คำฟ้องและคำให้การ
คดีนี้เดิมโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยหาว่าสมคบกันทำร้ายร่างกายโจทก์บาดเจ็บสาหัส ขอให้ลงโทษตาม ก.ม.อาญา ม.๒๕๖,๖๓
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นตรวจฟ้องแล้วเห็นว่าฟ้องโจทก์มิได้ระบุรายละเอียดตาม ป.วิ อาญา ม.๑๕๘ (๕) คือไม่มีเวลาที่จำเลยกระทำผิด ศาลจะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องในข้อสาระสำคัญเช่นนี้ก็ดูจะไม่เป็นธรรมแก่จำเลยเพราะเวลากระทำผิดเป็นข้อสำคัญแก่คดีมาก จึงมีคำสั่งให้ยกฟ้องโจทก์ รุ่งขึ้นโจทก์ได้ยื่นฟ้องเป็นคดีนี้อีกโดยกล่าวมาในฟ้องว่าเมื่อวันที่ ๒๒ ต.ค.๙๘ เวลากลางวัน ฯ นอกนั้นคงมีข้อความอย่างเดียวกับในฟ้องเดิม ศาลชั้นต้นเห็นเป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.อาญา ม.๓๙ (๔) จึงให้ยกฟ้องโจทก์เสีย
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกาว่าศาลต้องไต่สวนมูลฟ้องก่อน ศาลฎีกาได้ประชุมปรึกษาคดีนี้แล้วได้ความว่าโจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยกรณีความผิดเรื่องนี้ครั้งหนึ่งศาลได้ยกฟ้องคดีนั้นโดยเห็นว่าฟ้องโจทก์มิได้ระบุรายละเอียดตาม ป.วิ.อาญา ม.๑๕๘ (๕) คือไม่มีเวลาที่จำเลยกระทำผิด จึงสั่งให้ยกฟ้องโจทก์ รุ่งขึ้นโจทก์จึงมายื่นฟ้องใหม่อีก เห็นว่าเวลากระทำผิดเป็นข้อสำคัญที่โจทก์จะต้องกล่าวมาในฟ้องเพราะเป็นข้อเท็จจริงในเรื่องความผิดที่จำเลยกระทำลง จึงได้ชื่อว่าศาลได้ยกฟ้องในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้วตาม ป.วิ.อาญา ม.๓๙ (๔) คือได้มีคำพิพากษาเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง แม้คดีนี้จะเป็นคดีราษฎรฟ้องกันเองซึ่งศาลยังมิได้ไต่สวนมูลฟ้องก่อนดังฎีกาโจทก์คัดค้านมาก็ดี แม้แต่เพียงข้อความที่โจทก์กล่าวมาในใบฟ้องถึงการกระทำทั้งหลายของจำเลยศาลก็อาจวินิจฉัยและพิพากษาคดีไปได้โดยไม่จำเป็นต้องไต่สวนมูลฟ้องก่อน เหตุฉนี้จึง
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ยกฎีกาโจทก์.