Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2073/2538

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ทรัพย์สินที่พิพาทกันในชั้นฎีกาเป็นทรัพย์ที่พิพาทกันมาในศาลชั้นต้น ซึ่งศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทมีราคา 136,000 บาท และกำหนดค่าเสียหายที่จำเลย จะต้องชำระแก่โจทก์ในกรณีที่สภาพไม่เปิดช่องให้จัดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเท่ากับราคาที่ดินพิพาทจำนวน 136,000 บาทคู่ความมิได้อุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งคัดค้านราคาที่ดินพิพาทดังกล่าว คดีนี้จึงมีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่งแม้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลขึ้นฎีกาในทุนทรัพย์ 1,000,000 บาทก็ไม่ทำให้เป็นฎีกาที่ไม่ต้องห้ามได้ ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลย มานั้นเป็นการไม่ชอบศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2528 จำเลยได้ทำสัญญาจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 2884 ให้โจทก์ในราคา 80,000 บาทโจทก์ชำระเงินมัดจำแก่จำเลยแล้วจำเลย 60,000 บาท ส่วนที่เหลือจำนวน 20,000 บาท ตกลงชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ แต่จำเลยผิดสัญญาไม่ดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2884 ให้โจทก์ และรับเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือ 20,000 บาท จากโจทก์ หากจำเลยไม่ไปจดทะเบียนโอนที่ดินให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนา โดยให้โจทก์นำค่าที่ดินส่วนที่เหลือจำนวน 20,000 บาท ชำระค่าธรรมเนียมและค่าภาษีเงินได้ในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินก่อน เหลือเท่าใดให้โจทก์วางศาลหรือสำนักงานวางทรัพย์เพื่อชำระหนี้แก่จำเลย และให้จำเลยไถ่ถอนจำนวนที่ดิน

หากจำเลยไม่ไถ่ถอน ให้โจทก์เป็นผู้ไถ่ถอน โดยให้จำเลยชำระค่าไถ่ถอนคืนโจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่โจทก์ชำระเงินค่าไถ่ถอนจำนองที่ดินจนกว่าจำเลยจะชำระเงินคืนโจทก์ ให้จำเลยออกเงินค่าธรรมเนียมและค่าภาษีเงินได้ในการจดทะเบียนโอนที่ดินให้โจทก์ หากจำเลยไม่สามารถจดทะเบียนโอนที่ดินให้โจทก์ได้ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จจำเลยให้การว่า เดิมจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวน 50,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 10 ต่อเดือน เมื่อถึงกำหนดชำระจำเลยไม่ได้ชำระเงินต้นและดอกเบี้ยแก่โจทก์ โจทก์จึงให้จำเลยทำสัญญากู้ยืมกับโจทก์ใหม่ โดยให้จำเลยพิมพ์ลายนิ้วมือในสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำโดยจำเลยเข้าใจว่าสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญากู้ยืม

จำเลยไม่มีเจตนาที่จะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 2884ให้โจทก์ และไม่เคยรับเงินมัดจำค่าที่ดินดังกล่าวจากโจทก์ ขอให้ยกฟ้องระหว่างพิจารณา นางสาววัฒนา มีฟัก ยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความ ขอให้ศาลเพิกถอนสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญามัดจำที่ดินโฉนดเลขที่ 2884 ตามฟ้องระหว่างโจทก์กับจำเลย ให้จำเลยจัดการไถ่ถอนจำนองที่ดินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรโจทก์ให้การแก้คำร้องสอด ขอให้ยกคำร้องสอดจำเลยให้การแก้คำร้องสอด ขอให้ยกคำร้องสอดศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยไปดำเนินการไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 2884 แล้วจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ โดยให้จำเลยเสียค่าธรรมเนียมและค่าภาษีเงินได้ในการจดทะเบียนโอน เมื่อโจทก์ได้ชำระเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือจำนวน 20,000 บาท แล้ว

หากจำเลยไม่ไปไถ่ถอนจำนองและจดทะเบียนโอนให้แก่โจทก์ ให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา โดยให้โจทก์ดำเนินการไถ่ถอนจำนองและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เอง แล้วให้จำเลยชำระค่าไถ่ถอนจำนองและค่าธรรมเนียมให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ของเงินที่โจทก์ออกทดรองในการไถ่ถอนจำนอง นับตั้งแต่วันที่โจทก์ออกเงินทดรองเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จ หากสภาพไม่เปิดช่องให้โอนได้ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 136,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ยกคำร้องสอดจำเลยและผู้ร้องสอดอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์จำเลยชำระค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทคนละครึ่ง

นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ทรัพย์สินที่พิพาทกันในชั้นฎีกาเป็นทรัพย์ที่พิพาทกันมาในศาลชั้นต้น ซึ่งศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทมีราคา 136,000 บาท กำหนดค่าเสียหายที่จำเลยจะต้องชำระแก่โจทก์ในกรณีที่สภาพไม่เปิดช่องให้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเท่ากับราคาที่ดินพิพาทจำนวน 136,000 บาท คู่ความมิได้อุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งคัดค้านราคาที่ดินพิพาทดังกล่าว คดีนี้จึงมีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าพยานหลักฐานโจทก์มีเหตุผลและน้ำหนักน่าเชื่อถือมากกว่าของจำเลย

คดีฟังได้ว่าจำเลยทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทให้โจทก์และได้รับเงินมัดจำจากโจทก์ไปแล้วจำเลยฎีกาว่าพยานโจทก์มีเจตนาไม่สุจริตเบิกความเป็นเท็จไม่น่าเชื่อถือพยานจำเลยมีน้ำหนักกว่าพยานโจทก์ ฟังได้ว่าจำเลยไม่มีเจตนาทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทและรับเงินมัดจำตามฟ้องจากโจทก์แต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในทุนทรัพย์ 1,000,000 บาท ก็ไม่ทำให้เป็นฎีกาที่ไม่ต้องห้ามได้ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยมานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้พิพากษายกฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลฎีกาทั้งหมดแก่จำเลย

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อธิราช มณีภาค · มงคล สระฏัน · วุฒิ คราวุฒิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1020/2567

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา" และวรรคสอง บัญญัติว่า "การขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6381/2562

ค่าขาดไร้อุปการะเป็นหนี้ที่สามารถแบ่งแยกเป็นส่วนของโจทก์แต่ละคน โดยโจทก์ทั้งสองสามารถฟ้องเรียกเฉพาะส่วนของตนโดยลำพังได้ ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาจึงต้องถือตามจำนวนค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์แต่ละคนมีสิ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4839/2562

การที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 เป็นการใช้สิทธิยื่นคำร้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ มิใช่เป็นคดีที่โจทก์ร่วมฟ้องเองโดยตรง จึงต้องถือว่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3826/2562

โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดก จำเลยโอนที่ดินพิพาทให้แก่ตนเองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งหกในฐานะทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดก ขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งหก จึงเป็นเรื่องที…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2262/2562

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท และขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 6,000 บาท นับจากวันฟ้อง จำเลยให้การว่า จำเลยอยู่ในฐานะเป็นผู้ที่จะได้รับการจดทะเบียนอยู่ก่อน โจทก์รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้