Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19979/2555

พ.ศ. 2555 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยเพียงแต่โทรศัพท์นัดให้โจทก์ร่วมที่ 3 ไปพบบริเวณที่เกิดเหตุ โดยโจทก์ร่วมที่ 3 ขับรถจักรยานยนต์ไปพบ แล้วจำเลยข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 3 บริเวณจุดที่นัดพบทุกครั้ง ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้พาโจทก์ร่วมที่ 3 ไปที่อื่นอีก แสดงว่าจำเลยมิได้หน่วงเหนี่ยวหรือกักขังโจทก์ร่วมที่ 3 การที่จะเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จะต้องเป็นการพาไปหรือแยกเด็กออกไปจากความปกครองดูแล ทำให้ความปกครองดูแลของบิดามารดาหรือผู้ปกครองเด็กถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือน ซึ่งคำว่า "พราก" ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 หมายความว่า จากไป พา เอาไปจาก แยกออกจากกัน หรือเอาออกจากกัน ดังนั้น การกระทำของจำเลยดังกล่าวยังไม่เข้าลักษณะพา และแยกเด็กไปจากความปกครองดูแลของผู้ปกครองเด็กอันทำให้ความปกครองดูแลของผู้ปกครองเด็กถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนสิทธิ จึงไม่เป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 319 วรรคหนึ่ง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 276, 318

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางจง นายสังเวย และ จ. ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาต โดยให้เรียกว่าโจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคหนึ่ง จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่า จำเลยมีอาชีพรับราชการครู รู้จักโจทก์ร่วมที่ 3 ตั้งแต่โจทก์ร่วมที่ 3 ศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ในฐานะครูกับศิษย์ ทั้งยังได้รับความเคารพนับถือจากครอบครัวโจทก์ร่วมทั้งสามและชาวบ้านใกล้เคียง ประกอบกับจำเลยมีภริยาและบุตรแล้ว น่าจะประพฤติตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคม แต่กลับฉกฉวยโอกาสจากความไว้เนื้อเชื่อใจและความไร้เดียงสาของโจทก์ร่วมที่ 3 เพื่อสนองตัณหาของตน จึงไม่มีเหตุรอการลงโทษ ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จ. โจทก์ร่วมที่ 3 เกิดวันที่ 10 พฤษภาคม 2531 เป็นบุตรของโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมที่ 3 อาศัยอยู่กับโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 จำเลยรับราชการครูที่โรงเรียนบ้านโว้งบ่อ ซึ่งโจทก์ร่วมที่ 3 เคยเป็นนักเรียนที่โรงเรียนดังกล่าว ก่อนจำเลยถูกฟ้องดำเนินคดีนี้ จำเลยกับโจทก์ร่วมที่ 3 เคยมีเพศสัมพันธ์กันสำหรับความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ความผิดฐานดังกล่าวจึงยุติไปแล้ว คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยโดยปราศจากเหตุอันสมควรพรากเด็กอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา

ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ โจทก์มีโจทก์ร่วมที่ 3 เบิกความว่า เมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2548 จำเลยโทรศัพท์มาหาโจทก์ร่วมที่ 3 นัดให้ไปพบที่บริเวณถนนสายบ้านมนคีรี ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย บอกว่ามีธุระจะคุยด้วย โจทก์ร่วมที่ 3 ขับรถจักรยานยนต์ออกไปพบจำเลย แล้วจำเลยข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 3 ที่บริเวณข้างถนนดังกล่าว ต่อมาประมาณ 3 สัปดาห์ จำเลยโทรศัพท์มาหาโจทก์ร่วมที่ 3 นัดให้ไปพบที่ถนนสายบ้านมนคีรีที่เดิม โจทก์ร่วมที่ 3 ออกไปพบ แล้วจำเลยข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 3 บริเวณเดิม หลังจากนั้นวันที่ 6 เมษายน 2550 และวันที่ 10 พฤษภาคม 2550 จำเลยโทรศัพท์นัดโจทก์ร่วมที่ 3 ให้ไปพบที่บริเวณค่ายลูกเสือ

ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย แล้วจำเลยข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 3 ที่บริเวณดังกล่าว วันที่ 9 และ 16 มิถุนายน 2550 จำเลยนัดโจทก์ร่วมที่ 3 ให้ไปพบแล้วข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 3 ที่วัดเจดีย์สูง ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย จากคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 3 จะเห็นว่าจำเลยเพียงแต่โทรศัพท์นัดให้โจทก์ร่วมที่ 3 ไปพบบริเวณที่เกิดเหตุ โดยโจทก์ร่วมที่ 3 ขับรถจักรยานยนต์ไปพบ แล้วจำเลยข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 3 บริเวณจุดที่นัดพบทุกครั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้พาโจทก์ร่วมที่ 3 ไปที่อื่นอีก สอดคล้องกับที่โจทก์ร่วมที่ 3 ให้การในชั้นสอบสวนว่า หลังจากจำเลยข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 3 ในครั้งแรก

จำเลยพูดว่าไม่ให้นำเรื่องไปบอกใคร แล้วโจทก์ร่วมที่ 3 ก็ขับรถจักรยานยนต์กลับบ้าน แสดงว่าจำเลยมิได้มีการหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังโจทก์ร่วมที่ 3 แต่อย่างใด การที่จะเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จะต้องเป็นการพาไปหรือแยกเด็กออกไปจากความปกครองดูแล ทำให้ความปกครองดูแลของบิดามารดาหรือผู้ปกครองเด็กถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือน ซึ่งคำว่า "พราก" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 หมายความว่า จากไป พา เอาไปจาก แยกออกจากกัน หรือเอาออกจากกัน ดังนั้น การกระทำของจำเลยดังกล่าวยังไม่เข้าลักษณะพาและแยกเด็กไปจากความปกครองดูแลของผู้ปกครองเด็กอันทำให้ความปกครองดูแลของผู้ปกครองเด็กถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนสิทธิ จึงไม่เป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา

ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้อง ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลย

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานพรากเด็กอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคหนึ่ง ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อาวุธ ปั้นปรีชา · วิรุฬห์ แสงเทียน · ปดารณี ลัดพลี
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดสุโขทัย - นางสาววรรณรัตน์ เจษฎาจินต์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายนพเรศ พันธุ์นรา
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.2865/2555
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ1163/2550
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ1297/2551
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 532/2563

จำเลยเรียกผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กอายุ 14 ปีเศษ ให้เข้าไปเอาขนมในบ้าน จึงเป็นการกระทำโดยใช้ขนมมาล่อผู้เสียหายให้เข้าไปในบ้าน ถือเป็นกลอุบายส่วนหนึ่งเพื่อให้ได้ตัวผู้เสียหายมากระทำชำเรา และเมื่อผู้เสียหา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6910/2562

จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปกระทำชำเราเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 บิดาและ ศ. มารดาในฐานะผู้ดูแลและผู้มีอำนาจปกครอง จึงเป็นการพรากผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์มีอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยั…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2558 (เลขอ้างอิง 586558)

แม้ผู้ร้องที่ 2 มิได้เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้องที่ 1 กรณีผู้ร้องที่ 2 จึงมิใช่ผู้ใช้อำนาจปกครองของผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ เหมือนผู้ร้องที่ 3 ที่เป็นมารดาชอบด้วยกฎหมายอันเป็นผู้ใช้อำนาจปก…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2557 (เลขอ้างอิง 575241)

ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร การที่จะพิจารณาว่าผู้เยาว์เต็มใจหรือไม่เต็มใจนั้น ต้องพิจารณาเจตนาภายในใจของผู้เยาว์ คดีนี้ผู้เสียหายที่ 1 มีเจตนาไปเที่ยวที่ประเทศมาเลเซียตามคำชักชวนของจำเลยที่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20100/2555

แม้ตามฟ้องคดีนี้จะระบุว่าเหตุเกิดระหว่างวันที่ 11 สิงหาคม 2548 ถึงวันที่ 14 สิงหาคม 2548 ก็ตามแต่ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณาได้ความจากคำเบิกความของ ม. ผู้เสียหายที่ 1 และ ป. เพื่อนผู้เสียหายที่…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้