอย ๆ ซึ่งเป็นเพียงความเข้าใจของพยานบุคคลเอง หาได้มีข้อเท็จจริงใดมายืนยันประกอบให้แน่ชัด กรณีจึงยังมีความสงสัยตามคมควรว่า จำเลยที่ 5ได้กระทำความผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 5 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยปัญหาประการสุดท้ายที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3พิพากษาให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484มาตรา 73 วรรคสอง เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

เพราะโจทก์ไม่ได้ขอให้ลงโทษตามบทบัญญัติดังกล่าว นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(6) บัญญัติว่า คำฟ้องจะต้องอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องมาแจ้งชัดแล้วว่าจำเลยทั้งห้าได้ร่วมกันบุกรุกเข้าไปตัดโค่นทำไม้หวงห้ามประเภท ก. และอ้างบทมาตรา 11 อันเป็นบทห้ามกระทำความผิดมาด้วย ดังนี้ แม้โจทก์จะมิได้อ้างบทลงโทษมาย่อมลงโทษตามมาตรา 73 วรรคสอง ได้ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ แต่ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดโทษจำคุกที่จะลงโทษแก่จำเลยที่ 1 และที่ 4 นั้น หนักเกินไป เนื่องจากจำเลยที่ 1และที่ 4 มีอายุกว่า 60 ปีแล้ว ทั้งพฤติการณ์แห่งคดีที่ปรากฏศาลฎีกาเห็นควรกำหนดโทษใหม่ให้เหมาะสมพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 1 ปี6 เดือน

รวม 2 กระทง จำคุก 3 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามแล้วคงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี ส่วนจำเลยที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่งการกระทำของจำเลยที่ 4 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14,31 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 1 ปี คำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 4เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาของศาลอย่างมาก จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วินัย วิมลเศรษฐ · สิงหะ สัตยธรรม · คงศักดิ์ วัชรคงศักดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14743/2558

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้พิพากษาหรือสั่งเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง" ซึ่งมีความสัมพันธ์กับหลักเกณฑ์การบรรยายฟ้องของโจทก์ ตามกฎหมายดังกล่าวมาตรา 158 (5) ว่า "การกระทำทั้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4643/2540

แม้ตามคำฟ้องโจทก์ได้แยกกระทงเรียงเป็นลำดับว่าเป็นการกระทำความผิดหลายกรรม กล่าวคือ ข้อแรก จำเลยทั้งห้าร่วมกันทำไม้มะค่าโมง ซึ่งเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก.ในเขตป่าขุนซ่องโดยใช้เลื่อยโซ่ยนต์ตัดฟันเป็นท่อน ๆ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2402/2534

โจทก์บรรยายฟ้องความผิดฐานเข้าไปยึดถือครอบครองแผ้วถาง เผาป่า และโค่นตัดฟันทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ โดยระบุเวลาในการกระทำผิดว่าจำเลยกระทำผิดระหว่างวันที่ 4เมษายน 2532 ถึงวันที่ 4 พฤษภาคม 2532 เวลากลางว…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6616/2557

โจทก์บรรยายฟ้องว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองป่าที่ดินภูเขากระโดน อันเป็นที่ดินของรัฐ โดยเป็นที่ราชพัสดุ กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ อยู่ในความครอบครองดูแลของกรมธน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 233/2544

แม้จำเลยทั้งสามใช้เครื่องเลื่อยโซ่ยนต์ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงในการทำไม้และแปรรูปไม้ แต่ปรากฏตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติว่า ไม้ยางที่จำเลยทั้งสามร่วมกันแปรรูปนั้นอยู่ใ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้