Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1998/2553

พ.ศ. 2553 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ประเด็นข้อพิพาทในคดีแพ่งที่ว่าจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทจากโจทก์หรือไม่เป็นประเด็นอันเป็นข้อสำคัญแห่งคดี แต่คำพิพากษาในคดีดังกล่าวมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่ความในคดีแพ่งเท่านั้น ไม่อาจนำผลของคำวินิจฉัยในคดีแพ่งมาผูกพันคำวินิจฉัยในคดีอาญาได้ คงเป็นพยานหลักฐานส่วนหนึ่งที่ศาลในคดีอาญาจะต้องนำมาชั่งน้ำหนักประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ว่ามีน้ำหนักให้รับฟังว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดฐานเบิกความเท็จจริงหรือไม่

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2538 เวลากลางวันจำเลยที่ 1 เบิกความเท็จในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1939/2538 ของศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดิน 4 แปลง รวมทั้งที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ดิน 61 ตำบลดอนคา อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งมีชื่อนางชั้วพี่สาวโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์จากโจทก์ และเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2538 เวลากลางวัน จำเลยที่ 2 เบิกความเท็จในคดีดังกล่าวด้วยว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันซื้อที่ดินข้างต้นจากโจทก์ ความจริงแล้วโจทก์ขายที่ดินแก่จำเลยที่ 1 เพียง 3 แปลง โจทก์ไม่เคยขายที่ดินพิพาทให้จำเลยทั้งสอง และโจทก์ไม่เคยบอกจำเลยทั้งสองว่านางชั้วพี่สาวโจทก์ยกที่ดินพิพาทให้โจทก์ แล้วโจทก์จึงนำมาขายให้แก่จำเลยทั้งสองคำเบิกความอันเป็นเท็จของจำเลยทั้งสองเป็นข้อสำคัญในคดี โดยหากศาลเชื่อตามที่จำเลยทั้งสองเบิกความ จำเลยที่ 1 ย่อมได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและโจทก์ต้องออกจากที่ดินพิพาท ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 177

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคแรก ลงโทษจำคุกคนละ 3 เดือน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 20 ตารางวา เดิมมีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1085 ตำบลดอนคา อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ มีชื่อนางชั้ว เมืองสุวรรณ พี่สาวโจทก์เป็นผู้ครอบครอง ต่อมาที่ดินดังกล่าวได้มีการออกเป็นโฉนดเลขที่ 16471 มีชื่อนางชั้วเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ปัญหาที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยมีว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานเบิกความเท็จอันเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงเพียงพอที่จะลงโทษจำเลยทั้งสองได้ เนื่องจากจำเลยทั้งสองได้เคยเบิกความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1939/2538 ของศาลชั้นต้นว่าจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทมาจากโจทก์ และในคดีดังกล่าวศาลวินิจฉัยไม่เชื่อข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 นำสืบและพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี

เห็นว่า แม้ประเด็นข้อพิพาทในคดีแพ่งดังกล่าวที่ว่าจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทจากโจทก์หรือไม่จะเป็นประเด็นอันเป็นข้อสำคัญแห่งคดีก็ตาม แต่คำพิพากษาในคดีดังกล่าวก็มีผลผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่ความในคดีแพ่งเท่านั้น ไม่อาจนำผลของคำวินิจฉัยในคดีแพ่งดังกล่าวมาผูกพันคำวินิจฉัยในคดีอาญาได้ คงเป็นพยานหลักฐานส่วนหนึ่งที่ศาลในคดีนี้จะต้องนำมาชั่งน้ำหนักประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ว่ามีน้ำหนักให้รับฟังว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดจริงหรือไม่ ซึ่งเมื่อพิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบในคดีนี้แล้ว คงมีแต่คำเบิกความของพยานโจทก์ที่อ้างคำวินิจฉัยและผลของคำพิพากษาในคดีแพ่งดังกล่าว โจทก์หาได้นำสืบให้เห็นถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ว่าเป็นเช่นไร

เหตุใดโจทก์ซึ่งได้รับการยกให้ซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทจากนางชั่วจึงต้องทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยโจทก์ไม่ได้นำสืบว่าหนังสือสัญญาเช่า เอกสารหมาย ล.1 ไม่สมบูรณ์อย่างไร ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวจำเลยทั้งสองได้นำสืบต่อสู้ไว้ในคดีแพ่งแล้วโจทก์ควรที่จะได้หาพยานหลักฐานมาหักล้างข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสองและพิสูจน์ความผิดของจำเลยทั้งสองให้หนักแน่นมั่นคงเพื่อแสดงว่า จำเลยทั้งสองเบิกความเท็จในคดีแพ่งดังกล่าว ลำพังเพียงแต่อ้างคำวินิจฉัยและผลคำพิพากษาในคดีแพ่งย่อมไม่พอฟังลงโทษจำเลยทั้งสองดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยมา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พรเพชร วิชิตชลชัย · ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน · วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้