Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2061/2517

พ.ศ. 2517 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ในคดีอาญาศาลพิพากษาให้จำคุกจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 ที่ 3 ในข้อหาขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส คดีถึงที่สุดคำพิพากษาในคดีอาญาดังกล่าวไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 2, ที่ 3 ซึ่งมิได้ถูกฟ้องคดีอาญานั้นด้วย (อ้างฎีกาที่338/2516) จำเลยที่ 2 ที่ 3 ยังอาจยกข้อต่อสู้และนำสืบในคดีแพ่งได้ว่า จำเลยที่ 1 มิได้เป็นฝ่ายทำละเมิดต่อโจทก์หากแต่โจทก์ที่ 2 เป็นฝ่ายขับรถโดยประมาทเอง หาได้ถูกกฎหมายปิดปากมิให้นำสืบโต้เถียงข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นดังคดีเฉพาะตัวจำเลยที่ 1 ไม่การที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 ไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นก็เพราะศาลชั้นต้นมิได้บังคับให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ แต่จำเลยที่ 2 ที่ 3 ก็ได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์ว่าโจทก์ที่ 2 เป็นฝ่ายประมาทแต่ฝ่ายเดียว คำแก้อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ 3 จึงเป็นการตั้งประเด็นในชั้นอุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 1 มิใช่เป็นฝ่ายทำละเมิด ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 รับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 โดยอาศัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 ในเมื่อคดีเฉพาะตัวจำเลยที่ 2 ที่ 3 ข้อเท็จจริงยังไม่ยุติว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์หาได้ไม่ชอบที่ศาลอุทธรณ์จะฟังข้อเท็จจริงในประเด็นที่ว่าโจทก์ที่ 2 หรือจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายประมาทขับรถยนต์โดยประมาทเสียก่อน

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ได้ขับรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นนายจ้างตามทางการที่จ้าง โดยประมาทปราศจากความระมัดระวังตัดหน้ารถบรรทุกน้ำมันของโจทก์ที่ ๑ โดยมีโจทก์ที่ ๒ เป็นผู้ขับเป็นเหตุให้รถทั้งสองคันชนกัน รถของโจทก์ที่ ๑ ได้รับความเสียหายและโจทก์ที่ ๒ ได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กายถึงสาหัส ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินแก่โจทก์ที่ ๑ พร้อมด้วยดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๗๖,๘๙๒.๗๕ บาทแก่โจทก์ที่ ๒ เป็นเงิน ๔,๖๔๐ บาท ฯลฯ

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่าจำเลยที่ ๑ ไม่ได้เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ แต่เป็นลูกจ้างของผู้อื่นขับรถให้จำเลยที่ ๒ เหตุที่รถชนกันเกิดจากความประมาทของโจทก์ที่ ๒ เองที่ขับรถเข้าชนท้ายรถจำเลยที่ ๑ การที่โจทก์ที่ ๒ ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้รถของจำเลยที่ ๒ ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันและแทนกันใช้ค่าเสียหายให้จำเลยที่ ๒ เป็นเงิน ๓๔,๐๐๐ บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ย

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งว่า การที่รถของจำเลยที่ ๒ ชนกับรถของโจทก์ที่ ๑ เป็นเพราะความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลยที่ ๑ ชั้นพิจารณา โจทก์ขอให้ศาลหมายเรียกบริษัทประมวลสรรพกิจจำกัดเข้ามาเป็นจำเลยร่วม โดยอ้างว่าจำเลยที่ ๒ โอนทางทะเบียนให้รถของจำเลยที่ ๒ เป็นชื่อจำเลยร่วมเป็นเจ้าของเพื่อให้ใช้รถเข้าร่วมในกิจการขนส่งของจำเลยร่วมจำเลยที่ ๑ อยู่ในฐานะเป็นลูกจ้างกระทำการตามที่จ้างของจำเลยร่วมด้วย

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เรียกบริษัทประมวลสรรพกิจ จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วมได้ และให้เรียกบริษัทจำเลยร่วมเป็นจำเลยที่ ๓ จำเลยที่ ๓ ให้การทำนองเดียวกับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าเสียหายให้บริษัทโจทก์ที่ ๑ เป็นเงิน ๔๘,๑๕๐ บาท และให้โจทก์ที่ ๒ เป็นเงิน ๓,๒๐๐ บาท และให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๒

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายตามจำนวนศาลชั้นต้นกำหนด

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เมื่อคดีเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วว่าจำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายในผลแห่งละเมิดซึ่งจำเลยที่ ๑ได้กระทำไปในทางการที่จ้างแล้ว จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ซึ่งเป็นนายจ้างก็ต้องรับผิดร่วมด้วย จะแยกความรับผิดต่างกันไม่ได้ ไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นว่า ให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ ใช้ค่าเสียหายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้โจทก์ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ฎีกาขอให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลย ที่ ๒ และที่ ๓ ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า เหตุละเมิดคดีนี้ศาลจังหวัดนครราชสีมาได้มีคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ ๗๙๖/๒๕๑๒ ให้จำคุกจำเลยที่ ๑ ในข้อหาว่าขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสมีกำหนด ๖ เดือน คดีถึงที่สุดแล้ว

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่าคำพิพากษาในคดีอาญาดังกล่าวไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมิได้ถูกฟ้องคดีอาญานั้นด้วยเทียบตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๓๓๘/๒๕๑๖จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ยังอาจยกข้อต่อสู้และนำสืบในคดีนี้ได้ว่าจำเลยที่ ๑ มิได้เป็นฝ่ายทำละเมิดต่อโจทก์ หากแต่โจทก์ที่ ๒ เป็นฝ่ายขับรถโดยประมาทเองซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องวินิจฉัยก่อนปัญหาเรื่องความรับผิดในค่าสินไหมทดแทน ศาลชั้นต้นจึงรับฟังข้อเท็จจริงสำหรับคดีเฉพาะตัวจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ได้ว่าจำเลยที่ ๑ และโจทก์ต่างขับรถโดยประมาทด้วยกัน และโจทก์ที่ ๒ เป็นฝ่ายประมาทมากกว่าไม่ถูกกฎหมายปิดปากมิให้นำสืบโต้เถียงข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นดังคดีเฉพาะตัวจำเลยที่ ๑ การที่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นก็เพราะศาลชั้นต้นมิได้บังคับให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์แต่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ก็ได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์ว่าโจทก์ที่ ๒ เป็นฝ่ายขับรถโดยประมาทแต่ฝ่ายเดียว

คำแก้อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงเป็นการตั้งประเด็นในชั้นอุทธรณ์ว่าจำเลยที่ ๑ มิใช่เป็นฝ่ายทำละเมิดศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ รับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๑ โดยอาศัยบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๕ ในเมื่อคดีเฉพาะตัวจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ข้อเท็จจริงยังไม่ยุติว่าจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ทำละเมิดต่อโจทก์หาได้ไม่ ชอบที่ศาลอุทธรณ์จะฟังข้อเท็จจริงในประเด็นที่ว่าโจทก์ที่ ๒ หรือจำเลยที่ ๑ เป็นฝ่ายขับรถยนต์โดยประมาทเสียก่อน

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามประเด็นแห่งคดีที่ได้วินิจฉัยข้างต้น

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สงวน สิทธิไชย · สุธรรม วรรณแสง · สนิท บริรักษ์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นายศักดา โมกขมรรคกุล
ศาลอุทธรณ์ - นายจันทร์ ระรวยทรง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9389/2538

โจทก์ บรรยาย ฟ้อง กล่าว อ้าง ว่า โจทก์ เป็น เจ้าของ ที่ดิน พิพาท โดย บิดา มารดา โจทก์ ยก ให้ แต่ มิได้ จด ทะเบียน การ ให้ จำเลย ยึด ถือโฉนด ที่ดิน พิพาท ไว้ ไม่ ยอม ส่ง มอบ ให้ โจทก์ ใน ฐานะ ผู้จัดการ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2806/2526

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในผลละเมิดที่จำเลยที่ 1 ได้กระทำไปตามคำสั่งของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบิดาและนายจ้างของจำเลยที่ 1 ในชั้นชี้สองสถานศาลชั้นต้นได้กำหนดเกี่ยวกับความรับผิดของจำ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2573/2518

ชายข่มขืนชำเราหญิงอายุ 15 ปี จนมีครรภ์คลอดบุตรศาลพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตรของชายตามฟ้องของหญิง ให้ใช้นามสกุลชายให้เด็กอยู่กับหญิงและให้หญิงเป็นผู้ปกครองเด็กให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูจนอายุ 20 ปี ให้ใช้ค่าเสีย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1541/2568

การสมรสจะทำได้ก็ต่อเมื่อชายหญิงยินยอมเป็นสามีภริยากันและต้องแสดงการยินยอมนั้นให้ปรากฏโดยเปิดเผยต่อหน้านายทะเบียนและให้นายทะเบียนบันทึกความยินยอมนั้นไว้ด้วย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1458การแสดงความยินยอมนั้นจะ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 361/2563

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยเฉพาะคดีส่วนอาญาเท่านั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิฎีกาในคดีส่วนแพ่งได้ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อคดีส่วนอาญาฟังได้ว่าจำเลยใช้อาวุธมีดแทงทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ดังนั…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้