Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2068/2552

พ.ศ. 2552 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

บุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง หมายถึง บุคคลใดๆ ก็ได้ที่มิใช่เจ้าของที่ดินเดิมซึ่งได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว เมื่อธนาคาร ก. เป็นทั้งผู้รับจำนองที่ดินพิพาทจากเจ้าของที่ดินเดิมและยังเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว ธนาคาร ก. จึงเป็นบุคคลภายนอกย่อมได้รับความคุ้มครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง เมื่อธนาคาร ก. ซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดของศาลโดยไม่ปรากฏว่าซื้อมาโดยสุจริตหรือไม่ อย่างไร ก็ย่อมเป็นไปตามข้อสันนิษฐานอันเป็นคุณแก่ผู้ซื้อว่า บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 6 ถือว่าธนาคาร ก. ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว ผู้ร้องไม่อาจอ้างสิทธิครอบครองปรปักษ์ขึ้นใช้ยันธนาคาร ก. ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง แม้เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 ได้รับโอนที่ดินพิพาทจากธนาคาร ก. ภายใน 10 ปี นับแต่วันรับโอนจากธนาคาร ก. และรับโอนโดยไม่สุจริตก็ตาม ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ครองครองปรปักษ์ก็ไม่อาจยกสิทธิของตนขึ้นใช้ยันผู้คัดค้านที่ 1 ผู้รับโอนคนต่อมาได้ เพราะสิทธิของผู้ครอบครองปรปักษ์ขาดตอนไปแล้วตั้งแต่ธนาคาร ก. ผู้รับโอนทางทะเบียนโดยสุจริตตอนแรก แม้ผู้ร้องจะยังคงครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมา แต่การครอบครองในช่วงหลังที่ธนาคาร ก. และผู้คัดค้านที่ 1 รับโอนกรรมสิทธิ์มา เมื่อนับถึงวันที่ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ยังไม่ครบ 10 ปี ก็จะถือว่ามีการครอบครองปรปักษ์ต่อผู้คัดค้านที่ 1 ครบเวลาได้กรรมสิทธิ์แล้วด้วยหาได้ไม่

คำฟ้องและคำให้การ

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาขอให้มีคำสั่งว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 29 และ 30 ตำบลลาดพร้าว (ออเป้า) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร (ปัจจุบันแขวงจระเข้บัว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร) จำนวนเนื้อที่ดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองปรปักษ์และขอให้มีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินเขตลาดพร้าวกรุงเทพมหานคร (ที่ถูกสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาลาดพร้าว) แก้ทะเบียนผู้ถือกรรมสิทธิ์โดยให้แบ่งแยกที่ดินดังกล่าวเป็นของผู้ร้อง ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านว่า เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2533 (ที่ถูก 2532) ผู้คัดค้านที่ 1 ซื้อที่ดิน 42 แปลง จากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด โดยสุจริต

เปิดเผยมีค่าตอบแทนและได้จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ขณะนั้นมีผู้บุกรุกอยู่บนที่ดินดังกล่าว ได้มีการเจรจาจ่ายค่ารื้อถอนให้แก่ผู้บุกรุก ผู้ร้องปลูกบ้านรุกล้ำที่สาธารณประโยชน์และที่ดินของผู้คัดค้านที่ 1 ประมาณ 35 ตารางวา ผู้ร้องครอบครองยังไม่ถึง 10 ปี และไม่มีเจตนาทำให้ได้กรรมสิทธิ์ ผู้ร้องจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครอง ขอให้ยกคำร้องขอ ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่ได้ครอบครองที่ดินพิพาทด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2532 ผู้คัดค้านที่ 2 รับจำนองที่ดินพิพาทมาจากผู้คัดค้านที่ 1 โดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ผู้ร้องจึงไม่อาจยกข้อต่อสู้การครอบครองปรปักษ์ขึ้นลบล้างสิทธิของผู้คัดค้านที่ 2 ในฐานะผู้รับจำนองได้ ขอให้ยกคำร้องขอ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอ ให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้คัดค้านทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความสำหรับผู้คัดค้านที่ 1 จำนวน 40,000 บาท และสำหรับผู้คัดค้านที่ 2 จำนวน 20,000 บาท

ผู้ร้องอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและในศาลอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคาะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในชั้นฎีกาฟังได้ว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 29 และ 30 ตำบลลาดพร้าว (ออป้า) อำเภอบางกระปิ กรุงเทพมหานคร (ปัจจุบันแขวงจระเข้บัว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร) มีเนื้อที่ 30 ไร่ 92 ตารางวา และ 7 ไร่ 3 งาน 92 ตารางวา ตามลำดับ เป็นของบริษัทสยามพัฒนาการอาคารและที่ดิน จำกัด ได้นำมาจำนองไว้แก่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2519 และ 21 พฤษภาคม 2513 ตามลำดับ และธนารคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด สิงหาคม 2529 และได้จดทะเบียนโอนขายต่อให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2532 ผู้ค้ดค้านที่ 1 เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2532 ผู้คัคค้านที่ 1 ได้นำไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2532 ตามสำเนาโฉนดที่ดิน

ผู้ร้องเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทตามแผนที่วิวาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวข้างต้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องข้อแรกมีว่า การที่ศาลล่างทั้งสองหยิบยกประเด็นที่ว่าธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด และผู้คัดค้านที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตขึ้นวินิจฉัยแล้วยกคำร้องขอของผู้ร้องโดยการครอบครองปรปักษ์ ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด โดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ผู้ร้องครอบครองที่ดินยังไม่ถึง 10 ปี ผู้ร้องจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ศาลฎีกาได้ตรวจดดูคำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 1 แล้ว

ปรากฏว่าผู้คัดค้านที่ 1 ได้ระบุไว้ชัดเจนในคำคัดค้านว่าเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทจากธนาคารกรุงศรีอยุธยาจำกัด โดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายแล้วอีกทั้งตามคำร้องขอและคำคัดค้าน คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่า ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ หากฟังได้ว่าผู้ร้องครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์แล้ว ย่อมมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด และผู้คัดค้านที่ 1 ได้ที่ดินพิพาทมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตหรือไม่ และผู้ร้องจะยกการได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินพิพาทขึ้นต่อสู้ธนาคารกรุงศรีอยุธยา

จำกัดและผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ได้หรือไม่ การที่ศาลล่างทั้งสองหยิบยกประเด็นที่ว่าธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด และผู้คัดค้านที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทโดยเสียค่าตอบแทน และโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตขึ้นวินิจฉัยแล้วยกคำร้องขอของผู้ร้องจึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นแต่อย่างไร ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3031/2545 ระหว่าง บริษัทโรจน์ธนะบดี จำกัด โจทก์ นายมาก โดนางแกะ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน จำเลย ฎีกาข้อนี้ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องข้อต่อไปมีว่าธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด เป็นบุคคลภายนอกได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง หรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาว่า

บุคคลภายนอกต้องเป็นบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท แต่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด เป็นผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทโดยตรง เพราะเป็นผู้รับจำนองและซื้อที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์จำนองของตนจากการขายทอดตลาดอีกด้วย จึงไม่ใช่บุคคลภายนอก เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง บัญญัติไว้ว่า "ถ้ามีผู้ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์สิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม สิทธิของผู้ได้มานั้นถ้ายังมิได้จดทะเบียนไซร้ ท่านว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนไม่ได้ และสิทธิอันยังมิได้จดทะเบียนนั้นมิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วๆ

ดังนี้ บุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง ย่อมหมายถึง บุคคลใดๆ ก็ได้ที่มิใช่เจ้าของที่ดินเดิมซึ่งได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว เมื่อธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด เป็นทั้งผู้รับจำนองที่ดินพิพาทจากเจ้าของที่ดินเดิม และยังเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด จึงเป็นบุคคลภายนอกย่อมได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องข้อสุดท้ายมีว่า ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่

เห็นว่า แม้ผู้ร้องได้ยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทมาโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมาตั้งแต่ปี 2514 เป็นเวลา 24 ปีแล้ว ย่อมได้กรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แต่ปรากฏว่าธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด ได้รับจำนองที่ดินพิพาทไว้จากบริษัทสยามพัฒนาการอาคารและที่ดิน จำกัด เจ้าของเดิมเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2519 และ 21 พฤษภาคม 2513 ตามลำดับ และได้ซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2529 ซึ่งเป็นระยะเวลาเกินกว่า 10 ปี นับแต่ผู้ร้องได้ยึดถือครอบครองไว้ แต่ผู้ร้องมิได้ดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนแต่อย่างใด เมื่อธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด ซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดของศาลโดยไม่ปรากฏว่าซื้อมาโดยสุจริตหรือไม่

อย่างไร ก็ย่อมเป็นไปตามข้อสันนิษฐานอันเป็นคุณแก่ผู้ซื้อว่า บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 เมื่อข้อเท็จจริงตามฟ้องและตามทางพิจารณาไม่ปรากฏเหตุที่จะหักล้างข้อสันนิษฐานของบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวได้ถือว่าธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว ผู้ร้องไม่อาจอ้างสิทธิครอบครองปรปักษ์ขึ้นใช้ยันธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง ฉะนั้นเมื่อผู้คัดค้านที่ 1 ได้รับโอนที่ดินพิพาทจากธนาคารศรีอยุธยา จำกัด เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2532 อันเป็นระยะเวลาภายใน 10 ปี นับแต่วันรับโอนจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา

จำกัด แม้ผู้คัดค้านที่ 1 จะรับโอนโดยไม่สุจริตดังข้อฎีกาของผู้ร้องก็ตามผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ครอบครองปรปักษ์ก็ไม่อาจยกสิทธิของตนขึ้นยันผู้คัดค้านที่ 1 ผู้รับโอนคนต่อมาได้ เพราะสิทธิของผู้ครอบครองปรปักษ์ขาดตอนไปแล้วตั้งแต่ผู้รับโอนทางทะเบียนโดยสุจริตตอนแรก แม้ผู้ร้องจะยังคงครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมาแต่การครอบครองในช่วงหลังที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด และผู้คัดค้านที่ 1 รับโอนกรรมสิทธิ์มา เมื่อนับถึงวันที่ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องเมื่อ 17 มิถุนายน 2539 ยังไม่ครบ 10 ปี ก็จะถือว่ามีการครอบครองปรปักษ์ต่อผู้คัดค้านที่ 1 ครบเวลาได้กรรมสิทธิ์แล้วด้วยหาได้ไม่ ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6663/2538 ระหว่าง นายสุชาติ โจทก์ นายธนพงศ์ จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้นชอบแล้วฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

อนึ่ง ที่ผู้คัดค้านที่ 1 แก้ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและในชั้นอุทธรณ์เป็นพับไม่ชอบนั้น เห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับนั้น เป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 วรรคหนึ่ง (เดิม) และเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว จึงไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะต้องแก้ไข

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อาวุธ ปั้นปรีชา · มานัส เหลืองประเสริฐ · ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้