คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองนำสิ่งของทองรูปพรรณณ์มาจำนำไว้แก่โจทก์ แล้วบ่ายเบี่ยงไม่ชำระเงิน จนโจทก์ต้องขายทอด ตลาดทองรูปพรรณ์ของจำเลยที่จำนำไว้ เพื่อชดใช้ต้นเงินและดอกเบี้ย ได้เงิน ๓๘-๒๐ บาท เงินต้นและดอกเบี้ยที่จำเลย ต้องชำระเป็นเงิน ๕๙๓๖ บาท หักแล้วจำเลยยังต้องชำระให้โจทก์อีก ๑๑๘๐ บาท ดอกเบี้ย ๙๓๖ บบาท ๖๖ สตางค์ จำเลยเพิกเฉยเสีย จึงขอให้ศาลบังคับให้จำเลยชำระ.
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินที่ค้างแก่โจทก์
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ที่จำเลยเอาทองรูปพรรณ์มาจำนำรับเอาเงินของโจทก์ไปนั้น เป็นนิติกรรม ๒ นิติกรรมควบกันไปคือ นิติกรรมกู้ยืม กับนิติกรรมค้ำประกันหนี้ด้วยสังหาริมทรัพย์ เรีย+ตามกฎหมายว่า จำนำ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงิน ที่ยังขาดในคดีนี้ เป็นการฟ้องขอให้ชำระหนี้เงินกู้ยืมบางส่วน เมื่อไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ ก็ฟ้องร้องไม่ได้ พิพากษาแก้ ให้ยกฟ้องเฉพาะจำเลยที่ ๑
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า สำหรับกรณีนี้ปรากฎว่า จำเลยเอาเงินของโจทก์ไป ๕๐๐๐ บาท คิดดอกเบี้ยร้อยละ ๑ บาท ๒๕ สตางค์ มอบทองรูปพรรณ์ ๙ สิ่งไว้เป็นประกัน ฉะนั้นแม้การมองทองรูปพรรณให้ไว้จะเป็นจำนำ ซึ่งอาจบังคับกันได้โดยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือก็ดี แต่เมื่อโจทก์บังคับจำนำนั้นไปแล้ว การที่จะมาฟ้องร้องขอให้บังคับ ให้จำเลยชำระเงินที่ยังขาดอยู่ ก็เท่ากับฟ้องร้องขอให้ชำระหนี้เงินที่กู้ยืมกันไป นั่นเอง มูลหนี้ในเรื่องการกู้ยืมเงินนั้น มาตรา ๖๕๓ บังคับไว้ว่าเมื่อกว่า ๕๐ บาทขึ้นไป ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสือแล้ว จะฟ้องร้องบังคับคดีหาได้ไม่ การฟ้อง ของโจทก์ในดคนี้ เป็นการฟ้องจำเลยในฐานเป็นลูกหนี้เงินกู้ จำนำ เพราะการจำนำได้สิ้นสุดแล้วด้วยการบังคับ ดังกล่าวแล้ว สิทธิฟ้องของโจทก์จึงหามีไม่ใช่ฟ้องในฐานะคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว
ผลคำพิพากษา
จึงพิพากษายืน.