คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ทั้งสองเคยฟ้องจำเลยขอให้โอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายฉบับเดียวกันนี้มาครั้งหนึ่งแล้ว
จำเลยให้การต่อสู้ทำนองเดียวกับคดีนี้ว่าสัญญาจะซื้อขายเป็นโมฆะ เพราะเป็นนิติกรรมอำพราง ศาลพิพากษาถึงที่สุดตามคดีหมายเลขแดงที่ 772/2524 ของศาลจังหวัดนครราชสีมาว่า สัญญาจะซื้อจะขายเป็นสัญญาที่แท้จริงตามเจตนาของคู่กรณีใช้บังคับได้ตามกฎหมาย มิใช่นิติกรรมอำพรางแต่โจทก์ยังมิได้ขอปฏิบัติการชำระหนี้ จึงบังคับให้จำเลยโอนที่ดินพิพาทไม่ได้พิพากษายกฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิฟ้องใหม่ในอายุความ ศาลชั้นต้นจึงสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ได้ปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญาแล้ว พิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ และรับชำระหนี้ที่โจทก์วางไว้ต่อสำนักงานวางทรัพย์หากการจดทะเบียนโอนขายไม่อาจกระทำได้ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 400,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับจำเลยอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำพิพากษาในคดีก่อนย่อมผูกพันคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 จำเลยจะมาโต้เถียงในคดีนี้ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะสัญญาดังกล่าวเป็นโมฆะใช้บังคับไม่ได้ และจำเลยไม่ได้ผิดสัญญาอีกหาได้ไม่ ส่วนปัญหาเรื่องค่าเสียหายตามสัญญา เมื่อปรากฎว่าจำเลยผิดสัญญาไม่โอนที่ดินพิพาทให้ตามกำหนดย่อมเกิดความเสียหาย โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายดังกล่าวได้ และที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 400,000 บาท เห็นว่าเหมาะสมแล้ว เมื่อโจทก์ได้ปฏิบัติตามสัญญาโดยวางเงินคาที่ดินพิพาทจำนวน 3000,000 บาทสำนักงานวางทรัพย์กับแจ้งให้จำเลยทราบแล้ว จำเลยจึงต้องปฏิบัติตามสัญญาที่ศาลล่างทั้งสองงดสืบพยานโจทก์จำเลยและพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์ 2,000 บาท.